วันนี้ได้อ่านนิตยสารธรรมะ เห็นดีมีประโยชน์
ให้หลาย ๆ คนที่ไม่ค่อยสนใจธรรมะได้อ่านบทความนี้กัน
ตายอย่างไรไม่ตกนรก: เรื่องจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ
แต่จะสรุปเนื้อหาสั้น ๆ ให้ฟังก็แล้วกัน
เพราะขี้เกียจพิมพ์เหมือนกัน อิอิ ^__^
พระอาจารย์ท่านนี้
มีโอกาสรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความตายหลายเรื่อง
เช่น คนที่เขารักเป็นโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย
แต่ก่อนที่ผู้ป่วยจะตาย ก็พยายามหาวิธีรักษาทุกวิถีทาง
เพื่อให้หาย ทำอย่างกับว่าจะมีวิธีชนะความตายได้
ถึงแม้บางอย่างจะไม่เห็นด้วย
แต่ผู้ป่วยก็ไม่ขัดใจบรรดาผู้หวังดีทั้งหลาย
ซึ่งจะทำอย่างไร คนที่เขารักก็ตาย
คนส่วนใหญ่ขาดความเข้มแข็งทางจิตใจ
หรือขาดปัญญาที่จะรู้ความเป็นจริง
เมื่อมีทุกข์มีภัยมาถึงตัว ไม่รู้ว่าทางที่จะแก้ปัญหา
ก็จะยึดเอาความเชื่อผิด ๆ ตามคำบอกเล่ากันมา
ซึ่งบางอย่างก็ไม่เป็นแก่นสารสาระมาประพฤติปฏิบัติ
คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับความจริง
ไม่กล้าที่จะเผชิญกับความจริง
โดยเฉพาะความจริงในเรื่องกฎแห่งกรรม
และความเป็นจริงที่ทุกคนจะต้องพลัดพราก
จากสิ่งที่ตนได้ มี เป็น อันเป็นกฎธรรมชาติ
ครั้นเมื่อต้องพลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก
ไม่ว่าจะจากเป็น หรือจากตายก็ตาม
ต่างก็พยายามที่จะต่อสู้เพื่อยื้อยุดสิ่งนั้นไว้
กับตนให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
ในที่สุด ก็ไม่สามารถเอาชนะกฎธรรมชาติได้
มีคนมาปรึกษาพระอาจารย์ว่า เขาป่วยเป็นมะเร็ง
เขาควรจะทำอย่างไร นี่ไม่ใช่รายแรกที่มาปรึกษา
ทุก ๆ รายพระอาจารย์ไม่เคยบอกเลยว่า
ไม่เป็นไรหรอก ทำบุญสะเดาะเคราะห์
อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเสีย
อีกไม่ช้าโยมก็จะหาย
นอกจากนี้พระอาจารย์ก็ไม่ได้แนะนำผู้มาปรึกษาว่า
หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิแผ่เมตตา
ให้เจ้ากรรมนายเวรเสียอีกไม่ช้าโยมก็จะหาย
เพราะพระอาจารย์ไม่แน่ใจว่า
วิธีดังกล่าวจะเป็นการรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่น ๆ
ให้หายได้หรือไม่
หากวิธีเช่นนี้รักษาได้จริง
โรงพยาบาลคงไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงมารักษา
พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา เป็นศาสนาที่ว่าด้วยเหตุและผลไม่ใช่ศาสนาของการวิงวอนร้องขอ หรือบนบานศาลกล่าวจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายพระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ เมื่อเหตุดับไปผลย่อมดับเป็นธรรมดาสิ่งที่พระอาจารย์แนะนำผู้ป่วยก็คือ ชีวิตเรามีร่างกายกับจิตใจ มะเร็งเป็นที่กาย ต้องให้หมอรักษา ความทุกข์เป็นเรื่องของใจ เราต้องรักษาใจของเราเองหากใจเราวิตกกังวลเศร้าหมองไปกับโรคร้าย จะทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายอ่อนแอลงมีผลต่อให้ร่างกายทรุดโทรม เท่ากับว่าเป็นการซ้ำเติมให้อายุของตนสั้นลงแต่หากเรารักษาใจไม่ให้เศร้าหมอง
ตรงข้าม กลับพัฒนาให้ใจมีความผ่องใส ก็จะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง
ช่วยรักษาร่างกายได้ทางหนึ่ง การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐาน
นอกจากจะช่วยให้ใจมีความสงบผ่องใสผู้ปฏิบัติยังรู้ความเป็นจริงของชีวิตสามารถปล่อยวางความยึดมั่น
สำคัญผิด อันทำให้ใจเราเศร้าหมองลงได้
มีผู้ปฏิบัติหลายรายที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งขั้นสุดท้ายแทนที่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี เมื่อมาปฏิบัติกรรมฐานสามารถยืดอายุออกไปได้ 3-5 ปี ส่วนผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะแรก ๆ นอกจากรักษาด้วยยาแล้ว
การปฏิบัติกรรมฐานได้ช่วยให้เขาหายขาดจากโรคมะเร็งได้
กรณีดังกล่าวมีประจักษ์พยานปรากฎไม่น้อย
เมื่่อไม่นานมานี้
พระอาจารย์ได้รับนิมนต์ไปเยี่ยมผู้ป่วยรายหนึ่ง
เธอนอนป่วยมานานหลายปี ด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย
เธอมีบุตร 2 คน กำลังเรียนชั้นมัธยมด้วยกันทั้งคู่
เธอเพิ่งแยกทางกับสามีเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
นอกจากจะต้องต่อสู้กับโรคแล้ว
ยังต้องต่อสู้กับสงครามชีวิตอีกด้วย
นับว่าเธอเป็นสตรีแกร่งผู้หนึ่ง
พระอาจารย์ไปถึงโรงพยาบาลเวลาบ่ายคล้อย
ทันทีที่พบกัน ความรู้สึกบอกว่า เธอคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
สภาพร่างกายของเธอเหมือนผลไม้ที่จวนจะหลุดจากขั้ว
เธอยิ้มต้อนรับพระอาจารย์ เป็นรอยยิ้มบนความอ่อนล้าของร่างกาย
พระอาจารย์แนะนำเธอว่า ให้มีความกล้าหาญ
อย่าหวั่นไหวที่จะต้อง เผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น
ชีวิตของเรามีร่างกายกับจิตใจ
ธรรมชาติของร่างกายนั้นต้อง แก่ เจ็บ และตายไปในที่สุด
ไม่มีใครรักษาร่างกายเอาไว้ได้
คนเราไม่ได้ตายไปจริง ๆ หรอก
เพียงแต่ร่างกายแตกดับไปตามอายุขัย
แต่จิตใจยังมีแรงปรารถนาอยู่(ตัณหา) จะไปเกิดอีก
ร่างกายเปรียบเสมือนบ้าน
จิตใจเปรียบเหมือนผู้มาอาศัยบ้านหลังนี้อยู่
เมื่อบ้านชำรุดทรุดโทรมผุพังจนไม่สามารถที่จะอาศัยอยู่ต่อไปได้
ก็ไม่ควรที่จะต้องไปอาลัยอาวรณ์ ให้คิดเสียว่า เราทิ้งบ้านหลังนี้ไป
เพื่อไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่ดีกว่า
พระอาจารย์ขอให้เธอนึกถึงคุณงามความดีต่าง ๆ ที่ได้ทำไว้อยู่เสมอพยายามรักษาใจให้มีความสงบ อย่าได้ฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์ที่เศร้าหมองยามใดที่ใจเผลอคิดไปในเรื่องต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สบายใจก็ให้รู้ตัวกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเพื่อให้มีสมาธิหรือสวดมนต์บทที่เคยสวดเป็นประจำก็ได้
โดยเฉพาะในยามที่จะสิ้นลมให้มีสติตั้งมั่น
ไม่ต้องห่วงใยในสิ่งต่าง ๆ ขอให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งให้ท่านนำพาชีวิตไปสู่สุคติภพด้วยผู้ป่วยรับฟังด้วยความตั้งใจ ใบหน้าแสดงการตอบรับข้อแนะนำ
เป็นระยะ ๆ พระอาจารย์ถามเธอว่า
ได้รับความเจ็บปวดจากโรคที่เป็นมากไหม
เธอสั่นศีรษะ ถามเธออีกว่า
มีความห่วงหรือกังวลต่อสิ่งใดบ้าง
เธอตอบว่า ไม่ห่วง
พระอาจารย์กล่าวกับเธอว่า "ดีแล้วที่โยมทำใจได้
มีใจเข็มแข็งกล้าหาญดี หลวงพ่อขอให้โยมรักษาใจไว้
ให้ดีนะ เรื่องร่างกายอย่าไปห่วงมันเลย
มันจะเป็นเช่นใดก็ปล่อยให้มันเป็นไป
รักษาใจอย่าให้เศร้าหมองเป็นดีที่สุดพระพุทธองค์ตรัสว่าเวลาจะสิ้นใจ หากมีใจผ่องใสจะไปเกิดในสุคติภพ"ก่อนจากกัน พระอาจารย์ให้พรเธอ เธอพนมมือรับด้วยความปีติ
พระอาจารย์รู้สึกขอบใจโยมที่นิมนต์มาพบเธอ
เพื่อให้พระอาจารย์ได้มีโอกาสทำหน้าที่ของตน
สองวันต่อมามีผู้โทรศัพท์มาบอกว่า ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้พบพระอาจารย์
พระอาจารย์กล่าวกับผู้ที่โทรศัพท์มาบอกว่า ดีแล้ว
เธอจากไปในเวลาที่เหมาะสม ในสภาพที่จิตใจ
มีความกล้าหาญ มีสติที่จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต
หากเนิ่นนานไปกว่านี้ ไม่แน่ว่า สภาพร่างกาย
และจิตใจของเธอจะเป็นเช่นไร
พระอาจารย์เชื่อว่า เธอผู้นั้นสามารถรักษาจิตใจให้ผ่องใสได้ในวาระสุดท้ายของชีวิต
------------------------------------------------------------------------------
อ่านบทความนี้แล้ว
ได้ข้อคิดที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตพยายามรักษาใจของตนไว้ให้ดีที่สุดความเข้มแข็งของจิตใจจะเป็นแรงบรรดาลใจให้ชีวิตเราไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าชอบบทความนี้ เพราะพระท่านเข้าใจเปรียบว่าร่างกายเหมือนบ้าน หากบ้านเราเก่าหรือชำรุด เราก็ต้องย้ายที่อยู่ใหม่ (กรณียังต้องเกิดอีก)
และที่สำคัญ หมอรักษากายแต่ยารักษาใจ ก็คือ ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าดี ๆ นี่เองพระท่านสอนให้คนเราพยายามนึกถึงความดีของตนเองที่ทำไว้ในวาระสุดท้ายของชีวิตเพราะจะเป็นแรงกุศลให้เราไปเกิดในที่สุคติภพสิ่งสำคัญคือ เวลาไปงานศพใครก็ตามมักจะเห็นญาติ ๆ ร้องไห้อาลัยอาวรณ์ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า
นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเหมือนกัน
ที่ทำให้คนตาย เป็นห่วง และไม่สามารถไปเกิดที่ใหม่ที่ดีได้เพราะต่างคน ต่างก็ไม่อยากจากคนที่ตนรักก็เลยทำให้จิตของวิญญาณยังคงวนเวียน ห่วงนั่น ห่วงนี้ไม่ได้ไปเกิดสักทีได้เหมือนกันเวลาใครไปงานศพของคนในอนาคตไม่อยากเห็นคนร้องไห้เพราะจะทำให้จิตของผู้ตายเศร้าหมองไปด้วยพูดง่าย แต่ทำยากเน๊อะ ^___^นั่งเขียนบทความนี้ทำไมมีเสียงสุนัขหอนหว่า!!!ไปนอนดีกว่า อิอิ ^__^โดย คิดแล้วเขียนV:)