วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

ที่มาของสำนวน คำพังเพย


วันนี้มีคนซื้อผลมะกอกมารับประทานกัน
ก็เลยพูดถึงเรื่องสำนวน คำพังเพยไทยที่ว่า
"มะกอกสามตระกร้าปาไม่ถูก"
หมายถึงอะไร? เพราะตนเองไม่ค่อยชอบรับประทานผลไม้ดอง เลยไม่ทราบ

พี่ที่นั่งแถวข้าพเจ้า แกมักจะชอบ
ชวนข้าพเจ้าคุยนั่น คุยนี่ แกก็ไม่ทราบความหมายที่แท้จริงเหมือนกัน

ก็คิดกัน มีสำนวน เอ้! มันต้องมีที่มาซิ
เลยไปค้นคว้ามาได้ จึงรู้ว่าจริง ๆ แล้ว

ไม่ใช่เพราะลูกมะกอกกลม ๆ กลิ้งได้หรอก
แต่คงเป็นการละเล่นของคนสมัยโบราณ
ที่ใช้ผลมะกอก
ขวางให้โดนตัวผู้เล่น
ซึ่งผู้เล่นต้องมีอาการคล่องแคล่ว
ว่องไว หลบหลีกผลมะกอกได้ จึงไม่โดนปาถูกตัว

ก็เลยไปเก็บสำนวนมาฝาก สำหรับคนที่พูดเก่ง พูดคล่อง
ล้วนเป็นคนไม่ค่อยหน้าไว้ใจนัก ดังสำนวนไทยที่ว่า

มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก

(สํา) ก. พูดจาตลบตะแลงพลิกแพลง ไปมาจนจับคําพูดไม่ทัน. น. คนกลับกลอก.

การที่พูดเก่ง พูดกลับกลอกได้รอบตัว

หรือพูดจนจับคำไม่ทัน

ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ และไว้ใจ

เปรียบเหมือนคนหลบหลีกได้คล่อง

ถึงจะเอามะกอกใส่เต็มตะกร้า 3-4 ตะกร้ามาขว้างปา

ก็ย่อมไม่มีวันปาถูกตัวได้

มักใช้เปรียบเปรยคนปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง โกหกเก่ง


CAN'T HIT THE TARGET WITH THREE BUCKETS OF OLIVES
"SUPPERY AS AN EEL" [A GOOD LIAR]

อิอิ เหมือนภาษาไทยวันละคำเลย
ภาษานี่ ถ้าศึกษาให้ดี มีเรื่องให้เขียนอีกเยอะเลยนะเนี่ยะ!

โดย คิดแล้วเขียนV:)



วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

งานเลี้ยง

วันนี้มีเพื่อนที่ทำงานมาถามว่า
วันที่ ๒๓ กันยายน นี้
อยู่กินเลี้ยงตอนเย็นส่งเจ้านายระดับสูงหรือเปล่า
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนต้นคิด???
ใช่วันนี้หรือเปล่าหว่า!! ไม่สนใจจะจำ!
เพราะไม่ไป และไม่จ่ายเงินด้วย อิอิ :))
โดยปกติแล้ว ข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบไปงานที่ทำให้กลับบ้าน
ค่ำ ๆ มืด ๆ เพราะเดินทางลำบาก เนื่องจากไม่มีรถส่วนตัว

จะทำอะไรก็แล้วแต่
ถ้าเป็นการทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วยแล้ว
ข้าพเจ้าจะไม่ทำ!


เมื่อก่อนยังพอไปบ้าง
แต่ระยะหลังชอบมีข่าว
เสีย ๆ หาย ๆ ในที่ทำงาน
เดี๋ยวจะถูกเหมารวมว่าเป็นอย่างเดียวกัน
คนยิ่งจ้องจะหาเรื่องอยู่!

ก็เลยต้องเลือกไปงาน จะว่าไม่ค่อยมีสังคมก็ไม่เชิง
เพราะขี้เกียจมานั่งแก้ข่าว (คาวโลกีย์)
สมัยนี้ปากคนยาวยิ่งกว่าปากกา

ทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าพยายามให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน
มานั่งด่าทีหลัง จะได้ไม่คุ้มเสีย
บางคนมีภาระต้องกลับไปเลี้ยงดูแลครอบครัว
ไปงานเลี้ยงกลับดึก แถมยังต้องเสียเงินอีก
เลี้ยงกันไป ก็เลี้ยงกันมา ...

คนที่ทำงานเลยสมบูรณ์กันถ้วนหน้า
สมบูรณ์หนี้ด้วย ^__^ เพราะมีระบอบการกู้ที่ง่ายมาก
เลยใช้เงินสบายมือไปเลย แอ่ะอ่ะอะไรก็กู้ ๆ ๆ ๆ
ซึ่งจริง ๆ แล้วงานบางอย่าง เราสามารถเลือกไปได้

จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องไปทุกงาน?
จะตกงาน เพราะไม่ไปงานที่เจ้านายเห็นหน้า
คงไม่ใช่หรอก เรื่องของเรื่อง
คนมันนึกอยากจะรับประทานนั่นแหล่ะ
ก็เลยหาเรื่องเลี้ยงกันได้ตลอด
ประมาณนี้!

พูดแบบนี้เหมือนคนขวางโลกเลยเรา อิอิ ^_^
ถ้าขวางโลก ไม่เป็นไปตามน้ำ(ซึ่งมักไหลลงสู่ที่ต่ำ)
ก็สมควรจะขวางมิใช่หรือ?

โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ฟังเพลงกันเถอะ




เนื้อเพลง

เรื่องจริง

ขับร้องโดย ป๊อด
(ผู้ชายที่มีเสียงไพเราะเป็นเอกลักษณ์ของตน :)))


เสียงร้องที่เธอกำลังได้ยิน กลั่นออกมาจากใจจริงๆ
และเสียงเปียโนที่เธอได้ยิน ก็ออกมาจากใจจริงๆ
เพื่อระบายทุกสิ่งข้างใน ให้ได้ไหลรินออกจากหัวใจ
ไม่รู้จากนี้จะเป็นยังไง เมื่อเธอฟังแล้วจะเป็นยังไง
เธอจะเชื่อคำพูดฉันหรือไม่
กับเรื่องจริงต่อจากนี้ไป
กับเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
ว่าฉันรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก
และฉันรักเธอตั้งแต่แรกพบหน้า
มากมายจนข้างใน ต้องระบายออกมา
ให้เธอ ได้ยิน
ว่าสำหรับฉันนั้นเธอคือทุกสิ่ง
เป็นแรงบันดาลใจเป็นทุกๆอย่าง
เธอเชื่อมให้ฉันเห็นภาพที่สวยงามของชีวิต
แม้ว่าเรายังไม่ทันได้รู้จัก กันเลย
ไม่มีเรื่องราวไม่มีอะไร ไม่มีเหตุผลที่มาที่ไป
เธอจะเชื่อคำพูดฉันหรือไม่
กับเรื่องจริงต่อจากนี้ไป
กับเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
ว่าฉันรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก
และฉันรักเธอตั้งแต่แรกพบหน้า
มากมายจนข้างใน ต้องระบายออกมา
ให้เธอ ได้ยิน
ว่าสำหรับฉันนั้นเธอคือทุกสิ่ง
เป็นแรงบันดาลใจเป็นทุกๆอย่าง
เธอเชื่อมให้ฉันเห็นภาพที่สวยงามของชีวิต
แม้ว่าเรายังไม่ทันได้รู้จัก กันเลย
และเสียงเพลงต่อจากนี้ไป
จะเป็นเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
ว่าฉันรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก
และฉันรักเธอตั้งแต่แรกพบหน้า
มากมายจนข้างใน ต้องระบายออกมา
ให้เธอ ได้ยิน
ว่าสำหรับฉันนั้นเธอคือทุกสิ่ง
เป็นแรงบันดาลใจเป็นทุกๆอย่าง
เธอเชื่อมให้ฉันเห็นภาพที่สวยงามของชีวิต
แม้ว่าเรายังไม่ทันได้รู้จัก กันเลย

------------------------------
วันนี้ฟังเพลงซึ้ง ๆ จากหนุ่ม
ที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
มาฟังเพลงรักโรแมนติก

ที่หาในชีวิตประจำไม่ค่อยจะเจอ 555 :P

โดย คิดแล้วเขียนV:)

ตัวอย่างกรรมของแม่ชีทศพร

เมื่อคืนได้อ่านหนังสือธรรมะของ แม่ชีทศพร
เรื่อง "ตั้งใจวันละ ๑๐ นาที ชีวิตเปลี่ยน"
เลยเก็บมาฝาก ให้เป็นอุทธาหรณ์ว่า
การจะพูดนินทาใส่ร้ายป้ายสีใคร
โดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เป็นบาปอย่างแรง
ยิ่งใส่ร้ายคนที่เขาปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
ถือศีล ด้วยแล้ว ยิ่งบาปหนัก
กรรมจะส่งผลให้โดยเร็ว


แม่ชีบอกว่า เวลาสวดมนต์อธิษฐานให้เป็น
ก่อนสวดมนต์ทุกบท ควรสมาทานศีล ๕ ก่อน
แล้วจะได้อานิสงค์
ของศีลเต็ม ๑๐๐
เมื่อเราทำบ่อย ๆ ได้ทำเป็นประจำทุกวัน

อานิสงค์ของสัมมาวาจาที่กรองด้วยศีลแล้ว
จะส่งผลให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
อธิษฐานสิ่งใดในทางที่ดีก็จะสมปรารถนา



แม่ชีเล่าว่า มีโยมคนนึงมีเรื่องทุกข์ใจในการทำงาน
จึงนำเรื่องไปเล่าให้พี่สาวฟัง
ว่าเจ้านายไม่ชอบโยม
แล้วก็ตีไข่ใส่แป้งให้ทราบที่มาของทุกข์นี้ว่า
มีคนคอยกลั่นแกล้ง
พี่สาวโยมท่านนี้ก็เลยเขียนจดหมายมาหาแม่ชี
เพราะทุกข์ใจเช่นเดียวกัน
แม่ชีจึงนัดโยมมาที่วัดเพื่อปฏิบัติธรรม
เมื่อโยมมาปฏิบัติธรรมในวันเสาร์-อาทิตย์
โยมก็ได้บุญจากการปฏิบัติ
วันอาทิตย์เป็นหน้าที่ของแม่ชี
ที่จะบรรยายธรรมให้โยมฟังโดยเริ่มถามโยมว่า

  • แม่ชี : โยมแม่ชีพูดเรื่องของโยมได้ไหม
  • โยม : พูดได้ค่ะ พูดได้หมดเลย
  • แม่ชี : โยมเคยทิ้งบัตรสนเท่ห์ไหมคะ แม่ชีเห็นทุกข์
    ที่โยมเขียนเรื่องร้องเรียนใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น
    โดยที่เขาไม่มีความผิดอะไร
  • โยม : ไม่มีค่ะ ไม่เคยค่ะ
  • แม่ชี : ครั้งหนึง?
  • โยม : ไม่เคยค่ะ
  • แม่ชี : ครั้งหนึ่งโยม
  • โยม : อ๋อ จำได้แล้วค่ะ เขียนใบร้องเรียนแทนน้องชายนานแล้วค่ะ

  • แม่ชี : โยมไม่รู้จักเขา แต่โยมเขียนให้เขาเดือดร้อน
    น้องชายโยมอิจฉาเขา ที่เจ้านายไม่ชอบเพราะเขา
    ไม่รับผิดชอบงาน
    ความอิจฉาทำให้น้องโยมพูด
    ในเรื่องไม่จริงให้โยมฟัง
    ตอนนี้โยมก็ทุกข์ใจเรื่องครอบครัว
    เพราะพ่อแม่สามีไม่ชอบโยม
    เมื่อก่อนนี้เขารักใคร่เอ็นดูโยม
    แต่พอโยมเขียนบัตรสนเท่ห์ไป

    กรรมส่งผลให้เขาจับผิดโยมทุกเรื่อง
    แล้วเรื่องที่เขาจับจ้องโยม

    เพราะพ่อแม่สามีคิดว่า
    โยมยุแยงให้สามีคิดออกจากครอบครัว

    สามีเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่หวังพึ่งเขา
    แต่ที่สามีคิดไปอยู่ที่อื่นเพราะ
    โยมเป็นต้นเหตุ
    ว่าพ่อแม่สามีคอยหาเรื่อง ก็จริงที่เขาหาเรื่อง

    เพราะกรรมที่โยมใส่ร้ายคนอื่น
    โยมรู้ไหมความอิจฉาของน้องชายโยม

    ไม่ว่าเขาจะไปอยู่กับใคร
    เขาก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะเขาใจแคบ

    มีนิสัยเหมือนผู้หญิง
  • โยม : หนูเขียนครั้งเดียว
    แต่ทำไมถึงต้องรับผิดชอบกรรมมากมาย

  • แม่ชี : โยมที่โยมทำลงไป
    โยมที่เขาเดือดร้อนต้องออกจากงาน

    โดยไม่มีความผิด เขาไม่โทษใคร
    โยมคนนี้เขานั่งสมาธิ
    สวดมนต์ ภาวนาทุกวัน
    เขาคิดว่า เขาไม่อาฆาตมาดร้ายใคร

    เขาไม่จองเวรใคร แต่กฎแห่งกรรมไม่มียกเว้น
    เขาออกจากงาน
    โยมอยากออกจากบ้าน เคลียร์ไหมโยม

ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า
ทำไมทำเพื่อน้องแล้วกรรมมาตกที่คนเขียนจดหมาย
แม่ชีไม่ตอบท่านผู้อ่านคิดเอาเองนะคะ

-------------------------------------------------------------
เรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจคนที่ชอบใส่สีตีไข่
หรือเสี้ยมให้คนอื่นทะเลาะกันด้วยความอิจฉา- ริษยาได้ดีทีเดียว

โดย คิดแล้วเขียน V:)

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

อาการป่วย

วันนี้ไปหาหมอช่วงกลางวัน เป็นวันสุดท้าย
หลังจากที่เข้ารับการรักษามานานร่วมปี
เพราะข้าพเจ้าเอง มีภูมิคุ้มกันที่ไวเกิน
ได้รับเชื้ออะไรมานิดหน่อย จะเป็นได้ง่ายกว่าคนอื่น
ดีที่ว่า หมอยังไม่ได้วินิจฉัยว่า เป็นโรคพุ่มพวง SLE
หรือโรคลูปัส ( Systemic Lupus Erythematosus : SLE)

แต่ก็คงเป็นเชื้อแบบญาติห่าง ๆ ของ SLE ได้
หมอสั่งห้ามถูกแดดแรง ๆ ให้กางร่ม และก็อย่าเครียด
อย่าอดนอน (ข้าพเจ้าเลยชอบนอนตลอด 555 :))
เพราะพวกนี้จะเป็นตัวไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันเรา
ให้นอนพักผ่อนเยอะ ๆ อยู่ในที่เย็น ๆ จะทำให้ภูมิแข็งแรง

5555 แหม! อย่างกะรู้ใจข้าพเจ้าเลยแน่ะ
ชอบนอน (ขี้เกียจ) อิอิ แค่นี้ก็ อ้วนจะเป็นตุ่มกลิ้งได้อยู่แล้ว
แต่ข้าพเจ้า ก็สังเกตตนเองเหมือนกันนะว่า
เวลาเครียด ช่วงอ่านหนังสือเยอะ ๆ หรือทำงานมาก ๆ
แบบรีบทำให้เสร็จนั้น ผมจะร่วงเยอะ ...
สงสัยจะจริงตามที่หมอวินิจฉัย อิอิ :))

คนทำงานจะไม่ให้เครียดก็กระไรอยู่หนา?
เพียงแต่อย่าหักโหม เวลาพักก็ต้องพัก อะไรประมาณนั้นแหล่ะ
วันนี้ยาที่หมอสั่งจ่ายให้ ก็เบิกไม่ได้อีก เพราะเป็นวิตามิน A
พี่เขาบอกว่า บำรุงสายตา แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกันด้วย
บางคนจำได้ว่า วิตามิน A บำรุงสายตา อย่างเดียวไม่เกี่ยวกับผม
ซึ่งถ้าได้ไปอ่านตำราแพทย์นั้น วิตามิน A นี้สามารถสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ด้วย
(เรื่องของเรื่อง เขาจะไม่จ่ายค่ายาให้เรานั่นแหล่ะ)
แต่ช่างมันเหอะ! โชคดีที่หมอนัดครั้งนี้ครั้งสุดท้าย

ซึ่งก่อนหน้านั้น ข้าพเจ้าเคยได้ยินหมอที่ทำงานพี่สาว
คุยเรื่องยาที่ขอเบิก พวกวิตามินทั้งหลาย
ต่อไปจะเบิกค่ายาตัวนี้ไม่ได้แล้ว
ก็เข้าใจนะ ว่าเป็นตัวบำรุง ตัวเสริม ไม่ใช่ยาตัวที่รักษา

หมอบอกว่า ถ้ามีอะไรผิดปรกติอีก ให้ติดต่อเขาได้ทุกเวลา

การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
แก่ตัวไปทำไงล่ะทีนี้ ...ตอนนี้ทำงานอยู่ยังพอถู ๆ ไถ ๆ
เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ เฮ้อ! อะไร ๆ มันก็ไม่แน่นอนเลยหนอ?!

โดย คิดแล้วเขียนV:(

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

เกิดเป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก

วันนี้ ไฟที่บ้านช๊อต! หัวปลั๊กต่อคอมฯ ช๊อต
ทำให้ไฟดับทั้งบ้าน ดับตอนหัวค่ำด้วย
ทีนี้ล่ะเรื่องยุ่งเลย ผู้หญิงกับไฟฟ้าถูกกันซะทีไหน
ขนาดวันนี้ไปเดินซื้อ Hub ต่อ Notebook ที่ IT
ยังถูกร้านที่ซื้อประจำโก่งราคาซะ!
เจ็บใจตรงที่ว่า ข้าพเจ้าเคยซื้อร้านนี้ประจำ
เพราะขายราคาไม่แพง แถมบางครั้งถูกกว่าร้านอื่นอีก
ด้วยความรีบ ไม่ได้เดินดูให้ทั่วก่อน
ปรากฎว่าวันนี้ร้านเจ้าประจำ ไอ้เจ้าลูกน้องขาย
คงเห็นข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงด้วยกระมัง
เลยโก่งราคาซะเต็มที่ ด้วยความที่เราซื้อบ่อยก็เชื่อใจ
เชื่อใจในราคาของร้านนี้ ขายไม่แพง ทีไหนได้
ไปเจออีกร้านนึงถูกกว่าตั้ง 100 บางแน่ะ
เจ็บใจซื้อของแพง :(
แถมเป็นร้านที่เราเคยซื้อประจำ
มันเจ็บใจตรงนี้แหล่ะ

วันหลังไม่เอาแล้ว ไม่มีเจ้าประจำ!
ต้องท่องให้ขึ้นใจ
ถ้าลองแบบนี้ต้องเดินให้ทั่วก่อน
ไว้ใจร้านประจำไม่ได้แล้ว
มิน่าล่ะ เพิ่งเห็นร้านเขาที่เป็นเครือข่ายข้าง ๆ
ปิดร้านไปแล้ว ขายของราคาขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้
ลูกค้าหายหมด! ...ได้ข้อคิดในการทำธุรกิจได้ 1 อย่าง
(จงซื่อสัตย์กับลูกค้า แล้วลูกค้าจะซื่อสัตย์กับเรา)

พูดถึงเรื่องไฟฟ้าต่อ ...
ไฟฟ้าดับต้องโทรตามหาป๊ะป๋ารีบมาด่วน
เพราะบ้านสาวโสด ๆ ไม่มีปัญญาแก้ไฟกัน
นี่ยังนั่งนึกอยู่ถ้าป๊ะป๋าไม่อยู่ (...)จะทำงัยล่ะทีนี้
กลางค่ำกลางคืนซะด้วย ...
สงสัยต้องเรียกช่างไฟฟ้ามาดูไฟ
และเดินสายไฟใหม่แล้วมั้ง
เพราะบ้านหลังที่อยู่สร้างมา 20 กว่าปีได้แล้ว

นึก ๆ แล้วมีบ้านก็มีภาระเหมือนกันนะ
มีก็ต้องคอยดูแลรักษา ซ่อมตรงนั้น ซ่อมตรงนี้
ทำไม่เป็นก็แย่เลย ...

นี่ดีนะ ที่ข้าพเจ้าตัดสินใจถูกที่ไม่คิดจะซื้อรถยนต์
เพราะดูเครื่องยนต์ไม่เป็น ถ้ามีก็ต้องเรียนรู้กับเจ้านี่อีก
หากรถไปเกิดตายกลางทาง ถ้ามืด ๆ ค่ำ ๆ ทำงัยล่ะ!
ขนาดเครื่องคอมพ์ ยังไม่ค่อยจะรอดเลย ให้ตายเหอะ!
ดูเครื่องไม่เป็น ก็โดนคนที่รู้หลอกได้ ก็ตรงจุดนี้
เป็นผู้หญิงก็ลำบากตรงนี้นี่แหล่ะ

ถ้าไม่มีซะ ก็ไม่ต้องยุ่งยาก
ชีวิตก็ง่ายขึ้น ไม่งั้นต้องมานั่งศึกษา
ทำความรู้จักกับเครื่องใช้ต่าง ๆ
ชีวิตคนมันซับซ้อน ปวดหัวขึ้น
ก็ตรงคำว่า "มี" จุดนี้ด้วยกระมัง
ถ้าคำว่า "มี"แล้วทำให้ชีวิตสบายขึ้น จริงหรือ!?






สงสัยอนาคตได้อยู่วัดแน่เลยเรา อิอิ
ปรากฎว่า วัดก็ไม่รับอีก เพราะเป็นผู้หญิง
เกิดเป็นผู้หญิงแท้จริงแสนจะลำบากก็ตรงนี่แหล่ะ!
วันนี้แค่มาเขียนบ่น ๆ เฉย ๆ ^___^

ปล. อ้าว! ตกลงข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงหรอกหรือนี่! อิอิ
(ไม่ช่ายมั้ง ในฝัน!)

โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

ปากมีหู ประตูมีช่อง

ใครทำอะไร ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเห็น
บางทีเขาเห็น แต่เขาไม่พูด
หากเป็นเรื่องที่เขาเสียประโยชน์แล้ว
เขาสามารถนำเรามาประจานได้เหมือนกัน

เหตุการณ์ที่บางทีเราไม่คาดคิด
อาจจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ไม่มีใครรู้
แต่คนอื่นเขามองเรา เขาก็ว่าเรามีเจตนาไม่ดีได้เช่นกัน

วันนี้คนในที่ทำงาน เก็บกระดาษรีไซเคิล
พวกซองเอกสารที่ไม่ใช้แล้ว โดยฉีกทำลาย
และให้รถที่รับซื้อกระดาษมาชั่งน้ำหนักแล้วขนไป
ซึ่งทำมาหลายครั้งแล้ว เจ้านายก็ไม่ได้ว่าอะไร
เพราะเงินที่ได้รับมาเข้าส่วนงาน


ปรากฎว่า มีชายผู้หนึ่งที่ทำงานอยู่แถวนั้น
เขาสังเกตพฤติกรรมว่า พวกเราทำกันมาหลายครั้งแล้ว
เงินที่พวกเราขายกระดาษได้ตั้งมากมายนั้นไปไหน
เขาเห็น เขาก็ถ่ายรูปเก็บไว้
เขาบอกว่ากระดาษเป็นงบของบริษัทฯ
เงินที่ได้ต้องเข้าองค์กร ไม่ใช่เข้าส่วนงาน

ข้าพเจ้านึกแล้วเชียวว่าสักวัน
ต้องมีคนที่ไม่พอใจ นำเรื่องนี้ไปพูด
แล้วก็จริง ๆ แต่กลับมาเจอแจ๊คพ๊อต
ตรงเปลี่ยนเจ้านายคนใหม่ซะด้วย
ไม่รู้ว่าใครจะโยนอุจจาระ ให้นายคนใหม่ด้วยหรือเปล่า?
เพราะที่ทำงานเดี๋ยวนี้ มักเล่นใต้กระโปรง

เอ้ย! ไม่ใช่ ...เล่นใต้โต๊ะ
เกมส์การเมืองในที่ทำงานกันสนุกมันส์ไปเลย
จะอะไรก็แล้วแต่ หากเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง
แม้ว่าเราจะไม่ได้มีเจตนาก็ตาม
ใครก็ไม่สามารถเอาผิดเราได้

ระบบการทำงานสมัยนี้ ใช้คำว่า หยวน ไม่ได้
เราต้องมีวินัยพอสมควร
หากเราทำตามกฎระเบียบของบริษัทฯ
หรือทำตามกฎหมาย
หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นวันนี้
ใครก็ไม่สามารถเอาผิดเราได้

ก็คล้ายตำรวจ วันนึงนึกอยากจับผิด
วันนึงปล่อย หยวน ๆ ไป
แต่ถ้าวันใด ตำรวจมันอยากรีดเงิน
มันก็หาข้ออ้างเอาผิดเราจนได้
หากเราทำถูกกฎ ถูกระเบียบ
หรือถูกข้อบังคับเสียแล้ว
มันก็ไม่สามารถเอาผิดเราได้เช่นกัน
เพราะเราทำถูกกฎกติกา




ทางที่ดี เราต้องทำให้ถูกกติกา
หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ก็ไม่มีใครหน้าไหนสามารถเอาผิดเราได้

ทำผิดครั้งแรก อย่าปกปิดความผิด
อย่าอายที่จะกล้ารับผิด
แล้วจะไม่มีคำว่า ถลำลึก!
หรือสายเกินไป


ข้าพเจ้าได้รับบทเรียนจากหลาย ๆ อย่าง
อย่างการทำงานที่ผ่านมา
ทำเกี่ยวกับเอกสาร ซึ่งบางครั้งดูว่าไม่มีสาระสำคัญอะไร
แต่มันมี! หากคนมาเจอที่เราทำผิด แล้วเราแก้ไขโดยผละการณ์
ไม่มีหลักฐาน รู้กันเฉพาะหัวหน้าบางคนเท่านั้น

หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เกิดงานนั้นมีปัญหา
หรือโดนสอบสวนขึ้นมา
ทีนี้แหล่ะ น่าอายกว่าหลายเท่า
สู้เรารู้ว่าตนเองทำผิด แล้วยอมรับผิดตั้งแต่แรก
ว่าเราทำงานผิด และพลาดไป
คนที่เขาทำงาน เขาก็ต้องเข้าใจ
ทำงานทุกอย่างจะให้ perfect ทั้งหมดเป็นไปไม่ได้
เพราะคนที่ทำงาน ไม่มีใครเลยไม่เคยทำงานผิด
เพียงแต่ครั้งต่อไป เราต้องระวังมากขึ้น! เท่านั้นเอง

อย่าอายที่จะยอมรับผิดในครั้งแรก
เพราะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
ดีกว่า คอยปกปิดความผิดของตนเองไปเรื่อย ๆ ๆ
ทีนี้ก็กลายเป็นทำผิดซ้ำซาก และถลำลึกยิ่งขึ้น

เหมือนกับหนังละคร ที่ตัวร้ายฆ่าคนตาย 1 คนเพื่อปิดบังความผิดของตน
แต่มีคนมาเห็นว่าตนฆ่าคนตาย ต้องการปกปิดความผิด
ทีนี้ก็ต้องฆ่าคนต่อไปเรื่อย ๆ ๆ เพื่อปิดความผิดนั่นเอง

นี่คือข้อคิดที่ได้จากการทำงาน และการดูละคร อิอิ ^__^


โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

ไดอารี่ออนไลน์

วันแรกของทำงานก็เหนื่อยซะแล้ว
เช้ามาก็เข้าประชุมแต่เช้าเลย
ตอนบ่ายก็ต้องไปเป็นกรรมการฯ
ยุ่งทั้งวัน วันนี้เหนื่อย ๆ ก็ไม่อยากเขียน
เพราะช่วงนี้มักจะตื่นสาย แถมมีเจ้านายคนใหม่
ท่าทางพี่ท่าน work น่าดู :)
มาแต่เช้า เข้าประชุม กลับทีหลังลูกน้องอีก
แบบนี้ ส่วนงานเราคงบ่นกันอุบ!
หลังจากที่มีนายใจดี
สบายเสียจนเคยตัวกัน!

ตอนนี้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันดี
คนที่เคยมาสาย ก็มาเช้าขึ้นหน่อย
แต่ของตัวข้าพเจ้าเองนั้นแล้วแต่
วันไหนเหนื่อยก็นอนยาวเหมือนกัน ^_^
เดี๋ยวนี้รถติดประจำ ออกสายนิดเดียว
ทำอย่างกับบ้านอยู่ต่างจังหวัดเลย
ปรากฎว่าไปเสียเวลาติดบนท้องถนนเป็นชั่วโมง
จากที่บ้าน ไปถึงที่ทำงาน ประมาณ 8 กิโลเมตรเองนะ
แต่ถ้าออกสายเลย 7 โมงนี่ไม่ต้องพูดถึง
ไปถึงที่ทำงานแปดโมงกว่าทุกวัน

วันนี้ก็มีพี่เขาสงสัยอะไรก็ไม่รู้ มาถามว่าแถวบ้านรถติดเน๊อะ!
ข้าพเจ้าก็นึกในใจ ก็เออน่ะซิ! นึกว่าบ้านข้าพเจ้าอยู่อยุธยากระมัง อิอิ ^_^
หลายคนสงสัย ก็ปล่อยให้สงสัยไป อยากสงสัยกันนัก!
แล้วนี่ก็เป็น web ส่วนตัว ถ้าเกิดปากเสียด่าใครไม่เจตนาก็ช่วยไม่ได้นะคะ
เพราะไม่ได้เอ่ยชื่อ ...ใครไม่จริงใจมา ก็ต้องโดนแบบนี้แหล่ะ ^__^
เพราะไม่รู้ใครเป็นใคร ก็เหมือน นกพิราบกับนกเหยี่ยว อยู่ในแมกไม้เดียวกัน
นกพิราบพักผ่อน แต่อีนกเหยี่ยวดันหากินกลางคืน ...คิดดูอะไรจะเกิดขึ้น
....มันวุ่นวาย....ใครจะเปิดเผยอย่างไรไม่ทราบ แต่ฉันเป็นแบบนี้
ใครรับไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาตรูเดือดร้อนทุกที!

จะจับผิดไอ้คนมันเป็นอีแอบด้วยนั่นแหล่ะ
หากใครรู้ตัว ก็เลิกเล่นบทอีแอบซะซิ

เพราะข้าพเจ้าก็ไม่ไว้ใจใครเหมือนกัน ^__^
ทำดีไม่ต้องกลัว กลัวแต่ว่าไม่ดีจริงอ่ะดิ
แบบมีอะไรซ่อนเร้นแอบแฝง
คบกับคนฉลาดก็เป็นแบบนี้แหล่ะ
ไว้ใจยากหน่อยเน๊อะ!

ช่วงนี้หมอดูในทีวี เขาทำนายไว้ด้วยว่า
ราศี...จะถูกจับได้ว่ามีกิ๊ก 555
ใครแอบมีกิ๊ก เตรียมตัวไว้ให้ดี
มิน่าเริ่มร้อน ๆ หนาว ๆ รีบเปิดเผยซะ
ที่ผ่านมาไม่ยักกะเป็นแบบนี้เลย ผับผ่าซิ!
เอ้! ตกลงข้าพเจ้าเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายกันแน่เนี่ยะ
เดี๋ยวคืนนี้ไปฝันก่อน แล้วพรุ่งนี้จะมาบอก
555 ใกล้บ๊องแล้วเรา อิอิ :P

โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

บทความธรรมะ(๒)

วันนี้ได้อ่านนิตยสารธรรมะ เห็นดีมีประโยชน์
ให้หลาย ๆ คนที่ไม่ค่อยสนใจธรรมะได้อ่านบทความนี้กัน

ตายอย่างไรไม่ตกนรก
: เรื่องจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ

แต่จะสรุปเนื้อหาสั้น ๆ ให้ฟังก็แล้วกัน
เพราะขี้เกียจพิมพ์เหมือนกัน อิอิ ^__^

พระอาจารย์ท่านนี้
มีโอกาสรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความตายหลายเรื่อง
เช่น คนที่เขารักเป็นโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย
แต่ก่อนที่ผู้ป่วยจะตาย ก็พยายามหาวิธีรักษาทุกวิถีทาง
เพื่อให้หาย ทำอย่างกับว่าจะมีวิธีชนะความตายได้
ถึงแม้บางอย่างจะไม่เห็นด้วย
แต่ผู้ป่วยก็ไม่ขัดใจบรรดาผู้หวังดีทั้งหลาย
ซึ่งจะทำอย่างไร คนที่เขารักก็ตาย

คนส่วนใหญ่ขาดความเข้มแข็งทางจิตใจ
หรือขาดปัญญาที่จะรู้ความเป็นจริง
เมื่อมีทุกข์มีภัยมาถึงตัว ไม่รู้ว่าทางที่จะแก้ปัญหา
ก็จะยึดเอาความเชื่อผิด ๆ ตามคำบอกเล่ากันมา
ซึ่งบางอย่างก็ไม่เป็นแก่นสารสาระมาประพฤติปฏิบัติ

คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับความจริง
ไม่กล้าที่จะเผชิญกับความจริง
โดยเฉพาะความจริงในเรื่องกฎแห่งกรรม
และความเป็นจริงที่ทุกคนจะต้องพลัดพราก
จากสิ่งที่ตนได้ มี เป็น อันเป็นกฎธรรมชาติ

ครั้นเมื่อต้องพลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก
ไม่ว่าจะจากเป็น หรือจากตายก็ตาม
ต่างก็พยายามที่จะต่อสู้เพื่อยื้อยุดสิ่งนั้นไว้
กับตนให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
ในที่สุด ก็ไม่สามารถเอาชนะกฎธรรมชาติได้

มีคนมาปรึกษาพระอาจารย์ว่า เขาป่วยเป็นมะเร็ง
เขาควรจะทำอย่างไร นี่ไม่ใช่รายแรกที่มาปรึกษา
ทุก ๆ รายพระอาจารย์ไม่เคยบอกเลยว่า
ไม่เป็นไรหรอก ทำบุญสะเดาะเคราะห์
อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเสีย
อีกไม่ช้าโยมก็จะหาย
นอกจากนี้พระอาจารย์ก็ไม่ได้แนะนำผู้มาปรึกษาว่า
หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิแผ่เมตตา
ให้เจ้ากรรมนายเวรเสียอีกไม่ช้าโยมก็จะหาย
เพราะพระอาจารย์ไม่แน่ใจว่า
วิธีดังกล่าวจะเป็นการรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่น ๆ
ให้หายได้หรือไม่

หากวิธีเช่นนี้รักษาได้จริง
โรงพยาบาลคงไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงมารักษา

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา
เป็นศาสนาที่ว่าด้วยเหตุและผล
ไม่ใช่ศาสนาของการวิงวอนร้องขอ
หรือบนบานศาลกล่าวจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ เมื่อเหตุดับไปผลย่อมดับเป็นธรรมดา

สิ่งที่พระอาจารย์แนะนำผู้ป่วยก็คือ ชีวิตเรามีร่างกายกับจิตใจ
มะเร็งเป็นที่กาย ต้องให้หมอรักษา
ความทุกข์เป็นเรื่องของใจ เราต้องรักษาใจของเราเอง
หากใจเราวิตกกังวลเศร้าหมองไปกับโรคร้าย
จะทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายอ่อนแอลง
มีผลต่อให้ร่างกายทรุดโทรม
เท่ากับว่าเป็นการซ้ำเติมให้อายุของตนสั้นลง

แต่หากเรารักษาใจไม่ให้เศร้าหมอง
ตรงข้าม กลับพัฒนาให้ใจมีความผ่องใส

ก็จะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง
ช่วยรักษาร่างกายได้ทางหนึ่ง

การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐาน
นอกจากจะช่วยให้ใจมีความสงบผ่องใส

ผู้ปฏิบัติยังรู้ความเป็นจริงของชีวิตสามารถปล่อยวางความยึดมั่น
สำคัญผิด
อันทำให้ใจเราเศร้าหมองลงได้
มีผู้ปฏิบัติหลายรายที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย

แทนที่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี เมื่อมาปฏิบัติกรรมฐาน
สามารถยืดอายุออกไปได้ 3-5 ปี

ส่วนผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะแรก ๆ นอกจากรักษาด้วยยาแล้ว
การปฏิบัติกรรมฐานได้ช่วยให้เขาหายขาดจากโรคมะเร็งได้
กรณีดังกล่าวมีประจักษ์พยานปรากฎไม่น้อย

เมื่่อไม่นานมานี้
พระอาจารย์ได้รับนิมนต์ไปเยี่ยมผู้ป่วยรายหนึ่ง
เธอนอนป่วยมานานหลายปี ด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย
เธอมีบุตร 2 คน กำลังเรียนชั้นมัธยมด้วยกันทั้งคู่
เธอเพิ่งแยกทางกับสามีเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
นอกจากจะต้องต่อสู้กับโรคแล้ว
ยังต้องต่อสู้กับสงครามชีวิตอีกด้วย
นับว่าเธอเป็นสตรีแกร่งผู้หนึ่ง

พระอาจารย์ไปถึงโรงพยาบาลเวลาบ่ายคล้อย
ทันทีที่พบกัน ความรู้สึกบอกว่า เธอคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
สภาพร่างกายของเธอเหมือนผลไม้ที่จวนจะหลุดจากขั้ว
เธอยิ้มต้อนรับพระอาจารย์ เป็นรอยยิ้มบนความอ่อนล้าของร่างกาย

พระอาจารย์แนะนำเธอว่า ให้มีความกล้าหาญ
อย่าหวั่นไหวที่จะต้อง เผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น
ชีวิตของเรามีร่างกายกับจิตใจ
ธรรมชาติของร่างกายนั้นต้อง แก่ เจ็บ และตายไปในที่สุด
ไม่มีใครรักษาร่างกายเอาไว้ได้
คนเราไม่ได้ตายไปจริง ๆ หรอก
เพียงแต่ร่างกายแตกดับไปตามอายุขัย
แต่จิตใจยังมีแรงปรารถนาอยู่(ตัณหา) จะไปเกิดอีก
ร่างกายเปรียบเสมือนบ้าน
จิตใจเปรียบเหมือนผู้มาอาศัยบ้านหลังนี้อยู่
เมื่อบ้านชำรุดทรุดโทรมผุพังจนไม่สามารถที่จะอาศัยอยู่ต่อไปได้
ก็ไม่ควรที่จะต้องไปอาลัยอาวรณ์ ให้คิดเสียว่า เราทิ้งบ้านหลังนี้ไป
เพื่อไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่ดีกว่า

พระอาจารย์ขอให้เธอนึกถึงคุณงามความดีต่าง ๆ ที่ได้ทำไว้อยู่เสมอ
พยายามรักษาใจให้มีความสงบ
อย่าได้ฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์ที่เศร้าหมอง
ยามใดที่ใจเผลอคิดไปในเรื่องต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สบายใจ
ก็ให้รู้ตัวกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเพื่อให้มีสมาธิ

หรือสวดมนต์บทที่เคยสวดเป็นประจำก็ได้
โดยเฉพาะในยามที่จะสิ้นลมให้มีสติตั้งมั่น
ไม่ต้องห่วงใยในสิ่งต่าง ๆ
ขอให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
ให้ท่านนำพาชีวิตไปสู่สุคติภพด้วย

ผู้ป่วยรับฟังด้วยความตั้งใจ ใบหน้าแสดงการตอบรับข้อแนะนำ
เป็นระยะ ๆ พระอาจารย์ถามเธอว่า
ได้รับความเจ็บปวดจากโรคที่เป็นมากไหม
เธอสั่นศีรษะ ถามเธออีกว่า
มีความห่วงหรือกังวลต่อสิ่งใดบ้าง
เธอตอบว่า ไม่ห่วง
พระอาจารย์กล่าวกับเธอว่า "ดีแล้วที่โยมทำใจได้
มีใจเข็มแข็งกล้าหาญดี หลวงพ่อขอให้โยมรักษาใจไว้
ให้ดีนะ เรื่องร่างกายอย่าไปห่วงมันเลย
มันจะเป็นเช่นใดก็ปล่อยให้มันเป็นไป

รักษาใจอย่าให้เศร้าหมองเป็นดีที่สุด
พระพุทธองค์ตรัสว่า
เวลาจะสิ้นใจ หากมีใจผ่องใสจะไปเกิดในสุคติภพ"

ก่อนจากกัน พระอาจารย์ให้พรเธอ เธอพนมมือรับด้วยความปีติ
พระอาจารย์รู้สึกขอบใจโยมที่นิมนต์มาพบเธอ
เพื่อให้พระอาจารย์ได้มีโอกาสทำหน้าที่ของตน

สองวันต่อมามีผู้โทรศัพท์มาบอกว่า ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้พบพระอาจารย์
พระอาจารย์กล่าวกับผู้ที่โทรศัพท์มาบอกว่า ดีแล้ว
เธอจากไปในเวลาที่เหมาะสม ในสภาพที่จิตใจ
มีความกล้าหาญ มีสติที่จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต
หากเนิ่นนานไปกว่านี้ ไม่แน่ว่า สภาพร่างกาย
และจิตใจของเธอจะเป็นเช่นไร

พระอาจารย์เชื่อว่า เธอผู้นั้นสามารถรักษาจิตใจให้ผ่องใสได้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

------------------------------------------------------------------------------

อ่านบทความนี้แล้ว
ได้ข้อคิดที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต

พยายามรักษาใจของตนไว้ให้ดีที่สุด
ความเข้มแข็งของจิตใจ
จะเป็นแรงบรรดาลใจ
ให้ชีวิตเราไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

ชอบบทความนี้
เพราะพระท่านเข้าใจเปรียบ
ว่าร่างกายเหมือนบ้าน
หากบ้านเราเก่าหรือชำรุด
เราก็ต้องย้ายที่อยู่ใหม่ (กรณียังต้องเกิดอีก)

และที่สำคัญ หมอรักษากาย
แต่ยารักษาใจ ก็คือ ธรรมะคำสอน
ของพระพุทธเจ้าดี ๆ นี่เอง

พระท่านสอนให้คนเราพยายามนึกถึงความดีของตนเอง
ที่ทำไว้ในวาระสุดท้ายของชีวิต
เพราะจะเป็นแรงกุศลให้เราไปเกิดในที่สุคติภพ

สิ่งสำคัญคือ เวลาไปงานศพใครก็ตาม
มักจะเห็นญาติ ๆ ร้องไห้อาลัยอาวรณ์
ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า
นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเหมือนกัน
ที่ทำให้คนตาย เป็นห่วง และไม่สามารถไปเกิดที่ใหม่ที่ดีได้

เพราะต่างคน ต่างก็ไม่อยากจากคนที่ตนรัก
ก็เลยทำให้จิตของวิญญาณยังคงวนเวียน ห่วงนั่น ห่วงนี้
ไม่ได้ไปเกิดสักทีได้เหมือนกัน

เวลาใครไปงานศพของคนในอนาคต
ไม่อยากเห็นคนร้องไห้
เพราะจะทำให้จิตของผู้ตายเศร้าหมองไปด้วย
พูดง่าย แต่ทำยากเน๊อะ ^___^

นั่งเขียนบทความนี้
ทำไมมีเสียงสุนัขหอนหว่า!!!
ไปนอนดีกว่า อิอิ ^__^

โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

บทความธรรมะ

จริง ๆ แล้วอยากเขียนอีก blog นึงคือที่ web ASTV
แต่เบื่อ ๆ เลยแวะมาเขียนส่วนตัวหน่อยใน blog นี้ดีกว่า
คนน้อยดี ^__^
ขี้เกียจนั่งตอบ comment
อยากเขียนอะไรก็เขียน
เขียนเอาไว้ให้คนที่หาข้อมูล search มาเจอ web นี้เอง อิอิ :))
เก็บมาแปะ ^_^

พระโอวาทของท่านอรหันต์จี้กง

อ่านแล้วเก็บรักษา บุญรักษาเนืองนอง
รู้แล้วบอกทั่วกัน บุญกุศลเรืองรอง

  1. ชีวิตย่อมเป็นไปตามลิขิต (ละชั่วทำดี) วอนขออะไร
  2. วันนี้ไม่รู้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้ กลุ้มเรื่องอะไร
  3. ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์ เคารพทำไม
  4. พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา ทะเลาะกันทำไม
  5. ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต ห่วงใยทำไม
  6. ชีวิตย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จ ร้อนใจทำไม
  7. ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย ทุกข์ใจทำไม
  8. ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้ อวดโก้ทำไม
  9. อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร อร่อยไปใย
  10. ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ ขี้เหนียวทำไม
  11. ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง โกงกันทำไม
  12. โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย โลภมากทำไม
  13. สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง 3 ฟุต ข่มเหงกันทำไม
  14. ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน หยิ่งผยองทำไม
  15. ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต อิจฉากันทำไม
  16. ชีวิตลำเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บำเพ็ญ แค้นใจทำไม (บำเพ็ญไวไว)
  17. นักเล่นการพนันล้วนตกต่ำ เล่นการพนันทำไม
  18. ครองเรือนด้วยความประหยัดดีกว่าไปขอพึ่งผู้อื่น สุรุ่ยสุร่ายทำไม
  19. จองเวรจองกรรมเมื่อไรจะจบสิ้น อาฆาตทำไม
  20. ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก คิดลึกทำไม
  21. ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้ รู้มากทำไม
  22. พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด โกหกทำไม
  23. ดีชั่วย่อมรู้กันทั่วไปในที่สุด โต้เถียงกันทำไม
  24. ใครจะป้องกันมิให้มีเรื่องเกิดขึ้นได้ตลอด หัวเราะเยาะกันทำไม
  25. ฮวงซุ้ยที่ดีอยู่ในจิตไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา แสวงหาทำไม
  26. ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ ถามโหรเรื่องอะไร
  27. ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย วุ่นวายทำไม
วันนี้อากาศร้อน ๆ และเปิด web ร้อน ๆ ด้วย
เลยต้องหาพระธรรมมาข่มกิเลส ดับร้อนสักหน่อย
เดี๋ยวจิตจะกระเจิงก่อนอายุ 40 อิอิ :P

จริง ๆ แล้วเป็นคนชอบอยากรู้ อยากเห็นเกือบทุกเรื่องนั่นแหล่ะ
เพียงแต่ว่า สิ่งที่อยากรู้อยากเห็นของตนเอง
ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร มันก็ดีไปอย่าง
รู้เรื่องต่าง ๆ ไว้จะได้ไม่ถูกต่อว่า Idiot หรือ อินโนเซ้นต์กว่าอายุจริงมากนัก
(ชอบถูกหาว่าเป็นเด็กเรื่อยเลย เด็กโข่ง 555 ^_^)


จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย

พระพุทธองค์ทรงสอนสัตวโลกไว้ว่า สัพเพสังขาราอนิจจา สัพเพสังขาราทุกขา สัพเพธัมมาอนัตตาติ ฯ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทุกชีวิตนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของธรรม มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย มีรัก มีชอบ มีสุข มีทุกข์ สลับคลุกเคล้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การดำเนินชีวิตไปบนทางแห่งความดีจึงต้องมีความเข้าใจธรรมะและมีความหนักแน่นมั่นคงซื่อตรงต่อปณิธานเป้าหมาย

ในการประกอบอาชีพหรือทำงาน ต่างๆ มักจะได้ยินกันเสมอว่า มีการขัดแข้งขัดขา มีการสกัดดาวรุ่ง มีการทรยศหักหลัง มีการกำจัดหอกข้างแคร่ มีการลอบทำร้ายกันลับหลัง มีความเปลี่ยนแปลงจากมิตรเป็นศัตรู เหล่านี้ล้วนเป็นสถานการณ์ธรรมดาของวิสัยปุถุชน ที่มีรักมีชังสุมแน่นอยู่ในใจ วันนี้ดี พรุ่งนี้ด่า วันต่อไปนินทา วันที่หายหน้าก็คิดถึงกัน

จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครฝืนได้ หากไม่หัดฝืนกิเลสที่อยู่ภายในตนเสียก่อน บางคนที่มากด้วยความยึดถือในตัวตนหรือมีอัตตามีความลำพองมาก มักจะแสดงกิริยาอาการดูถูกคนอื่น อวดตนว่าอยู่เหนือผู้อื่นเสมอ และหากเกิดความขัดแย้งกับใครก็มักจะสร้างพลังอคติรวบรวมสมัครพรรคพวกเข้าฝ่ายตนให้มาก เพื่อที่จะตั้งฝักฝ่ายปะทะต่อต้านกันต่อไป

ได้ฟังมาว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งทำงานหนักทำผลงานวิชาการมากขึ้น และมีการพัฒนาตัวเองให้มีองค์ความรู้ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะนำไปใช้พัฒนาและสร้างนักศึกษา จึงกลายเป็นคนที่เด่นมากขึ้นในมหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนว่าในสังคมปัจจุบันซึ่งมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันสูงนี้ย่อมไม่มีใครอยากเห็นใครได้ดี เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยให้การสนับสนุนก็เปลี่ยนท่าทีไปในทางไม่ยอมรับและพยายามสร้างข้อตำหนิให้เกิดขึ้น ทั้งเพื่อนฝูงก็กลายมาเป็นคู่แข่งขัน การกลั่นแกล้ง หลายรู้แบบก็เริ่มตามมา บางครั้งรุนแรงจนแทบทำให้เสียสุขภาพจิต และความมั่นใจในตัวเอง และบางครั้งถึงขนาดคิดว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป จนเมื่อเข้ามาพึ่งทางธรรมเธอคนนั้นจึงสามารถสงบใจลงได้

ในลักษณะนี้ทำให้ย้อนนึกถึงคำประพันธ์ของหลวงวิจิตรวาทการว่า

"อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี
แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
จงทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย
ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน"



การทำความดีนั้นย่อมได้ผลดีแน่ และทำความชั่วก็ย่อมได้ผลชั่ว อันเป็นกฎธรรมดาของความจริงที่ปลูกพืชอย่างไรก็ย่อมได้รับผลอย่างนั้น แต่การทำความดีนั้นต้องใช้ศิลปะ คือต้องทำความดีนั้นจะต้องทำให้ถูกกาละเทศะให้ถูกจังหวะ และพอเหมาะพอสมไม่เกียจคร้าน และไม่ล้ำเส้นใคร

การทำความดีนั้นจะต้องดูความเกี่ยวข้องกับบุคคลด้วย ต้องรู้จักวางตัวให้ดีอย่าให้มีลักษณะอันใดส่อให้เห็นว่า จะทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่กระทบกระเทือนหรือขุ่นเคืองใจ โดยเฉพาะอย่าให้ผู้หลักผู้ใหญ่รู้สึกว่ามีความสามารถด้อยกว่า เพราะในสังคมคนธรรมดานั้นมากไปด้วยความริษยาและหวาดระแวงกัน รวมทั้งมีคนบางพวกพร้อมที่จะจับผิดและทำลายอยู่ตลอดเวลา

อย่างเรื่องในพุทธกาลก็มีอยู่ว่า พันธุละเสนาบดีแห่งแคว้นโกศลได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการวินิจฉัยคดีที่ไม่ซื่อตรง จึงไปนำเรื่องมาวินิจฉัยใหม่แล้วตัดสินไปตามความจริง ซึ่งมหาชนก็เปล่งเสียงไชโยโห่ร้องกันอย่างสนั่นหวั่นไหว จนพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ยินและเกิดความสงสัย และเมื่อพระราชารู้เรื่องราวต่างๆ แล้วก็ให้ปลดตุลาการเดิมออกแล้วให้พันธุละเสนาบดีไปทำหน้าที่แทน ต่อมาพวกตุลาการรุนเก่าๆ ขาดรายได้จากการวิ่งเต้นคดี จึงพากันไปยุยงพระราชาว่า "พันธุละเสนาบดีต้องการเป็นพระราชา"

ด้วยความด้อยสติปัญญาพระราชาได้เชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น และยิ่งเพิ่มความหวาดระแวงในตัวพันธุละเสนาบดีว่าจะมาชิงราชบัลลังก์และเป็นที่รักของประชาชนมากกว่าตน จึงได้ออกอุบายให้พันธุละเสนาบดีไปปราบโจรที่ชายแดน แล้วให้ราชบุรุษตัดศีรษะของพันธุละเสนาบดีพร้อมบุตรชายทั้งหมดก่อนที่จะเดินทางกลับมาพระนคร และเมื่อการต่างๆ ได้สำเร็จลงแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้รู้สึกตัวในภายหลังว่า ได้ตกหลุมพรางของอำมาตย์จนสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ฉะนั้น การทำความดีจึงต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะรักษาไว้ไม่ให้กระทบกระเทือนต่อผู้ใด จนไปกระตุ้นกิเลสของคนรอบข้างขึ้นมา การทำความดีจึงต้องมีศิลปะในการทำความดีและรักษาความดีไว้ให้เจริญยิ่งขึ้น ต้องรู้จักถอยออกมาจากภาวะที่คับขันเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ และรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อสร้างรอยต่อของความดีขึ้นมาใหม่อย่างไม่กระทบกระเทือนใคร



ที่มาของบทความบางส่วน
copy มาจาก web ธรรมะ
web ไหนไม่รู้ เยอะมาก อิอิ :))

โดย คิดแล้วเขียนV:)




วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

เก้า - ก้าว

หลาย ๆ คนส่วนมากมักกลัวการเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งนั้น
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัวเลย
เพราะตั้งแต่เล็กจนโต เปลี่ยนโรงเรียน เปลี่ยนเพื่อน
เปลี่ยนห้องเรียน บ่อยกว่าคนอื่น
เลยไม่รู้สึกลำบากใจที่จะต้องปรับตัวมากนัก
คนเรากลัวอนาคตกัน เพราะว่า
เราไม่รู้ว่าอนาคตของตนเองจะเป็นอย่างไร จึงรู้สึกกลัวในความไม่รู้ในสิ่งนั้น

มนุษย์เราเลยรู้สึกกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ไม่คุ้น หรือไม่ชิน
หากการเปลี่ยนแปลงนั้น มีเพื่อนหรือครอบครัวใกล้ชิด
ให้การสนับสนุน ก็คงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวมากนัก
บางคนแค่ย้ายที่ทำงาน ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
ปาดแล้วปาดอีก (^__^)
อาจเป็นเพราะด้วยความเคยชินกับสถานที่เดิม ๆ
และความผูกพันกับเพื่อน หรือเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต


คนเรานั้นมักจะติดอยู่กับอดีตกันมาก เลยทุกข์มาก
ไม่กล้าที่จะก้าวต่อไป

วันนี้เป็นวันที่ดี เป็นวันที่เก้า เดือนเก้า ปีคริสต์ศักราช สองพันห้าร้อยเก้า
เพราะฉะนั้น หลาย ๆ คนจึงมักจะให้ความสำคัญกับฤกษ์ในยามนี้
คนเราต้องก้าวต่อไป เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง
พ่อมักบอกฉันกับพี่สาว เสมอ ๆ ตอนมาส่งเรียนช่วงเปิดเทอมที่กรุงเทพฯ

พูดทุกครั้งที่พ่อมาส่งฉันกับพี่สาวที่บ้านป้า
ด้วยความเป็นเด็ก อยากอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว
น้ำตาร่วงทุกครั้งที่พ่อพามาส่ง
โตขึ้น เลยทำให้ฉันค่อนข้างมีจิตใจเข้มแข็ง
ไม่หวั่นไหวอะไรง่าย ๆ เหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ
เพราะตอนเด็ก ๆ ฉันคงร้องไห้มากพอแล้วมั้ง ^_^
โตขึ้นเลยไม่ค่อยรู้สึกอะไร แบบใจหินก็ไม่เชิงนัก
น้ำตาของฉันไม่ค่อยร่วงให้ใครเห็นง่าย ๆ
หรือว่า ใจมันตายด้านแล้วก็ไม่รู้ อิอิ :P

ก็เหมือนกับความตาย
คนเรามักจะกลัวความตายกัน
หากเรามีชีวิตที่มีความสุข
เลยไม่อยากจากความสุขที่เราเคยชินอันนั้น
(ติดสุขนั่นเอง)
แต่สำหรับคนที่มีความทุกข์มาก
ก็มักกล้าที่จะทำร้ายตัวเองจนตายได้
เพราะอยากมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่




เหตุการณ์ 2 อย่างนี้ แสดงให้เห็นว่า
คนเรามักติดสุข อยากให้ชีวิตของตนเองมีความสุข
ไม่อยากเจอทุกข์ หรือเหตุการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
จึงเลือกที่จะทำให้ชีวิตตนเองปลอดภัยไว้ก่อน

เพราะฉะนั้นหากใครเจอความทุกข์
ให้คิดว่า เป็นบทเรียน เป็นยารักษาใจเราอย่างดี
ต่อไปภายหน้า หากเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรง
ไม่คาดคิดกว่านี้ ก็สามารถทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้
ไม่เป็นคนสติแตก หรือวิกลจริตเสียก่อน เมื่อเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ ในชีวิต

อย่างข้าพเจ้ามักจะเจ็บป่วยบ่อย ก็ทำให้เราไม่ประมาทในการใช้ชีวิตมากขึ้น
ถือว่า ในทุกข์มีสุข ในสุขมีทุกข์เจืออยู่ด้วยเสมอ
หากเรารู้จักมองชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิตมากขึ้น
คนที่มีความสุขมาก ๆ เวลามีทุกข์ ก็มักจะทุกข์สุด ๆ
หากไม่ตระเตรียมใจให้ดี ด้วยความหลงระเริง
คิดว่า ทุกอย่างจะอยู่กับเราตลอดไป ....

เขาถึงบอกว่า
ชีวิตขม ๆ หากมองอีกมุมหนึ่งนั้น
เป็นบทเรียนให้ใจเรา กล้าที่จะก้าวต่อไป

ทำให้เราแกร่งขึ้น ไม่อ่อนแอ

โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

อานิสงค์ของการทำบุญ

วันนี้ได้อ่านเจอหนังสือธรรมะเล่มนึง
ชื่อว่า "ตั้งใจไปสร้างบุญ แต่ทำไมถึงตกนรก?" ของ ธ.ธรรมรักษ์

อ่านแค่ตอนแรกก็กินใจเสียแล้วว่า เลยต้องเขียนบอกต่อ
เรื่อง อานิสงค์แห่งบุญด้วยเงิน 5 บาท
ก็สามารถต่อชีวิตของเด็กน้อยคนนึงได้

การทำบุญที่ด้วยวัตถุทานที่บริสุทธิ์(ไม่ได้ขโมยใครมา)
เจตนาบริสุทธิ์ และได้บุญจากการอนุโมทนารับพรจากเนื้อนาบุญที่สูง
ก็สามารถได้เกิดอานิสงค์บุญที่ยิ่งใหญ่มากกว่าเงินเป็นล้าน ๆ หรือร้อยล้านบาท


บุญที่มีบาปเจือปน
ทำให้ชีวิตมีแต่อุปสรรค
และยังไม่พบความสุข ความเจริญนั้น
เปรียบดั่ง แม่น้ำสายบุญ
นั้นมีกอสวะ และสิ่งปฏิกูลขวางทาง
ไม่ให้กระแสน้ำไหลได้โดยสะดวก.......


และการให้ทานต้องมีใจ 3 ระยะ จึงจะได้อานิสงค์ ผลบุญมาก คือ

1. ก่อนที่เราจะให้ ต้องตั้งใจว่าจะให้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ
ยิ่งมีจิตใจมีความปิตียินดีเหมือนกับผู้รับ
บุญก็จะมาก เช่น นึกถึงความสมหวังของผู้รับที่ได้รับการให้จากเรา
นึกถึงรอยยิ้มใบหน้าที่เปี่ยมสุข ชีวิตที่ดีขึ้นของเขา
คิดถึงปัญหาของเขาที่เราได้ช่วยให้ได้รับการแก้ไข ใจเราก็จะเป็นสุขมากล้น

2. ขณะที่กำลังให้อยู่ ก็เต็มใจให้ ไม่คิดเสียดายทานที่ทำ
ไม่คิดว่าให้ทานเพื่อเอาบุญคุณ หรือประโยชน์อื่นใด
ไม่ต้องการให้ผู้รับมาตอบแทนใด ๆ หรือใคร ไม่ว่าอะไรก็ตาม

3. เมื่อให้แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ มีความอิ่มใจว่า
เราทำการสงเคราะห์เสร็จสิ้นแล้ว คือ ให้ทานแล้ว
ถือว่าเจตนาบริสุทธิ์ทั้ง 3 ครบถ้วน ก็จะมีอานิสงค์มาก

และเมื่อผู้ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ วัตถุทานบริสุทธิ์
(ไม่ลักขโมยใครมา หรือคดโกงใครมา หรือแย่งใครมา)
ผู้รับทานเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงมีอานิสงค์เลิศ ด้วยประการฉะนี้แล ^__^

อ่านเบื้องต้น จับใจความได้แค่นี้
เดี๋ยวอ่านจบแล้วจะมาเล่าใหม่

สงสัยครั้งนี้จะเป็น เวอร์ชั่น อ่านแล้วเขียนซะมากกว่า อิอิ :)))
-----------------------------------------------------

มาเขียนต่อ เพราะอ่านจบแล้ว อิอิ ^__^

สรุปอย่างง่าย ๆ คือ การที่เราคิดจะทำบุญต้องเลือกทำ
เหมือนกับการเลือกที่นา ที่เราจะหว่านข้าวลงในนา
ถ้าเลือกที่ไม่เหมาะสม ผลที่ได้ก็จะได้ไม่มาก
ถ้านาดอน น้ำก็แห้ง ถ้านาลุ่ม น้ำท่วมตลอด ต้นข้าวก็ตาย

การทำบุญอย่าเจือด้วยกิเลส ทำอย่าหวังผลตอบแทน
จะได้บุญมากกว่า เช่น ทำบุญเพื่อหวังถูกหวย
เรี่ยไรเงินทำบุญ ส่วนหนึ่งเข้ากระเป๋าตัวเอง
นี่เป็นบาปขั้นหนักโดยไม่รู้ตัว
หรือขัดขวางการปฏิธรรมของนักปฏิบัติธรรม
หรือทำให้พระต้องสึก เช่น
การที่สีกาเข้าวัดบ่อย ๆ สนทนาธรรมกับพระ
ไปคลุกคลีมากไป ทำให้พระสึก

หรือเป็นฆราวาสธรรม สนทนาธรรมกับพระ
ถ้าเจอพระที่มีบุญและคุณธรรมขั้นสูง
เวลาสนทนาธรรม ไม่สำรวม กาย ใจ
ไปตีเสมอท่าน หยอกล้อท่านเหมือนเพื่อนเล่น
หรือปรามาสพระรูปนั้น หรือนักปฏิบัติธรรม
ที่ได้บรรลุธรรมขั้นสูง แต่ไม่สามารถบอกใครได้
เพราะจะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ
โดยใช้ให้ท่านเหล่านั้น แสดงอภินิหารให้ดู
ทำให้ตกนรกได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นเวลาเข้าวัด ต้องสำรวมใจ และกายด้วย
(อย่าทำเป็นเล่นไปนะ ตกนรกจริง ๆ ด้วย)


อย่าทำบุญส่งเดช หรือปากพล่อย หรือสัญญา
(สัจจะอธิษฐานกับพระ)

แต่ทำไม่ได้ ผลที่ได้รับจะเป็นกรรมที่ไม่เจตนา
และอาจจะทำให้เราตกสู่อบายภูมิได้

เช่น การรับปากกับพระสงฆ์จะถวายเงินเท่านั้น เท่านี้
แต่ทำได้ไม่ถึงเป้า หรือนำเงินที่คนถวายมาหักไปใช้จ่าย
ในการทำบุญเสียก่อนหน้านั้น
หรือแม้แต่การสร้างวัตถุมงคล
วัดครึ่งนึง เข้ากระเป๋าตัวเองครึ่งนึง

สงสัยพวกนักสร้างจาตุคามฯ หลายราย
นี่ถ้ามาอ่านเจอคงสะดุ้งแน่ ๆ
เพราะตกนรกกันแทบทั้งนั้นเลยมั้งเนี่ยะ!
จาตุคามฯ รุ่นรวย ตกนรกไม่รู้ตัว (มั้ง 555 ) ^__^

การให้เงินสนับสนุนคนทำชั่ว เช่น เลี้ยงเหล้าเพื่อน
เพราะเหล้ากินแล้ว ทำให้คนไร้สติ
อาจทำให้เขาไปฆ่าคนตายได้
ให้เพื่อนยืมเงินทำแท้ง
หรือส่งเสริมคนให้ทำแท้ง

เพราะฉะนั้น เวลาใครยืมเงิน ต้องถามก่อนว่า
จะเอาไปทำอะไร?

ถ้าเพื่อนนำเงินเหล่านั้นไปใช้ในทางที่ผิดศีลธรรม
ก็เข้าขั้นตกนรกได้เหมือนกัน

เหมือนกับผู้สมรู้ร่วมคิดให้คนทำชั่ว
ทั้ง ๆ ที่เราเจตนาดีจะช่วยเพื่อน


การนำของจากวัดมาใช้ โดยไม่คืนวัด ถือว่าเป็นหนี้สงฆ์
ทำบาปโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้เจตนา
นี่คื่อส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ที่อ่านมาได้
อ้อ! มีข้อหนึ่งที่สำคัญ คือ

เวลาทำบุญ อะไรก็แล้วแต่
การตั้งสัจจะอธิษฐาน นี่สำคัญมากเลยนะ
เป็นเคล็ดลับอีกประการหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราทุกคน
เดินทางไปพบกับสิ่งที่ปรารถนาได้ แต่ต้องอยู่ในวิธีการ
และสิ่งที่อธิษฐานนั้น ต้องถูกต้อง ถูกธรรมเท่านั้น
ขอในสิ่งที่ก่อให้เกิดกรรมดี

ทางที่ดีที่สุดคือ กล่าวเป็นวาจา เป็นสัจจะอธิษฐาน
เพื่อขอให้ความขัดข้องและคำว่าไม่มี
จงอย่าได้บังเกิดแก่ชีวิตของตนเอง
และครอบครัว
จนกว่าข้าพเจ้าจะได้เข้าถึงพระนิพพานในทุก ๆ ชาติ


นี่ครอบคลุมได้หมดแล้ว เพราะถ้าไม่มีคำว่า
"ขัดข้อง" และ คำว่า "ไม่มี" ในชีวิตก็จะราบรื่น
และตรงวัตถุประสงค์ของผู้อธิษฐานได้ง่าย
แต่อย่าลืมว่า คำอธิษฐานนั้น ต้องก่อให้เกิดกรรมดีเท่านั้น!

อ่านจบแล้ว ได้รู้เรื่องดี ๆ ขึ้นอีกเยอะ
จะได้ฉลาดในการทำบุญ
ไม่ใช่ทำบุญแล้วสร้างบาปให้ตนเองไม่รู้ตัว
ใครสนใจหาอ่านได้ตามร้านหนังสือทั่วไป


โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

อารมณ์แปรปรวน

ช่วงนี้ รู้ว่าตนเองอารมณ์แปรปรวน
เพราะรู้สึกว่า คนรอบข้างไม่ค่อยจะจริงใจเท่าใดนัก!
เพื่อนที่ดูเหมือนว่าเป็นเพื่อนเรา แต่จริง ๆ แล้ว
ชอบแอบนินทา งานหนักไม่เอา งานเบาก็จะไม่สู้ด้วยเหมือนกัน
เพราะตรูขอลอกอย่างเดียว รอยหยักของสมองไม่ได้คิดอะไร

เพราะมีไว้คอยจับผิดคนอื่น ว่าใครเป็นอย่างไร
สังคมคนไทยยังมีคนประเภทนี้อีกเยอะ
การศึกษาก็ไม่ได้ช่วยให้คน ลดการนินทาลงเลย
กลับแย่กว่าเดิมซะอีก เพราะมีความคิดซับซ้อนมากขึ้น
ก็เลยซ่อนหน้าที่แท้จริงของตนเองไว้ภายในได้เนียนขึ้น

ไม่ต้องอื่นไกล คนในบ้านข้าพเจ้าเอง
บางทีก็เอาเรื่องของคนอื่นมาพูดให้เราได้ยิน
ให้เราได้ฟัง ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นเรื่องของเขาอ่ะ
ถ้าเรื่องของเขาทำให้เราเดือดร้อนไปด้วย
ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ก็ไม่ใช่
หรือว่าตรูจะคิดฟุ้งซ่านมากไปหว่า! อิอิ :))

ก็อยู่ในสังคมอ่ะนะ มันก็ต้องมีอะไรมากระทบโสตประสาท
ให้ระคายหูเป็นธรรมดา เงียบไป ก็หาว่ามีลับลมคมใน
เปิดเผยไปก็เป็นเป้านิ่งให้ศัตรูโจมตี
ก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดีเหมือนกัน

งานก็มีปัญหา แถมคนรอบข้างก็มักมีปัญหาชวนให้ปวด
กาบาลเพิ่มขึ้นอีก แล้วแบบนี้จะให้ข้าพเจ้าอยู่ในสังคม
แบบมีความสุขได้อย่างไร

มาบ่น ๆ จริง ๆ แล้วข้าพเจ้ามองโลกในแง่ดีมาตลอด
แต่ระยะหลัง ๆ รู้สึกว่าสิ่งรอบข้างมันไม่เป็นบวกแล้วล่ะซิ
แล้วจะให้เราคิดบวกได้อย่างไร
ก็เท่ากับหลอกตัวเองไปวัน ๆ นึง
เพื่อให้ตนเองทนยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ให้ได้งั้นล่ะซิ
ก็เหมือนกับว่าเราต้องเอาตัวเองไปอยู่ในโลกแห่งความฝันตลอดเวลา

จริง ๆ แล้ว คำว่าเพื่อนสนิท เพื่อนรัก มันก็แค่ในอุดมคติเท่านั้น
เพราะไม่มีใครอยากเห็นใครได้ดีกว่าตนเองมากนักหรอก
หรือว่าเป็นความซวยของเราเอง ที่ไม่ได้เจอเพื่อนแบบนั้น :))

เราจริงใจกับเพื่อน แต่เพื่อนไม่จริงใจกับเรา
เจอประเภทนี้มาก ๆ เข้าก็เข็ดเหมือนกันล่ะนะ
ก็อยู่ตัวคนเดียวไปก็แล้วกัน เพราะเราคิดดีกว่าคนอื่นนี่เน๊าะ! :P
(555 ประชดนะเนี่ยะ!)





พูดถึงความฝัน เมื่อคืนฝันแปลกว่า
ฝันว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้หญิง กำลังต่อสู้ บู๊กับผู้ชายรอบข้าง
ที่กรู ตีวงล้อมรอบตัวเรา แบบใช้ท่าป้องกันตัวแบบสุดฤทธิ์

แล้วก็มีอีกฉากความฝันนึงแว๊บเข้ามา
เห็นผู้ชายคนนึง(ไม่บอกให้เดาเอา)
นั่งกินข้าวกับผู้หญิง ซึ่งผู้หญิงคนนั้นคอยป้อนข้าวให้เหมือนเด็ก ๆ
เราก็เลยมาพิจารณาความฝันว่า กำลังจะบอกอะไรเราหว่า!

คงเป็นโชคชะตาที่เราเกิดมาต้องต่อสู้ป้องกันตัวเองกระมัง
ไม่ได้ทำตัวล้อตามน้ำไปกับเขา
ผู้หญิง กับ ผู้ชาย สองคนนี้คล้ายกัน
ที่มีต่างเพศ มากหน้าหลายตาผลัดกันเข้ามาห้อมล้อม
แต่ผู้หญิงพยายามบู๊สู้สุดฤทธิ์ แต่ผู้ชายยอมให้พวกผู้หญิงเหล่านั้นป้อนข้าว
หมายความว่าอย่างไรกัน ?

สถานการณ์คล้ายกัน แต่วิธีการของคนทั้งสองแตกต่างกัน
เป็นเพราะนิสัยของทั้ง 2 แตกต่างกันหรือเปล่า?
คือ คนนึงไม่ยอมรับสภาพ แต่อีกคนนึงยอมรับสภาพ
ภาพที่เห็นในความฝันก็เลยปรากฎขึ้นมา เพื่อสะกิดใจ!

อย่าดูถูกความฝันของตนเองนะคะ เพราะแม่นมาหลายเรื่องแล้ว
บางทีไม่ได้มาบอกตรง ๆ แต่กลับมีนัยบางอย่างซ่อนไว้
ให้เราค้นหา เป็นสิ่งที่ลี้ลับ น่าศึกษายิ่งนัก
เสียดาย ไม่เคยตีออกมาเป็นเลขได้ถูกสักที
แต่ถ้าเป็นเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ นี่ คิดอะไรแล้วไม่มีผิด!
แม่นเหมือนจับวางเลย ผับผ่าซิเอ้า!

งั้นคืนนี้ ขอฝันดี ๆ ถึง .... ก็แล้วกันนะคะ อิอิ ^___^
(บอกก็รู้ซิ :)))

โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

สบายใจ

วันนี้ได้ข่าวแว่ว ๆ มาว่า
จะได้หัวหน้าคนใหม่แล้ว ^_^
หลังจากที่คอยลุ้นมารอบที่ 2
แต่ก็ยังเป็นกระแสข่าวลืออยู่
ฟังหูไว้หู แต่ข่าวค่อนข้างแน่ (เอ้! ยังงัย!)

เดี๋ยวหลายคนได้เฮ ^_^
ส่วนคนที่ไม่เฮ ก็อาจจะเคยเป็นบ่าวรับใช้นายเก่ามาก่อน
ก็อยากรู้เหมือนกันว่า ข่าวนี้จะจริงหรือไม่จริง
รอฟังไม่ช้าเกินรอ อิอิ

เขาบอกว่า เนื้อคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน
ผีเน่ากับโลงผุ ต้องอยู่ด้วยกัน 555
หนีให้ตายยังงัย ถ้าคนจะเจอมันก็ต้องเจอ
หรือต่อให้ใกล้กัน ถ้าไม่รักกันอย่างไรก็ต้องจาก
นี่คือสัจธรรม ร่วมทำบุญ กับทำบาป
อันไหนมากกว่ากัน ผลอันนั้นก็แรงหน่อย!

พรากคนที่รักออกจากกัน สักวันก็ต้องมีคนมาพรากจากเราเหมือนกัน
ของแบบนี้ ไม่อยากจะเชื่อ! แต่ก็ต้องเชื่อว่า เวรกรรมมีจริงนะเนี่ยะ!
แถมสมัยนี้ติดจรวดซะด้วย ...รอดูกันต่อไป

หากเรามั่นใจว่าเราทำดีแล้ว ไม่ต้องกลัวผลที่จะตามมา
สู้ ๆ V :)))))


โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

เรียบ(ไม่)ร้อย ^_^

หลาย ๆ คนมองผู้หญิงแต่รูปลักษณ์ภายนอก
เห็นดูเรียบร้อย หงิม ๆ ยิ้มรับตลอด
แต่ซ่อนความร้ายลึกไว้เยอะก็มีมากเหมือนกัน

คนเรายิ่งได้รับการศึกษามากเท่าไร
ความคิด ความอ่านก็ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ความร้ายอาจซ่อนไว้ได้มิดชิด บิดบังอำพรางไว้
ให้เหยื่อซื่อ ๆ ได้หลงกล ที่เขาเรียกว่า "มารยาร้อยเล่มเกวียน"
เป็นสิ่งที่คงมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาแล้ว
พวกผู้หญิงงามเมือง แม้แต่เหล่าจักรพรรดิ์ ฮ่องแต้
และผู้ชายที่มักมากตัณหา ราคะ
เท่านั้น ที่สามารถหลงกลเสน่ห์ของนางได้
มีหนังจีนหลายเรื่อง ที่ผู้หญิงมีบทบาทสำหรับฮ่องเต้
หรือผู้นำระดับสูงที่ติดรสกามารมณ์ จนเสียผู้เสียคน
ก็เพราะหญิงงามเมืองเหล่านี้มาเยอะต่อนักแล้ว

ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้สนใจพวกผู้หญิงเหล่านี้มากนัก
แต่ก็คิดว่า คงร้ายพอดู ที่สามารถไต่ระดับตนเอง
จากหญิงสามัญชน ไปนั่งบนบัลลังค์สั่งชี้นิ้วพวกขุนนางได้
พวกนี้คงมีความทะเยอทะยาน อาจจะด้วยชีวิตในวัยเด็ก
ได้รับความลำบาก หรือถูกกดขี่ จึงพยายามดิ้นรนต่อสู้ตนเอง
ให้สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อถีบตนเองให้สูงขึ้น
ใช้มารยา และคำพูดให้บุรุษหลงใหลมากมาย
ก็คงพอ ๆ กับที่ผู้ชายบางคน
ที่สามารถไต่ระดับตนเองขึ้น ใช้วิธีนี้ได้ด้วยเช่นกัน

คนเรายิ่งเก่ง หากไม่มีคุณธรรม คอยกำกับใจไว้เสียแล้ว
บุคคลเหล่านี้ ก็คงอยู่ในระดับสูงได้ไม่นาน
หรือไม่ก็ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน ที่พยายามชี้จุดบกพร่อง
ขึ้นมาเหยียบย่ำซ้ำเติม
คนเราหากได้อะไรมา ด้วยความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง
เงยหน้าก็ไม่อายฟ้า ก้มหน้าก็ไม่อายดิน
นี่แหล่ะ เป็นสิ่งที่ในโลกปัจจุบัน หาคนเช่นนี้ ได้ยากเย็นยิ่งนัก


สมัยนี้ก็หาคนไว้ใจได้ยากเหมือนกัน
ผู้หญิงบางคนแอบบ้าผู้ชาย โดยใช้เพื่อนของตัวเอง
ล่อให้ผู้ชายเข้ามาติดกับ จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่ถูกแอบอ้าง ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรด้วยเลย
ไอ้เพื่อนก็สบายไป เพื่อนผู้ชายโง่ให้มันเข้ามาหลอกใช้ โดยเอาชื่อผู้หญิงคนที่มันแอบชอบมาอ้าง!



บางคนสนุกสนาน ก็เสี้ยมเข้าไปซิ
เพราะความไว้ใจ เชื่อใจเพื่อน
ไม่คิดว่าเพื่อนมันหวังดีกับเรามาก

แต่มันหวังตัวเองให้ได้ดีมากกว่า ^__^


เวลาเราเดือดร้อน ใครซวย? ถ้าไม่ใช่ตัวเอง
ที่หลงเชื่อเพื่อนมัน!

พ่อเคยสอน ว่าเราเป็นผู้หญิง
ควรจะพยายามห่าง ๆ ผู้หญิงเหล่านี้ไว้ให้มาก

เราไม่รู้ว่า เขาคิดอะไร?
อยากให้เราเสียชื่อเสียง เพราะมันเก่งเกินหน้าเกินตา?

หรืออะไรก็แล้วแต่
อย่าเอาตัว อย่าเอาชื่อเข้าไปพัวพันกับกลุ่มสังคมแบบนั้นให้มาก

เพราะได้ไม่คุ้มเสีย คบได้เพียงห่าง ๆ

อยู่คนเดียวก็สบายใจดีไม่ต้องวุ่นวาย
อืม! แล้วอีกอย่าง
ข้าพเจ้าขอเตือนผู้หญิงทั้งหลาย
หรือผู้ชายบางคนก็ได้
ถ้าผู้ชาย (ผู้หญิง)เขาไม่อยากเดินกับเรา
หรือคบกันเป็นที่เปิดเผยในที่สาธารณะชน
ขอโปรดจำไว้อย่างนึงว่า คุณเข้าขั้นมีสิทธิเป็นเมียน้อย
หรือเป็นชู้เขาได้ตลอดชีวิต

เขาก็จะรักคุณเฉพาะตอนอยากนอนกับคุณอย่างเดียวเท่านั้นแหล่ะ!

ปล. มีคนเข้ามาแชร์เครื่องคอมฯ ข้าพเจ้าด้วย (เพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่คนเดียว อิอิ :P)
หลงด่าเข้าไปเยอะเลย เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร :)))
แต่อาจจะมีคนที่ 2 3 4 หรือ 5 เดินตามเส้นทางของท่านเข้ามาด้วยนะเจ้าคะ
แอบ ๆ เดินเข้ามาน่ะ ระวังหน่อย โดนจับได้ อายเขานะคะ
ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครจริ๊ง จริง ๆ ^__^


คิดแล้วเขียนV:)
(คนไม่มีเพื่อนสนิท!)

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

หลบฝน

มาแอบเขียน เพื่อหลบฝน
หลบคน หลบอารมณ์ หลบเรื่องราวบางเรื่องที่รกสมอง
จริง ๆ แล้วมี blog อื่นอยู่
แต่ blog นี้เงียบดี 555 ไม่มีใครเข้ามาเม้นท์กวนใจ :)
(แบบว่า ต้องเข้าไปเม้นท์กลับบ้านเขา ตามมารยาทสมาชิก blog ที่ดี แต่น่าเบื่อ!) ^__^

ที่นี่ ข้าพเจ้าอยากจะเขียนอะไรก็ได้เต็มที่
ไม่ต้องกลัวใครจะว่า ใครจะนินทา
คิดแล้วเขียน ดีจริง ๆ พูดได้ตรงอารมณ์ดี
ถ้าเป็น blog อื่น ที่มีสมาชิกอยู่
เวลาแขกมาเยือนบ้านก็ต้องนั่งต้อนรับ

ซึ่งบางที บางวันเราไม่มีเวลามานั่งอ่านของคนอื่นมากนัก
แค่เราอยากพักผ่อน อ่านเรื่องอื่นที่เราสนใจมากกว่า


บางที ก็มีนะ คนที่เข้าไปเม้นท์ blog คนอื่น
ดูเหมือนมีเจตนา อยากให้คนนั้นเข้าไปเม้นท์บ้านตัวเองนี่
ประมาณว่า หาเพื่อนคุยน่ะ (มันว่างมาก!) นี่่แหล่ะที่ทำให้ข้าพเจ้าเบื่อ
เรื่องของเธอ ฉันไม่อยากอ่าน หรืออยากรู้มากนักหรอก อิอิ
อยากอ่าน เฉพาะเรื่องที่เราอยากจะอ่าน
เพราะเรื่องของเธอบางวัน มันก็ไม่ค่อยมีสาระสำหรับฉันมากนัก!
(ไม่ค่อยเห็นแก่ตัวเลยเรา อิอิ ^__^)
เพราะฉะนั้น blog นี้ ใครจะอ่าน หรือไม่มีใครอ่าน
ก็ไม่ว่าอะไร แต่ฉันอยากเขียน อิอิ :P


ข้าพเจ้าเบื่อ ๆ ก็เลยหลบมาคิดแล้วเขียนมุมสงบตรงนี้ดีกว่า
ใคร seach หาข้อมูลมาเจอ ก็แล้วไป
ไม่อยากให้เจาะจงกับสมาชิกคนใด คนหนึ่ง มากไป
ปัจเจกบุคคลจริง ๆ เลยเรา ^__^

เดี๋ยววันหลังจะหาบทความดี ๆ มาเขียนลง blog นี้สักหน่อย
เอาไว้เป็นข้อมูลให้สำหรับนักท่อง net ที่ไร้สังกัด
แต่อยากได้ Idea ต่าง ๆ นำไปต่อยอด

โดย คิดแล้วเขียน V:)

(สุขใจที่ได้เขียน
แม้ไม่มีคนอ่าน อิอิ )