วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แม่ชีทศพร : ยกตัวอย่างธรรมะ

บทความเรื่อง :ความชั่วส่งให้ผลเป็นความเศร้า



นรชนผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ จากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเศร้าโศกใน

โลกหน้า เขาย่อมเศร้าโศกเสียใจ ในโลกทั้งสอง ย่อมเดือดร้อนใจ เพราะพิจารณา

เห็นความเศร้าหมองแห่งการกระทำของตน

ธรรมภาษิตนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสปรารถนายจุนทะ คนฆ่าหมู ดังมีเรื่องเล่า

ย่อๆดังต่อไปนี้

นายจุนทะ คนฆ่าหมูคนนี้ มีนิวาสสถานอยู่ที่เมืองสาวัตถี ในเวลาที่เกิดข้าวยาก

หมากแพง เขาจะเอาข้าวเปลือกบรรทุกเกวียน เดินทางไปตามหมู่บ้านในชนบท

ได้เอาข้าวเปลือกแลกลูกหมู ตัวละถังสองถัง จนหมดข้าวเปลือก จึงนำลูกหมูมาเลี้ยง

ไว้ในคอกหลังเรือน ปรนเปรอมันด้วยอาหารและผัก จนลูกหมูเหล่านั้นโตอ้วนท้วน

ถึงขนาดแล้ว จึงนำมันมาฆ่า เอาเนื้อมาทำอาหารบริโภคภายในครอบครัวส่วนหนึ่ง

ที่เหลือได้นำไปขายแลกเงิน

นายจุนทะประกอบอาชีพเลี้ยงหมูและฆ่ามานานถึง 55 ปี ในระยะเวลาช่วงนี้

นายจุนทะไม่เคยให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรมอะไรเลย แม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

และภิกษุสงฆ์จะประทับอยู่ที่วิหารเชตวัน ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของเขา ก็ไม่ทำให้

นานจุนทะเกิดกุศลจิตขึ้นมาเลย

แต่ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ย่อมหนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น
เป็นแต่กรรมนั้น

จะให้ผลช้าหรือเร็วก็เท่านั้น และนายจุนทะก็ตกอยู่ในอำนาจของมัน เวลาผ่านไป

วัยของเขาก็ค่อยๆ แก่ลง สุดท้ายก็ล้มเจ็บ และอาการได้ทรุดหนักลงเรื่อยๆ แต่ก่อน

ที่เขาจะตาย 7 วัน ความร้อนของเปลวไฟจากมหานรกขุมอเวจี ได้มาปรากฏแก่เขา

ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ นายจุนทะเกิดความเร่าร้อนในจิตเป็นกำลัง ได้ส่งเสียงร้องเหมือน

หมูที่ถูกเชือด เที่ยวคลานสี่เท้าไปทั่วเรือน แม้คนในเรือนจะพยายามช่วยกันอุดปาก

ไว้ก็ไม่อยู่ เป็นความจริงทีเดียวว่า ผลของกรรมนั้นไม่มีใครจะห้ามได้ เสียงร้องของ

นายจุนทะ ทำเอาผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบชั่ว 7 หลังคาเรืองไม่เป็นอันหลับอันนอนกัน

เพื่อจับนายจุนทะไม่อยู่ พวกญาติจึงจับเอาขังไว้ในเรือน แล้วจัดเวรยามคอยระวังอยู่

ด้านนอก

นายจุนทะเที่ยวคลานสี่เท้า ส่งเสียงร้องเหมือนหมู อยู่อย่างนี้ถึง 7 วัน พอรุ่งขึ้น

ในวันที่ 8 เขาก็สิ้นใจ เพราะอกุศลแห่งการทำปาณาติบาตไว้มาก จึงส่งให้เขาไปเกิด

ในมหานรกขุมอเวจี เสวยกรรมชั่วที่นั่น(ความร้อนของเปลวไปนรก สามารถเผาหิน

ก้อนใหญ่ๆ ให้ละลายได้ในชั่วพริบตาแต่สัตว์นรกนั้นจะเป็นเหมือนคลอดออกมาจาก

ครรภ์ของมารดา)

ก่อนที่นายจุนทะจะสิ้นใจ มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง เดินผ่านบ้านของเขาไปยังเชตวัน

ได้ยินเสียงนายจุนทะร้องก็เข้าใจว่าเป็นหมูที่ถูกฆ่า เมื่อเข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วจึงกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ที่บ้านนายจุนทะเขาฆ่าหมูกันมา 7 วันแล้ว เห็นทีจะมีงาน

มงคลอะไรบางอย่าง พวกเขาฆ่าหมูกันอย่างปราศจากความเมตตากรุณาพวกข้าพระองค์

ยังไม่เคยพบเห็นคนที่กักขฬะหยาบช้าอย่างนี้เลย พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นให้ทราบว่า “ภิกษุทั้งหลายที่บ้านนาย

จุนทะ ไม่มีการฆ่าหมูตามที่พวกเธอเข้าใจ แต่ว่าผลกรรมได้มาปรากฏแก่นายจุนทะคือ

ไฟนรกได้มาปรากฏแก่เขา ทั้งในขณะมีชีวิตอยู่ เขาเที่ยวเดินสี่เท้า ส่งเสียงร้องเหมือน

หมูอยู่ภายในบ้านเจ็ดวัน นายจุนทะเพิ่งเสียชีวิตไปในวันนี้เอง และได้ไปเกิดในที่ๆมี

ความเศร้าโศกทุกข์ทรมานอีก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรับรองคำของภิกษุทั้งหลายว่า “อย่างนั้นภิกษุ

ทั้งหลาย บุคคลผู้ประมาทแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือพระก็ตามย่อมจะต้องประสบ

ความเศร้าโศกในโลกทั้งสองเหมือนกัน” จากนั้นพระพุทธองค์จึงทรงตรัสประพันธ์

ภาษิตต่อไปอีกว่า

“นรชนผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ จากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเศร้าโศก

เสียใจในโลกทั้งสอง ย่อมเดือดร้อนใจ เพราะพิจารณาเห็นความเศร้าหมองแห่งการ

กระทำของตน”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++





บทความเรื่อง :
เห็นเขารวย อย่าหลงคิดว่าเขารอด

มีคนถามแม่ชีว่า เห็นคนที่เขาขายเหล้า ขายเบียร์ ยาดอง ค้าขายชีวิตสัตว์ ทำไมเขา

ร่ำรวย เจริญรุ่งเรืองจัง เราไม่ได้อยู่กับเขาตลอด เราจะรู้ได้ยังไง เงินมากไม่ใช่ว่ามีความ

สุขนะ เขาก็มีกรรมกับเรื่องนี้ คนเราประกอบอาชีพอะไรก็แล้ว แต่ก็เกิดมาจากกรรมทั้งนั้น

ขายหมูก็ขายชีวิตเขา ขายไก่ก็ขายชีวิตเขา คือแม่ชีเห็นคนที่เป็นอาจารย์เคยทำมาหากิน

เกี่ยวกับฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาก่อน แล้วอยู่ ๆ มาเปิดโรงเรียนสอนคนหูหนวก แล้วก็เปิดโรงเรียน

สอนพวกดาวน์ซินโดรม แล้วก็คนที่ค้าขายแบบนี้ ค้าขายแบบที่โยมว่าค้าขายชีวิต ค้าขายเป็ด

ไก่ก็รวยขึ้นมา ทุกคนแยกออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ทำไมไม่ทำสิ่งที่แบบสื่อสารกันได้ชัดเจน

แหล่งที่มาของเงินทำให้ไปตั้งโรงเรียน พอตั้งโรงเรียนแล้วคนที่เข้ามาในโรงเรียนก็ไม่ปกติ

เลยสักคน ลูกคนที่ได้มานี่ก็ไม่ปกติ หูตึง พูดไม่ได้ แล้วเราจะมีความสุขหรือ สอนเขาก็ไม่รู้

เรื่อง แหล่งที่มาของเงินมันมายังไงมันก็จะต้องไปอย่างนั้น

ธรรมะที่จะเอาตัวให้รอด คือเราต้องมีสติ
มันต้องมีสติรู้ให้เท่าทันกับสิ่งที่ทำลงไป ต้องมี

สติว่าสิ่งที่เราทำลงไป ที่เรามีความทุกข์ทุกวันนี้ ที่เราเอาตัวไม่รอดทุกวันนี้ เพราะบางทีเรา

โลภเกินไป เราโกง เราไม่ซื่อสัตย์ซื่อตรง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำลงไป มันจะส่งผลถึง

ชีวิต อนาคตของเรา จะทำให้เราเอาตัวไม่รอด ความจริงถ้าเรามีสติ มีความรู้สึกตัว มี

สัมปชัญญะที่จะเตือน อันนี้ของๆ เรา เราทำอาชีพอะไรจะให้เจริญรุ่งเรืองเราต้องซื่อสัตย์นะ

ไม่ใช่เราทุจริต เราต้องซื่อสัตย์ ขายก๋วยเตี๋ยวก็คงสภาพเอาไว้ว่า สูตรมันต้องอยู่แบบนี้ ไม่ใช่

พอเห็นคนเยอะก็เปลี่ยนเพื่อจะให้กำไรมากขึ้น ใครมีหน้าที่อะไรก็ควรรู้ว่าจะต้องปรับปรุง

พัฒนาตัวเองยังไงที่จะให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น แล้วก็อยู่ให้รอด แต่แม่ชีว่าเรื่องของกรรมมันไม่มี

อะไรมาล้างได้ กรรมดีก็ส่งผลมาทำให้เรามีช่องทางที่จะไปได้ตลอดไป แต่กรรมที่ไม่ดีมัน

ก็ส่งผลมาเหมือนกันว่าในขณะที่ธุรกิจกำลังก้าวหน้าเราก็ถูกบั่นทอนด้วยโรคร้าย เราไม่ได้ไป

คลุกคลีกับเขา เราไม่ใช่เขา เราก็จะมองว่า เขาดูดีนะ เขาดูร่ำรวยแต่ทำไมเขาถึงระบายความ

ทุกข์อยู่ตลอด นั่นคือเอาตัวไม่รอด “การเอาตัวรอดไม่ใช่ว่ารอดเพราะมีเงิน
การเอาตัวรอดคือ

ใช้ชีวิตยังไงให้มีความสุขกับนาทีนี้”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


บทความเรื่อง : เราจะบริหารชีวิตของเราอย่างไร

เราจะบริหารชีวิตของเราอย่างไรในเมื่อเรารู้ผิดไม่รู้ถูก พระพุทธเจ้าท่านเสียสละ

ทุกอย่างเพื่อชาวโลก ทุกชาติทุกภาษา สอนให้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อจะได้รู้ทุกข์ รู้เหตุ

ทุกข์ เพื่อดับทุกข์แล้วอยูกับความเจริญอย่างประเสริฐ คือมรรคมีองค์ ๘

ในชีวิตประจำวันแต่ละวันของแม่ชี แม่ชีได้พบเรื่องราวมากมายที่น่าศึกษาว่า

มรรค ๘ ที่ท่านกล่าวว่าเป็นความประเสริฐ คือ ความสุจริต มีความเพียงเอาชนะกิเลส

ตัณหาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง

มันเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์ทุกคนที่ต้องต่อสู้เลี้ยงชีพ เลี้ยงร่างกาย จนนาที

สุดท้ายเอง ชีวิตดูได้จากอาการของผู้ที่กำลังจะจากโลกนี้ไปว่า ไปแบบไหน สุขหรือ

ทุกข์ ถ้าไปแบบทุกข์ก็ทรมานจนสิ้นใจ ถ้าไปแบบสุขหลับสงบนิ่ง หมายถึง สู่สุคติ

แต่คนที่ยังไม่ตาย บางคนเหมือนอยู่ในนรกทั้งยังคงถูกทุบตีทุกวัน เหตุใดทำให้

คนเหล่านี้ต้องรับกรรมเช่นที่เป็นอยู่

นั้นเพราะความไม่เคารพเชื่อฟังพ่อแม่ แม้ไม่นำอาวุธใดฆ่าเขา แต่ใช้คำพูด

เชือดเฉือดให้เสียน้ำตา เวลาใช้คืนก็ต้องถูกทุบตีจากคนที่เรารักเช่นเดียวกัน

มีลูกตีพ่อ มีพ่อตีลูก ลูกก็สู้ มีแม่ตีลูกผูกขามัดแขนตี เพราะอารมณ์โกรธจนบังคับ

ไม่อยู่ สร้างความเกลียดชัง ในแม่และพ่อ

ถึงจะคิดอย่างไร ทำอย่างไร พูดอย่างไร ก็ต้องรับกรรมกันไปเป็นเผ่าพันธุ์ ของ

ตระกูลไปว่าตระกูลนี้เขาฆ่ากันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย พอมาถึงรุ่นลูกต้องรับโทษกันไป

ตามบุญตามกรรม

-----------------------------------------------------------------------------


พรสวรรค์.....วิชาจากอดีต

คุณพ่อ คุณแม่ที่มีลูก ควรหมั่นสังเกตในสิ่งที่เด็กๆชอบเป็นพิเศษ โดยสังเกตดูว่า

ภายในบ้านเด็กๆ ที่เป็นลูกของเราชอบไปคลุกคลีกับสิ่งไหนเป็นพิเศษหรือไม่ แน่นอน

ว่าหากเป็นการคลุกคลีเป็นพิเศษกับสิ่งดีๆ เช่นเครื่องดนตรีบางชิ้น อุปกรณ์กีฬาบางอย่าง

ดอกไม้ต้นไม้ การวาดภาพ ปากกาดินสอ หรือแม้กระทั่งพระเครื่องพระบูชา สิ่งเหล่านี้

กำลังบอกคุณเป็นนัยๆ แล้วว่านั่นอาจเป็นสิ่งที่ลูกคุณคุ้นเคยมาแต่อดีตชาติ หากคุณ

ส่งเสริมในเรื่องนั้นย่อมเป็นผลดีแก่ตัวเขาอย่างสูงสุด รหัสกรรมแบบนี้แหละที่ปัจจุบัน

เราเรียกว่า “พรสวรรค์”

พรสวรรค์ ก็คือรหัสกรรมในแง่ที่ดี เป็นผลกรรมทางด้านกุศลที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

สืบเนื่องมาจากอดีตชาติ โดยมาก พรสวรรค์มักเป็นความสามารถจากอดีตชาติที่ใกล้ๆ

เช่นสองสามชาติที่ผ่านมา แต่ก็มีบ้างที่พรสวรรค์บางอย่างเป็นสิ่งที่ติดตัวและได้รับการ

พัฒนามาอย่างต่อเนื่องในทุกภพทุกชาติ เช่นคนบางคนสามารถปฏิบัติได้ง่าย เข้าใจธรรม

ได้เร็ว ในกรณีเช่นนี้คือการสั่งสมมา ทุกครั้งที่มีการเกิด เด็กเริ่มพูด เริ่มเดินก็จะพยายาม

เข้าหาสิ่งนั้นทันที และหากเป็นรหัสกรรมที่ไม่ดีก็จะมีความหวาดกลัวให้เห็น บางครั้งอาจ

โผล่ขึ้นมาทางความฝัน ซึ่งผู้เป็นพ่อเป็นแม่ควรสังเกตให้มากก็จะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

เพราะจะทำให้คุณเข้าใจตัวของลูกและสามารถพัฒนาเขาไปในแนวทางที่ถูกหรือรีบทำการ

แก้ไขสิ่งที่ติดมาแต่อดีตได้ทันเวลา

เพราะอย่างไรก็ตาม เราสามารถหัดนิสัยใหม่ให้แก่เด็กได้และสามารถลบอุปนิสัยที่

ไม่ดีทิ้งไป ทั้งนี้จำเป็นที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ ความโอบอ้อมอารีจากผู้ที่เป็น

พ่อและแม่ ทั้งอาศัยระยะเวลา หากได้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อย

เลยทีเดียว รหัสกรรมบางอย่างแก้รหัสไม่ยาก บางอย่างไม่จำเป็นที่ต้องเข้าไปรู้ แต่เมื่อ

รหัสบ่งบอกออกมาก็รีบทำการแก้ไขในสิ่งที่ไม่ดีหรือเป็นการลบรหัสนั้นทิ้งไปโดยไม่จำ

เป็นต้องขุดรากเหง้ามาดู

การแก้ไขนั้นไม่ใช่เรื่องยาก คือการเริ่มปลูกฝังอุปนิสัยใหม่ โดยส่งเสริมความกล้า

ทั้งจากกำลังใจของพ่อแม่ ส่งเสริมคุณงามความดีในจิตใจเด็กตั้งแต่ยังเยาว์ เช่น การ

พาเข้าวัดสวดมนต์แต่เล็กๆ ยังมีวิธีการมากมายที่จะเป็นการเสริมพลังใจแก่เด็ก เมื่อ

พลังใจที่ดีเกิดขึ้นมาแล้ว อำนาจจากจิตที่เป็นบุญก็จะเริ่มลบล้างรหัสอกุศลกรรมเก่าที่

ติดมาเอง เหมือนน้ำใหม่ไล่น้ำเก่านั่นเอง



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++=


ข้อคิดที่ได้จากการฟังธรรม :
การทำความชั่วทุกชนิด ย่อมก่อให้เกิดความเศร้าหมอง
ถ้าอยากให้ชีวิตมีแต่ความสุข ต้องละเลิกในสิ่งที่ผิดศีลธรรม


ฟังธรรม อ่านธรรมะ ช่วงถือศีล :)
โดย คิดแล้วเขียน V:)


วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

e-mail ล่ม

ช่วงนี้ mail ข้าพเจ้ากำลังโดนผู้ไม่ประสงค์ดีโจมตี
สืบเนื่องจากที่ทำงาน พาสเวิร์ด เข้าระบบที่ทำงานไม่ผ่าน
แล้วก็ส่งพาสเวิร์ดใหม่มาให้ที่ mail ข้าพเจ้าสำรองไว้
ซึ่งก็ลองเข้าใช้เครื่องอื่นดู ก็เข้าได้
โชคดีที่ check หลายเครื่อง
แต่เครื่องที่เราใช้ประจำเข้าไม่ได้
ตอนหลังเลยเปลี่ยน พาสเวิร์ดใหม่เองหมด
ไม่ได้กด Attack file ที่ส่งพาสเวิร์ดใหม่มาให้
เข้าใจว่า บางทีมีโทรจัน แฝงมาให้เรากด
คงเป็น spyware ที่จะมาดูข้อมูลเรามากกว่า

นี่ mail อันนึงก็เดี้ยงไปแล้ว
เข้าไม่ได้ log in เข้าไปแล้ว ก็โหลดหน้าอยู่นั่นแหล่ะ
ไม่มาสักที ....จนต้องขึ้นว่า ระบบขัดข้อง
สงสัยโดนโจมตีอีกแล้ว

ขอร้องเหอะ! ไม่รู้มันจะอะไรนักหนา!
อยากรู้มา มาถามกันซึ่ง ๆ หน้าดีกว่า
ไม่ชอบเลยแบบนี้ เป็นใครก็ไม่รู้
ชอบเจออะไรแปลก ๆ ประจำ
บางคนอาจจะสนุก อาจจะพอใจ
แต่สำหรับข้าพเจ้าไม่ชอบ!
การให้เกียรติทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ควรเป็นสิ่งที่บุรุษพึงกระทำ!

บางทีเราก็คิดว่า มันจะใช่เพื่อนเราส่งมาแกล้งเราหรือเปล่า?
ถึงจะเป็นเพื่อน แต่ควรจะบอกกล่าวให้เจ้าตัวเขารู้ก่อน
อยากรู้ความลับของคนอื่น
เออว่ะ! มันก็เลยชอบอยู่แบบแอบ ๆ
สงสัยอยากจะแอบตลอดชีวิต :))

หรือว่า เป็นศัตรูที่จ้องจะปลอมเป็นเพื่อนเราเข้ามา
ก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน เพราะเราอยู่ในที่แจ้ง
ก็ไม่รู้ใครเป็นใคร บางทีก็โมโหนะ ก็ด่ากราดไปเหมือนกัน
โดนใครเข้าก็รับไปก็แล้วกัน เพราะไม่ค่อยชอบวิธีการแบบนี้เท่าไร
มันเหมือนตรูบ้าอยู่คนเดียว....เคยไหมแบบเอาผ้าปิดตาน่ะ
แล้วลองคลำดูว่า ไอ้คนข้างหน้าเป็นใคร? ...

ถ้าไม่อยากตาบอดชาติหน้า ก็อย่าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้เรื่องด้วยเลย
เดี๋ยวชาติหน้าจะต้องมานั่งปรึกษาแม่ชี
"แม่ชีครับ แม่ชีขา หนูมีกรรมอะไรหรือครับ (คะ)
ทำไมมองไม่เห็น? "
"อ้อ! โยม ชาติที่แล้วน่ะ คุณชอบแอบไปแกล้งในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้
ทำอะไรโดยไม่บอกเจ้าของเขา ซึ่งมันเป็นกรรมอย่างหนึ่ง
ทำให้เจ้ากรรมนายเวรเข้าโกรธเอา

ชาตินี้คุณก็เลยมองไม่เห็น" (ลองจินตนาการดู) :P

มันไม่ค่อยสนุกนักหรอก ...
คนเราควรจะมีความละอายในสิ่งที่ควรละอาย
และควรจะกล้าก็ควรจะกล้า
ไม่ใช่กล้าทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ
จนทำให้คนรอบข้างเดือดร้อนไปด้วย
ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกัน ....

เวรกรรมมีจริงนะจะบอกให้ ลองไปฟังที่แม่ชีทศพรสนทนากับคนอื่นดูซิ
แล้วจะรู้ว่า "อย่าล้อเล่นกับสิ่งที่ไม่รู้ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในการกระทำทีหลัง"

เตือนด้วยความหวังดีนะ
(ปล. ข้าพเจ้าถือว่า ได้บอกกล่าวแล้ว
แต่ถ้าใครกระทำการต่าง ๆ
โดยไม่บอกกล่าวข้าพเจ้า
ถือเสมือนไม่เป็นมิตรกับข้าพเจ้าโดยแท้)

จริง ๆ แล้วข้าพเจ้าสงสัยในเรื่องนี้หลายครั้งแล้วล่ะ
ก็พยายามมองโลกในแง่ดี ...แต่ถ้ามองในแง่ดีมากไป
ตัวข้าพเจ้าเองจะมีอันตรายไม่รู้ตัว? เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร?
เขาต้องการอะไรกันแน่?! ...
ใช้วิธีพูดดี ๆ คุยดี ๆ ถามดี ๆ ไม่เป็นหรือ?
ถึงต้องใช้วิธีแบบนี้น่ะ ...อะไรอยู่เบื้องหลังในการกระทำเหล่านี้?

โดย คิดแล้วเขียน :V

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ธรรมะจากโต๊ะกินข้าว

ช่วงเย็นข้าพเจ้ารับประทานอาหารกับพี่สาว
พอดีเปิดสารคดีเรื่องเกี่ยวกับสิงโตทะเลอยู่

ก็คุยสัพเพเหระเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนโลก
พอดีนึกขึ้นได้ว่า ได้อ่านหนังสือเล่มนึง
เรื่องไดโนเสาร์ขึ้นมา เป็นหนังสือของ
หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เล่มนึง
บอกว่าสาเหตุที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์
ไม่ใช่ลูกอุกาบาตจากนอกโลกตกใส่
แต่เกิดจากโรคระบาด ...(พระบอก)

ข้าพเจ้าก็ลองอนุมานว่า ถ้าลูกอุกกาบาตตกใส่
สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต้องตายเรียบหมด
แต่นี่ยังเหลือสัตว์บางชนิดมาถึงปัจจุบันได้
เช่น ช้าง เต่า จระเข้ (พวกสัตว์โบราณ)
เพียงแต่ตัวเล็กลงกว่าเดิมเท่านั้น
และยังพอมีซากไดโนเสาร์เหลือให้เราศึกษา
ถ้าเป็นลูกไฟ มันต้องเผาผลาญราบเป็นหน้ากลองซินะ
(ลองคิดถึงเหตุผลเล่น ๆ ) ....ก็พอจะเข้าเค้าตามที่พระบอก...
ข้าพเจ้าก็ลองยกข้อมาเหตุผลมาคุยกับพี่สาว

พระที่นั่งกรรมฐานนี่ เขาบอกว่าเห็นแบบนั้นนะ
แล้วก็บอกว่า ภูเขาที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่
แต่ก่อนเป็นทะเล ตอนหลังพื้นดินดันตัวสูงขึ้น
จากทะเลก็กลายเป็นดิน

พี่สาวเห็นด้วยว่า แผ่นดินที่เป็นภูเขา
เกิดจากเปลือกโลกเคลื่อนตัวดันแผ่นดินขึ้นมา
ซึ่งเทือกเขาหิมาลัย
ก็เกิดจากอินเดียชนกับทวีปเอเชีย
จึงดันเป็นเทือกเขาหิมาลัยนี่เอง

ตอนนี้พี่สาวกำลังจะสอนเด็กเรื่อง
ให้แปลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวด้วย
ซึ่งประเทศญี่ปุ่น เป็นแนวตะเข็บของโลก
อยู่รอยต่อระหว่าง 3 ทวีป
เวลามีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก
ญี่ปุ่นมักจะโดนก่อน เพราะมีจุดศูนย์กลางที่โตเกียว
(อันนี้ฟังพี่สาวเล่ามาอีกที เห็นแกบอกว่า
วันหลังเอารายละเอียดให้ดู)
ก็พูดกันถึงเรื่องใต้โลก แผ่นดินไหว
พี่สาวก็บอกว่า ใต้โลกนะเป็นของเหลวทั้งนั้น
เวลาเปลือกโลกเคลื่อนตัว ของเหลวก็มักจะดันออกมา
ตามแนวตะเข็บ ซึ่งบางแห่งก็เกิดเป็นภูเขาไฟขึ้นมา
เช่น ภูเขาฟูจิ ....เปลือกโลกมีความหนานิดเดียว
ประมาณ 60 กิโลเมตรเอง ....
หลักวิทยาศาสตร์เหล่านี้
เรา ๆ ก็เคยเรียนผ่านมาแล้วทั้งนั้น
เรื่องเปลือกโลก ของเหลว
ใต้โลกที่เรียกว่า แมกม่า
แต่พอไหลออกมาจากแผ่นดิน เรียกว่า ลาวา
อะไรประมาณนี้ ....

ข้าพเจ้าก็เข้าเรื่องได้อีก
ก็บอกว่า ศาสดาพระพุทธเจ้าเรานี่เก่งนะ
ไม่ต้องวิจัยอะไร แค่นั่งกรรมฐานอย่างเดียว ^_^
สามารถล่วงรู้สรรพสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ได้หมด
ใต้โลกที่เรียกว่า ไฟนรกโลกันต์ ก็คงเป็นพวกแมกม่า
ที่ไหลวนอยู่ภายในโลก และโลกก็หมุนเป็นวงกลม
เหมือนวงล้อเกวียน ทุกอย่างมีขึ้น มีลง มีเกิด มีดับ
๒๕๐๐ ปี ก่อนวิทยาศาสตร์จะค้นพบ
ท่านทราบหมดทุกอย่างแล้ว ....น่าทึ่งเน๊าะ!!

นักวิทยาศาสตร์หลายคนต่างก็ทึ่งในอัจฉริยะภาพ
ศาสดาของเรา และพยายามหาทางพิสูจน์
สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน สมัยนี้ชาติตะวันตก
หันมาสนใจการนั่งวิปัสสนากรรมฐานกันมากขึ้น
มีพระต่างชาติ ก็สนใจในธรรมะมากขึ้น

คนไทยเราเองกลับไปสนใจสิ่งแปลกประหลาด
กับพวกสัตว์ 2 หัว 6 ขา 4 ตา แล้วตีเป็นหวยกัน
แต่ไม่ค่อยสนใจที่มา หรือที่ไป
พูดง่าย ๆ ว่า ได้รับอะไรมา แล้วไม่ค่อยคิดต่อ
หรือตั้งข้อสงสัยน่ะ ... ถ้าทุกคนหัดตั้งข้อสังเกต
หรือตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่เห็น
คงมีนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยอีกเยอะ

ส่วนมากคนไทย
ตั้งข้อสงสัยในเรื่องที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก
อิอิ ...สมัยนี้ต้องเปลี่ยนหลักสูตรให้เด็กคิดให้เป็น
มากกว่า สอนป้อนข้อมูลให้เด็กจำอย่างเดียว
เพราะคงไม่เกิดประโยชน์เท่าใดนัก
เพราะความจำมักจะอยู่ได้ไม่นาน ....

วันนี้ได้ธรรมะจากโต๊ะกินข้าว
เลยนำมาบอกต่อ เขียน blog นี่แหล่ะ
หม่ำเจให้อร่อย ก็ต้องมีธรรมะกลับแกล้มด้วย อิอิ ^_^

โดย คิดแล้วเขียน :)V

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ข้อคิดสามมุม :)

มุมมืด

สิ่งใดที่ได้มาจากความมืด

หรือด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง
ย่อมไม่สง่า และสิ่งเหล่านั้น
มันก็พร้อมจะจากไปกับความมืดเช่นกัน...

..ถ้าอะไรยังมืด ๆ อยู่ ...
แล้วเราจะเห็นปัญหานั้นได้อย่างไร
แล้วเราจะแก้ปัญหาได้หรือ?..
หากมีปัญหาอะไร เราก็ต้องทำให้มันสว่างก่อน
จึงจะเห็นที่มาของปัญหานั้น ๆ
เราจึงสามารถแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดได้

สมัยนี้คนจึงนิยมหาหมอ หรือร่างทรงเจ้าเข้าผีกันเยอะ
เพื่อให้เขาช่วยชี้แจงทางสว่างของปัญหาเหล่านั้น
ถ้าเจอคนมีคุณธรรมไม่ได้หลอกเอาเงิน
ก็ดีไป เทพเจ้าก็มีทั้งดี และไม่ดี เพราะกินสินบนมนุษย์
ต้องพิจารณาให้ดีด้วย ..... ต้องฟังคำสนทนาของแม่ชี
แล้วเราก็นำมาพิจารณาว่า มันจริงไหม?
สามารถเป็นได้ไหม? ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่ออย่างเดียว


ฟังแม่ชีทศพรสนทนากับพวกที่มีปัญหาชีวิต
เรื่องกรรมต่าง ๆ ผ่าน web site
98% ส่วนมากแล้วเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวทั้งนั้น
ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นหน่อย ก็มีปัญหาเรื่องความรัก
คนสูงอายุหน่อยก็ปัญหาลูก หลาน ครอบครัว
และสุขภาพ เรื่องการงานก็พอมีนิดหน่อย
ส่วนมากจะเน้นหนักเรื่องครอบครัว

มุมสว่าง

ฟัง ๆ แล้วได้ความกระจ่างเพิ่ม
ยกตัวอย่าง เรื่องลูกดื้อกับแม่
ทำให้มานึกถึงตนเอง ว่าคงจะใช่นะ
เพราะตอนที่แม่ตั้งท้องด้วยความไม่รู้
รับประทานยาขับเลือด โชคดีข้าพเจ้าหัวแข็ง ^_^
เลยรอดมาได้ เพราะแม่เอ่ะใจ
เลยรีบรับประทานยาบำรุงตอนหลัง
อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราหัวแข็งกับแม่ก็ได้
อิอิ (อันนี้อนุมานจากการฟังแม่ชีกับเรื่องของเด็กคนนึงที่ดื้อกับแม่)

ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า ตอนที่ผู้หญิงตั้งครรภ์
อย่าคิดว่าเด็กในท้องไม่รู้เรื่องนะ
เขารู้ทุกอย่าง อย่างแม่เด็กบางคนมีปัญหา คิดจะทำแท้ง
หรือมีปัญหาทางครอบครัว ก็ส่งผลกระทบต่อเด็กในท้องได้จริง ๆ

มนุษย์เราถ้าศึกษาจริง ๆ จัง ๆ
มันมีอะไรลึกลับซับซ้อนเสมอ

ดีนะ ตอนนี้ยังไม่มีสามี
ถ้ามี นี่ก็คงไม่พ้นต้องไปนั่งปรึกษาปัญหาแม่ชี
แบบคนเหล่านั้นแน่ ๆ ประมาณว่า
สามีข้าพเจ้าทำไมไม่เลิกเจ้าชู้ :P
อิอิ ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตก
เพราะถ้าคิดจะมีครอบครัว

อาเคยพูดกับข้าพเจ้าว่า
ทำใจไว้เลยนะ 90% จะไม่ได้มีเราคนเดียว
หาผูู้ชายแบบนั้น หายากมากกกกกกกกก
เพราะน้อยเปอร์เซ็นต์นักที่ผู้ชายจะไม่โกหก
และถึงแม้ผู้ชายไม่ได้เจ้าชู้
แต่ก็มักจะมีผู้หญิงวิ่งเข้าหาเอง
สมัยนี้เป็นแบบนั้นไปแล้ว

ค่านิยมผัวเมียคนเดียว และความซื่อสัตย์
นับว่ายิ่งหายากขึ้นทุกที
สรุปว่า เป็นโสดน่ะดีแล้ว
จะได้ไม่ต้องสร้างเวรกรรม
หรือผูกพันกับใคร
ถ้ามีลูกก็คงจะดื้อเหมือนเราที่ทำกับพ่อแม่ไว้
(คิดในทางที่ดีสำหรับคนโสดนะ) :))

วงจรชีวิตมนุษย์เราก็ไม่พ้นเรื่องพวกนี้ไปได้เลย
สังเกตจากการตั้งคำถามของผู้มีปัญหาแต่ละท่าน
เข้าไปฟังก็ได้มุมมองของชีวิตแต่ละคน
ทำให้เราคิดถึงหัวข้อธรรมะของพระพุทธองค์ด้วย
ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ :)

มุมฮา

แม่ชีท่านก็คงมีกรรมด้วย
ต้องมานั่งรับฟังปัญหา และช่วยชี้แนะเท่าที่จะช่วยได้
ฟังแล้ว ก็ได้ข้อคิดปนฮา ๆ ดี
ชีวิตของแต่ละคน ล้วนเจอปัญหาเยอะกว่าเราทั้งนั้น

ทำให้นึกว่า โชคดีขนาดไหนที่เกิดมา
ไม่มีปัญหาหนัก ๆ แบบเขาเหล่านั้น
หรือเป็นเพราะเราไม่ได้เอาตัวเข้าไปในปัญหา
ก็เลยไม่มีปัญหา ....แต่บางคนก็ดูเหมือนว่า
จะพยายามสร้างปัญหาให้เราแก้เหมือนกัน
เราก็เลยมักจะเป็นคนหนีปัญหาตลอด
(ไม่ใช่มั้ง! ....เพราะไม่อยากเป็นคนมีปัญหาต่างหาก)
อิอิ ...งง .... :)

ขนาดตอนนี้ ข้าพเจ้าเองยังจะเอาไม่รอดเล้ย!
คนอื่นก็พยายามอย่าสร้างปัญหาให้ข้าพเจ้าเลย
:))

คิดแล้วเขียน :)V

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฟังธรรมช่วงกินเจ ๑

ช่วงนี้เป็นช่วงถือศีล กินเจ
ข้าพเจ้าไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน
ปกติก็ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านอยู่แล้ว
นอกจากจะไปหาซื้อของรับประทาน
เป็นคนไม่ค่อยชอบเที่ยว
เบื่อคนเยอะ ๆ ทำอะไรก็ต้องแย่งกันทุกอย่าง
ช่วงนี้ไปฟังธรรมะออนไลน์หลายแห่ง
เห็นว่าดี เลยเก็บมาฝาก

เรื่องที่แม่ชีทศพรพูดว่าเห็นกรรมแต่ละคน
ในอดีตชาติทำมาอย่างไรนั้น
ล้วนเป็นเรื่องของความเชื่อของแต่ละบุคคล
ควรใช้ปัญญาพิจารณา
เพราะถ้าไปพูดให้คนที่ไม่เชื่อในเรื่อง
การเวียนว่ายตายเกิด หรืออดีตชาติ
เขาอาจมองว่า เป็นคนหลงงมงาย
พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
เรื่องบางอย่างก็รู้ได้เฉพาะตน
จะไปบอกให้คนที่ไม่เชื่อ
เขาก็จะกลายว่า เราบ้า! เรางมงาย!

แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า ทำดี ต้องได้ดี
ทำชั่วต้องได้ชั่ว ... แต่ความดีนั้น
ดีแค่ไหน ลึกแค่ไหน ก็ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมกันเอง
เรื่องการแก้กรรม คงแก้ได้เฉพาะส่วนหนึ่ง
แต่ที่สำคัญ คือ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ จริง ๆ
(เคยเขียนไว้แล้ว)

ลองมาฟังบทสนทนาตัวอย่างของแม่ชีทศพรดูนะคะ
ฟังแล้วลองพิจารณาว่า สามารถเป็นจริงได้ไหม?

หากสนใจ เข้าไปชมได้ที่ web
http://www.tumdtv.com/
นะคะ

ขอให้สนุกกับการฟังธรรมนะคะ

คิดแล้วเขียน :)V





วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ถือศีล กินผัก




ช่วงนี้เริ่มเทศกาลถือศีล กินผักกันแล้ว
(18 ต.ค.52 - 26 ต.ค.52)
ช่วงหลัง ๆ มักจะงง ...
เพราะบางคนรับประทานก่อน
เลยไม่ค่อยทราบ จริง ๆ ว่า วันจริงที่ถือเป็นวันไหน
ที่บ้านข้าพเจ้า มักจะเดินทางไปมาเลเซีย - สิงคโปร์
ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งมักจะทำให้คนที่บ้าน
รับประทานเจกันก่อนเวลา (เป็นประจำ)
แต่สำหรับข้าพเจ้ามักถือเอา
วันหาอาหารรับประทานสะดวกเป็นหลัก

อะไรที่เราทำแล้วไม่สะดวก ไม่สบายใจ ก็ไม่อยากทำ
คิดว่าถ้าทำแล้วใจไม่สบาย คงไม่ได้บุญ

ปีนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยเคร่งเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา
รู้สึกเฉย ๆ เพราะรู้สึกว่าอารมณ์ของตน
ในบางครั้งยังไม่ค่อยปกตินัก
(ถ้ายังอยู่ในสังคม ติดต่อผู้คน)
กินผัก แต่ปากด่าคนอื่นนี่ :P
ก็ถือว่าไม่ได้ถือศีล กินเจ อย่างสมบูรณ์
ยิ่งพวกที่มีครอบครัวแล้ว
หากยังร่วมหลับนอนกับคู่ชีวิต
ก็คงไม่ต้องพูดถึงเหมือนกัน อิอิ :)))
(อย่าเป็นพวกเจ แต่สร้างภาพ)

การรับประทานอาหารเจนั้น ข้าพเจ้าถือว่า
เป็นกุศโลบายของคนจีนที่มีประโยชน์
ต่อสุขภาพของเราเอง
ถ้าในร่างกายของเรามีแต่ซากพืช
ไม่มีซากสัตว์ ซึ่งเป็นของเหม็นคาว
(เคยทราบมาว่าเทพเจ้าต่าง ๆ
มักจะเหม็นกลิ่นตัวมนุษย์)
หากเราอยากให้เทพเจ้าคุ้มครองเรา
หรืออยู่ใกล้ ๆ เรา
ก็ต้องกินเนื้อสัตว์ให้น้อย ๆ หน่อย ...

สังเกตจากตัวข้าพเจ้าเอง ช่วงที่กินอาหารไม่ฉุน
แต่ได้กลิ่นอาหารที่คนอื่นรับประทาน มักจะเหม็น
พวกของหมัก ของดอง กระเทียม ฯลฯ
พูดง่าย ๆ ว่าคนไม่กินอาหารพวกนี้
ถ้าได้กลิ่น ก็รู้สึกว่า กลิ่นอาหารฉุนแรงเหมือนกันนะ ...
(ไม่ได้ดัดจริต แต่เป็นจริง ๆ)

ยิ่งช่วงที่ข้าพเจ้าออกเจใหม่ ๆ ห่างจากกินเนื้อสัตว์ไปนาน
เดินเข้าไปในตลาดสด ผ่านร้านเนื้อ ร้านหมู
ร้านปลา กลิ่นพวกนี้คาวมาก ๆ แทบต้องอุดจมูกรีบเดิน
ไม่ทราบว่า คนอื่นที่กินเจ เป็นแบบนี้หรือไม่?

ในตัวเรานี้มีของเสียมากมาย ด้วยอาหารที่รับประทานเข้าไป
ไปหมักหมม ก็เป็นกุศโลบายของคนจีนโบราณ
ที่ได้ทำบุญให้ตนเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น(สัตว์)
ให้เรางดเว้น รับประทานซากสัตว์ สิ่งจะไปเน่าอยู่ในลำไส้
กินเจ สังเกตได้ว่า เวลาถ่ายท้องมา
สีไม่เข้มและกลิ่นไม่ฉุนด้วย ^__^

ด้วยเหตุนี้ คนที่รับประทานเนื้อสัตว์มาก ๆ มักจะเป็นมะเร็ง
การรับประทานผัก งดเนื้อ จะเป็นตัวช่วย
หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกทางหนึ่ง
เพราะโปรตีนที่ได้จากสัตว์ ไม่สามารถกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้
1 ปี เหมือนการ Detox ลำไส้ตนเองสักหนึ่งครั้ง ให้เว้นช่วงไว้
ก็เห็นเป็นการน่าสนับสนุนให้คนทำความดีกันมากขึ้น

คนอื่นเป็นสุข ตัวเราเองก็เป็นสุขด้วย
ผลที่ได้ คนรับประทานเจ ล้วน ๆ ได้ประโยชน์ทั้งนั้น
มีสุขภาพแข็งแรง บางคนน้ำหนักลด
เพราะรับประทานผักเยอะ
(เน้นผัก ไม่เน้นแป้ง)

จะว่าไป ขนาดทำเนื้อสัตว์หลอก ๆ (ที่ทำมาจากแป้ง) เป็นอาหารเจ
กินเข้าไปแล้วยังให้โทษแก่ร่างกายเลย
คือ ทำให้อ้วน ....ขนาดกินเจ ยังหลอกเทพเจ้าได้
กินเจ ต้องเน้นพืชผัก เน้นเต้าหู้ และถั่วจริง ๆ
ไม่ใช่กินแป้ง(แป้งปลอมเป็นเนื้อสัตว์)หลอกเทพเจ้า
ก็ไม่พ้นโทษ คือ ทำให้อ้วนอยู่ดี

มีความสุขกับการกินเจกันนะคะ

คิดแล้วเขียน :PV

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Be myself


การเขียนไดอารี่ หรือการเขียนไดอารี่ออนไลน์ (blog)
เป็นสิ่งที่ช่วยระบายความเครียดให้กับข้าพเจ้าเป็นอย่างดี
ถึงแม้ว่า บางครั้งในชีวิตจริง อาจจะไม่มีเพื่อนสนิทพอ
หรือจับคนมานั่งฟังเราพูดได้
ในเรื่องสิ่งที่ตนเองได้ประสบมาได้

หรืออยากจะนำเสนอสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมออนไลน์
ก็สามารถทำได้ไม่มีขีดจำกัด
เพราะเป็นเรื่องของผู้เขียนเอง
ที่จะเขียนอย่างไรก็ได้ ....

แต่สิ่งที่เราเขียน...หากเป็นเรื่องโกหก
สักวันคนที่เขาอ่านประจำ เขาก็จะจับได้เอง
คนโกหกมักจะมีพิรุธให้จับได้เสมอ
(เรื่องนี้ต้องถามเครื่องจับเท็จของตำรวจได้) ^_^


การเขียน blog หากไม่มีคนที่รู้จักเป็นการส่วนตัวเข้ามาอ่าน
ทำให้เราสามารถเขียนสิ่งที่เราคิดได้อย่างไม่จำกัด
ไม่ต้องกลัวว่าใครอ่านแล้วมาวิพากวิจารณ์ให้ได้ยิน
อย่างมาก คนอ่านอาจจะคิดว่า ยัยนี่
เขียนบ้าบออะไร ...แต่มันก็คือสิทธิส่วนบุคคลของเรา
ปลดปล่อยสิ่งที่เราคิดออกมาได้หมด

ทำให้ใจเราสบายขึ้น ไม่ต้องเก็บกดอารมณ์อะไรไว้
เผลอ ๆ เรื่องที่เราเขียนอาจมีประโยชน์ต่อสังคม
ไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้ามักจะชอบเขียน มากกว่าพูด
(เพราะในชีวิตจริง พูดไม่เคยทันคนอื่นสักที ให้ตายเหอะ
โดนแย่งทุกอย่างหมด 555 :))

จะว่าเก็บกดก็ไม่เชิง แต่พูดไม่ทันที่คนอื่นจะฟังเราจนจบ 555
ก็เลยเป็นคิดแล้วเขียน แทน อิอิ
ใครอยากอ่าน ก็อ่าน ใครไม่อ่าน ก็ไม่ได้ว่าอะไร

แต่ข้าพเจ้าจะเขียนน่ะ ....ก็เพราะอยากเขียน
คิดแล้วเขียนงัย ....^__^
สิ่งที่เราเขียนในแต่ละวัน
เป็นการทบทวนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน
เหตุการณ์ที่เราประสบมา
ทำให้เรารู้จักความคิดของตนเองมากขึ้น
เมื่อย้อนเวลากลับมาอ่านผลงานเขียนของตนเอง
(อาจจะมีวันนั้นบางวัน บางช่วง อิอิ)
แล้วจะนึกไม่ถึงว่า ตอนนั้น ตรูเขียนไปได้งัยหว่า!!!
อารมณ์ประมาณนั้นจริง ๆ ....

บางวันมีเรื่องตลก บางวันมีเรื่องหงุดหงิด
เขียน ๆ ๆ ๆ ....แล้วเราก็จะรู้จักใจเรา รู้จักตัวเรามากขึ้น
เผลอ ๆ มีเพื่อนที่ชอบงานเขียนของเรา
กลายเป็นคู่ชีวิตไปหลายรายก็มีนะ ...

วันนี้ไม่มีอะไรมาก
การเขียน blog ขอเป็นตัวของตัวเอง
ดีที่สุด ...เพราะถ้าเป็นเรื่องแต่ง เรื่องใส่สีตีไข่
สักวันก็ต้องโดนจับได้ ......จริงหรือเท็จ
คนอื่นก็ต้องรู้ ....
แล้วคุณล่ะ มีไดอารี่ออนไลน์ของตัวเองหรือยัง?

Be myself ...

โดย คิดแล้วเขียน :)V

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เคยรู้สึกรำคาญกันบ้างไหม?

เวลาที่เราทำงาน เราก็จะมีสมาธิ จดจ่อกับการทำงาน
แต่ถ้ามีใครเดินผ่านไปผ่านมา คุยข้ามหัวเราไปมา
คนที่นั่งทำงานอยู่ เขาก็ต้องเหลือบตามอง
หรือว่าใครเดินผ่านแล้วมองเรา เราก็รู้สึกได้
ถ้าเป็นลูกค้ามาติดต่อ เราก็ต้องละสายตาจากงาน
เพื่อตอบคำถามให้ลูกค้า ซึ่งวันหนึ่งเรามีงาน
ที่จะต้องทำมากมาย แต่มันคงเสียเวลามาก
หรือเสียความรู้สึกสำหรับไอ้พวกแขกไม่ได้รับเชิญน่ะ

บางคนมันเหมือนแกล้งน่ะ มายืนทำท่าทีจ้องมอง
เหมือนคนไม่ได้รับการอบรม!
(ไม่รู้มาทำไม?)

บางทีนั่งกินข้าวมายืนค้ำศีรษะ
แล้ววันนึง มันเดินไปมา ก็ไม่รู้กี่รอบ!
ทำงานอยู่บอกตรง ๆ ว่ารำคาญมาก ๆ
มันเหมือนตรูมีลูกอายุจะ 50
วิ่งมาหาแม่มันอย่างไรไม่รู้

ไม่รู้หน้าตรู ไปเหมือนแม่มันตรงไหน?
เป็นเด็กก็ไปอย่าง แก่ ๆ แล้วไม่รู้จะพูดบอกอย่างไร

หน้าตาก็ไม่ใช่จะดีเด่!
อีนี่มีเมียก็แล้ว แถมมีกิ๊กอีก
บางคนก็หัวล้านไปครึ่งบ้านแล้ว
ยังไม่เจียมบอดี้เล้ย! ...ไปไถหัวซะเกรียนเหมือนเด็กมัธยม
จำได้ว่า ข้าพเจ้าเองเคยเขียนแซวเพื่อนสมาชิกใน net
ว่าหนุ่ม ๆ ต้องไว้หัวเกรียน จะดูเท่ห์
โห! เหมือนออกมาจากแคตตาล๊อก ลอกกันเปี๋ยบเล้ย!
ถึงรู้บางอ้อ! ว่า net ตรูในเวป ASTV
มีคนอ่าน (หรือแอบให้เพื่อนมันอ่าน)

ถ้าพวกหล่อ ๆ ไว้ผมเกรียน ก็ดูเท่ห์ดีออกนะ
แต่ถ้าพวกที่ชอบ คลำแล้วไม่มีหางน่ะ
เวลาหัวมันโล้นน่ะ ... มันดูไม่ค่อยเหมือนคนซักเท่าไหร่(?)
อันนี้ขอบอกพวกผู้ชายไว้เลย ...

ผู้หญิงหรือผู้ชายบางคน ที่เขาทำงานน่ะ
เขาไม่ค่อยสนใจเพศตรงข้ามสักเท่าไหร่หรอกนะ
(เลิกเดินเร่ขายตัวสักทีเห่อะ!)
ไม่งั้นป่านนี้ ข้าพเจ้ามีผอ สระ อัว
หรือเมีย ไปนานแล้ว
ไม่รอมาจนป่านนี้หรอก
แล้วเลิกสักที....
พฤติกรรมเดินมาดูหน้าแม่มันก่อนกินข้าวน่ะ
เดี๋ยวไม่เห็นหน้า แ-ก ข้าวไม่ลง เข้าส้วมไม่ออก

ข้าพเจ้าชักเหลืออดเต็มที กลัวว่าสักวัน
จะหลุดคำที่แรง ออกมา...เลยเขียนมาระบายใน net ก่อน
เดี๋ยวหลายคน ถ้าไม่รู้ตกใจ! ^__^

คนเราหากทำงานทำการ มีหน้าที่รับผิดชอบ
มันคงไม่มีพฤติกรรมมักง่ายแบบนี้หรอก!
พฤติกรรมของคน มันสามารถบอกอะไรหลาย ๆ อย่าง
ในตัวคนนั้นได้ดีเลยนะ ....

หากเป็นแบบนี้อยู่ อีกไม่นานมันก็คงจะได้เดินสมใจอยาก
เดินวิจัยฝุ่นนอกที่ทำงานงัยล่ะ

คิดแล้วเขียน (ด่าคนบางคน...)

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สังคมสมัยใหม่

สังเกตว่า อะไรก็ตามที่ไม่ปกติ
มักจะมีความรู้สึกแปลก ๆ ตามมา...
บางครั้งก็หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้
แต่รู้สึกได้ ... หลายครั้งที่เคยติดต่อเพื่อน
แล้วเงียบหายไป นานมาก ๆ โผล่มาอีกที
พูดคุยดี เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
เอ้ะ! ยังงัย! มันแปลก ๆ อยู่น๊า!!!...
ใครเคยเป็นแบบนี้บ้าง? ...

อย่างเพื่อนพี่สาวสมัยเรียนหนังสือ
หยุดการติดต่อ หายไปเป็นชาตินึง!
จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ... จู่ ๆ วันนึง
โทรศัพท์มาหา คุยจิ๊จ๊ะ จ๊ะจ๋า ...
ถ้าไม่แปลกก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว
ตกลงเธอมาขายประกัน! ....(พี่นึกแล้วเชียว)

พอดีพี่สาวเธอเป็นคนตรง ...
ก็บอกว่า ให้ช่วยเรื่องอื่นเถอะ
มีบางราย ...หายไปนาน ....
มาอีกที เดือดร้อนขอยืมเงิน
ขอกันตรง ๆ เลยแหะ!

พี่สาวเลยให้ไป ...แล้วก็ไม่คิดทวงด้วย
เพราะรู้ว่า ... ทำบุญมากกว่านี้
เขาเดือดร้อนมา ถ้าไม่จริง
กรรมก็ตกอยู่ที่เขา ....
คนเราเวลาเดือดร้อนแล้วนึกถึงคนอื่น
เป็นคนที่ใช้ไม่ค่อยได้ ...

สมัยนี้ คบคนยากนะ หาคนจริงใจได้ยากเต็มที!
(หรือว่าเราจริงใจเกินไป พูดตรง
เลยไม่มีคนคบ เพราะรับไม่ได้ อิอิ :P)
สังคมซับซ้อน คนมีความรู้
ก็เลยซ่อนอะไร ๆ ได้เนียนขึ้น

ถ้ามองโลกในแง่ร้าย
ก็จะอยู่ในสังคมอย่างไร้ความสุข
แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีเกินไป
ก็ทำให้ชีวิตตนเองสามารถตกอยู่
ในวงล้อมของคนไม่ดีได้ง่ายเช่นกัน
(คนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น)

ทางที่ดี เดินสายกลางดีที่สุด
เวลาล้มจะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก!....

โดย คิดแล้วเขียน :)V
....

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สร้างความมั่งคงให้กับชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง


วันก่อนได้อ่านหนังสือ เทคนิคการใช้เงิน (อีกแล้ว ^_^)
อ่านแต่เรื่องเงิน ๆ พี่สาวบอกว่า
แกอ่าน ฉันก็ไม่เห็นแกรวยขึ้นสักที ....:))

คนเราความชอบไม่เหมือนกัน จะไปนั่งบังคับ
ให้คนอื่น เขาเป็นแบบตัวเองได้อย่างไร
อย่าเอาตัวเอง ไปตัดสินคนอื่น ....

แล้วไปเที่ยวกะเกณฑ์คนอื่น ให้ชอบเหมือนตัวเอง
มันถูกต้องด้วยไหมล่ะ ... ถ้าเป็นเราถูกคนอื่นบังคับ
จะรู้สึกอึดอัดใจขนาดไหน ....ใจเขาใจเรา...
เราไม่ชอบ แล้วจะให้เขาชอบได้อย่างไร?

นาน ๆ ข้าพเจ้าจะทะเลาะกับพี่สักทีนึง
ส่วนมากเรื่องไม่เป็นเรื่อง อิอิ ^_^
แต่พี่มักจะต้องยอมน้องเสมอ

เลยทำให้น้องคนนี้นิสัยเสีย แก้ไม่ได้
ไม่ค่อยยอมคน ....
ก็แล้วแบบนี้ ผู้ชายที่ไหนจะทนข้าพเจ้าได้นานนักเล่า
สมัยนี้ สาว ๆ เยอะจะตาย เดี๋ยวจะเป็นว่า
อีแก่นี่ ไม่สวยแล้วเจือกหยิ่ง ...ว่าแล้วก็ไปหาใหม่ดีกว่า...
น้องเลย ได้อยู่บนคานทองนิเวศน์ เพราะโดนพี่โอ๋
มาตลอดนี่เอง (พี่สาวที่แสนดีเลยโดนทั้งขึ้นทั้งร่อง) ^__^

จะพูดถึงความมั่นคง เลยไปพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้
อ่านหนังสือเลยเอามาบอกต่อ
สำหรับคนที่อยากมีความมั่นคงในชีวิต
สมัยนี้ คนเราอยู่เป็นโสดกันก็เยอะ
เลยจะช่วยบอก Trick ของหนังสือที่ได้อ่านมา

เขา(คนเขียนหนังสืออีกที)บอกว่า
เราควรจะทำประกันรูปแบบต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันสุขภาพ
เป็นการออมความมั่งคงให้กับชีวิตในภายภาคหน้า
และลดความเสี่ยงได้อย่างหนึ่ง

เพราะเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับ
ความคุ้มครองรูปแบบต่าง ๆ กลับคืนมา
ที่สำคัญ การทำประกันชีวิตนำมาหักลดหย่อนภาษีประจำปีได้

เมื่อวันใดที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
เงินที่จ่ายไปโดยที่ครั้งหนึ่ง เคยคิดว่าไม่เกิดประโยชน์
เมื่อถึงตอนนั้นจะกลายเป็นเงินจำนวนน้อยนิด
อย่างน้อย ถึงแม้ว่าเราจะออมเงินไว้ส่วนหนึ่ง

(จากหนังสือ เทคนิคการใช้เงิน อย่างชาญฉลาด ของ พรพรรณ อัจฉริยากุล)

เงินชดเชยที่ได้จากประกัน ก็ยังมาช่วยอีกแรง
เวลาเราล้ม จะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก (ข้าพเจ้าคิดเอง)


สงสัยข้าพเจ้าคงจะเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับ
บทเพลง Que Sera Sera
เลยนำมาเขียนบทความนี้ .... อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ....
เราสามารถลดความเสี่ยงตรงนั้นได้ ด้วยยอมเสียเงินเบี้ยประกัน!
คนไทยมักจะไม่ค่อยยอมทำประกัน คิดว่าเก็บเงินไว้กับตนดีที่สุด
แต่หารู้ไม่ว่า เงินสดที่ออม ถ้าไม่ได้นำมาลงทุน ค่าของเงิน
ก็จะเสื่อมลง ...ทางที่ดีควรเก็บเป็นทอง...หรือนำไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ
เช่น กองทุนรวมแบบเปิด

จะทำให้เงินงอกเงยขึ้นได้ดีกว่า เก็บฝากธนาคารไว้อย่างเดียว

หากใครสนใจ หาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ อ่านเพิ่มเติมได้
บางท่านอาจมีความรู้ดีกว่าข้าพเจ้าก็ได้เสียอีก
ข้าพเจ้าเพียงแค่มาบอกต่อเท่านั้น ...^_^


ตอนนี้ข้าพเจ้าก็ทำประกันชีวิตของธนาคารออมสินไว้
ทำไว้นานแล้ว ได้รับเงินคืนมา 30,000 บาทแล้ว (6 ปี)
3 ปี จ่ายคืน 15,000 บาท ครบ 20 ปี
ถ้าไม่ตายเพราะอุบัติเหตุ ได้รับเงินคืน 200,000 บาท
...ถ้าข้าพเจ้าตายในระหว่างที่ประกัน เงินชดเชยเหล่านี้
ก็ตกแก่บิดา มารดาข้าพเจ้าโดยปริยาย.... ^_^

ใครสนใจศึกษารายละเอียดการทำประกันในรูปแบบต่าง ๆได้
ข้าพเจ้าคิดว่า ทำประกันกับ Bank น่าจะมั่นคงกว่าบริษัททำประกันนะ

โดย คิดแล้วเขียน :)V

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วางแผนท่องเที่ยว













ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนชื้น
ฝนตกเกือบตลอดปี
ข้าพเจ้าชอบอากาศค่อนข้างเย็น
ช่วงปลายปี พฤศจิกายน - ธันวาคม
เป็นฤดูการท่องเที่ยวของไทย
ที่คนไทยนิยมท่องเที่ยวไปทางภาคเหนือกัน
เงินมักจะสะพัดออกจากกระเป๋าหลาย ๆ ท่าน
รวมถึงตัวข้าพเจ้าด้วย อิอิ ^__^

ปีนี้ โชคดีมีโอกาส
ได้ไปเที่ยวกับพ่อและแม่ และอา
ในช่วงวันที่ 5-10 ธ.ค.
ห่างหายจากการท่องเที่ยวต่างประเทศเสียนาน
ไปดูพาสปอร์ต ตั้งแต่ปี Mar. 2007
ตกลงปลายปีนี้ ช่วงวันพ่อ
ก็จะได้ไปเที่ยวกับพ่อซะเลย ^_^

ข้าพเจ้าตื่นเต้น นั่งหาข้อมูลเพื่อท่องเที่ยว
คุนหมิง ตาหลี่ ลี่เจียง (เสียดายไม่ได้ไปแชงกาลีร่าด้วย)
เพื่อท่องเที่ยวให้สนุก ก็ต้องพอทราบ background
ในสิ่งที่เราจะไปเยือนคร่าว ๆ ก่อน
ติดนิสัยจากพี่สาว ที่เวลาจะไปไหนที
ต้องหาหนังสือท่องเที่ยวมาทำความรู้จัก เมืองนั้น เมืองนี้ก่อน
เพื่อเที่ยวให้สนุกนั่นเอง
ยิ่งเห็นภาพของคนที่ไปเที่ยวมาโพสใน อินเทอร์เน็ต
ยิ่งทำให้อยากไป
ถึงแม้ว่า ไปคราวนี้มีผู้ช่วยเงินในกระเป๋าก่อนก็ตาม
(ก็คนมีเครดิตดีนี่เน๊าะ อิอิ)^__^

ตอนนี้ ออกจะลืม ๆ ตัวอักษรจีนไปมากแล้ว
(คืนอาจารย์ไปหมด :)) ก็ต้องยิ่งเตรียมตัว
หาข้อมูลไปบ้าง กลัวหลง อิอิ :P
ยิ่งชอบเดินไปไหนมาไหนคนเดียวเสียด้วย
(ถ้าได้ถ่ายภาพล่ะก็ ลืมกลุ่มไปเลย :))
ตอนนี้ ต้องจับกล้องตัวเดิมไปก่อน
เพราะยังใช้งานได้อยู่ ก็คิดเสียว่า
ไปเที่ยวต่างประเทศครั้งนี้
ก็คือ เงินที่เราคิดจะซื้อกล้องตัวใหม่ก็แล้วกัน

การที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวแต่ละเมือง
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแต่ละเมือง
อยู่ห่างกันมาก การทำทัวร์ต้องนึกถึงเวลา
ที่จะใช้เดินทาง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
และเวลาให้มากที่สุด ไปน้อยวัน
แต่สามารถเก็บรายละเอียดให้มาก
ยิ่งถ้าไปกับคนกลุ่มมาก เราต้องเผื่อเวลาไว้อีก
ไม่ใช่เรื่องง่าย หรือยากเกินไป ถ้าคิดจะทำทัวร์...
เพราะต้องวางแผนการเดินทางให้คุ้มที่สุดนั่นเอง


คิดแล้วเขียน :)V

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฝูงบินผาดแผลง Thunderbirds


วันนี้ช่วงบ่าย มีโอกาสไต่ดาดฟ้าที่ทำงาน (อยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง)
ขึ้นไปดูการฝึกซ้อมใหญ่ของฝูงบินผาดแผลงของสหรัฐอเมริกา
ที่จะมาแสดงให้ชมในวันเสาร์ที่ 10 ต.ค.52 นี้ที่สนามบินกองทัพอากาศดอนเมือง
มีโอกาสเห็นค่อนข้างชัด

ปกติก็ไม่ใช่สุนัขมองเครื่องบิน :))
ได้ยินเครื่องบิน F16 มานานแล้ว
ไม่ได้สนใจเท่าใดนัก รู้แต่ว่าใครขับเครื่องบินชนิดนี้
เป็นคนเก่ง แล้วเท่ห์ (มั้ง! :)))

ด้วยความที่มีพี่ชายลูกอา
เป็นนักบินขับเครื่องบินนี้
เลยอยากเห็นใกล้ ๆ
จึงไต่ดาดฟ้าไปดูกับเพื่อน ๆ

ถ้าได้ไปชมที่สนามบิน คงจะสวยกว่านี้
แต่วันนี้ที่ได้เห็น เครื่องบินควงหมุน และบินเกาะกลุ่ม
ดูแล้วสวยดีเหมือนกัน แต่เสียงดังมากกกกกก
เหมือนเสียงสายฟ้าจริง ๆ

เพื่อนสาวใหญ่ กรี๊ดกันใหญ่! (กรี๊ดนักบิน)
ข้าพเจ้าขำคนกรี๊ดมากกว่า ^_^
ไม่รู้กรี๊ดทำไมให้ตื่นเต้นเล่น เหมือนเด็ก ๆ :))

ด้วยความที่เคยแต่ดูภาพยนตร์ฝรั่ง
เรื่อง Top gun ตอนนั้นข้าพเจ้ายังรุ่น ๆ
วันนี้เห็นของจริงก็รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

โดย คิดแล้วเขียน :)V

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รายการวู้ดดี้ สัมภาษณ์ท่าน ว.วชิระเมธี

หากใครพลาดโอกาสชมรายการวู้ดดี้ สัมภาษณ์ท่าน ว.วชิระเมธี
วันนี้ข้าพเจ้านำมาให้ชมแบบเต็ม ๆ
ฟังแล้วได้ข้อคิดที่ดี
เผื่อว่า ศาสนาพุทธ จะได้มีผู้สนใจใฝ่ธรรมะมากขึ้น
มิใช่แต่แค่ทำบุญ ใส่ซอง เพื่อสร้าง โบถส์ วิหาร ศาลาวัด
หรือคิดแต่จะสร้างวัตถุมงคลอย่างเดียว
แต่ไม่ได้สร้างจิตใจของตนให้เหมือนที่พระท่านเทศน์เลย


วู้ดดี้ ตั้งคำถามได้ตรงใจข้าพเจ้าในสิ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยเหมือนกัน
และหลายข้อ ที่ฟังพระท่านตอบแล้ว ตรงกับที่ข้าพเจ้าคิด
ข้าพเจ้าได้แสงสว่างแห่งปัญญามากขึ้น
เลยอดไม่ได้ที่จะนำมาลง blog ^_^




ตอน 1/4


ตอน 2/4


ตอน 3/4



ตอน 4/4

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ความโกรธ



























เมื่อเช้าวันเสาร์เดินทางไปโคราชกับพี่สาว
ไปดูสถานที่สอนนั่งวิปัสสนากรรมฐาน
ที่พี่สาวเคยไปปฏิบัติธรรมมา

ข้าพเจ้ายอมไปเพราะอยากรู้เหมือนกันว่า
เขาทำอะไรยังงัยเกี่ยวกับการเข้าไปปฏิบัติธรรม ...เพราะไม่เคยไปที่สำนักไหนเลย
ไปครั้งนี้ ไปเช้าเย็นกลับ...
พอดีพี่สาวไปทำธุระ เลยพาข้าพเจ้าไปฝากกับอาจารย์ที่เคยสอนพี่สาวด้วย...

ตอนเข้าไปช่วงแรก ๆ ก็เห็นพวกคนที่มาปฏิบัติธรรมนั่งจับกันเป็นกลุ่ม พี่สาวบอกว่าวันนี้ปฏิบัติเป็นวันที่ 3 มีการสอบอารมณ์กัน พูดง่าย ๆ ว่า แต่ละคนนั่งแล้วเห็นอะไรบ้าง ถ้ามีอาการแบบนี้ จะแก้อย่างไร...

ที่บ้านปฏิบัติธรรมเงียบครึ้มเต็มไปด้วยต้นไม้ ข้าพเจ้ารู้สึกแปลก ๆ อย่างแรกคือ
กลัวเป็นแบบวัดพระธรรมกาย กลัวว่าเข้าไปแล้วเป็นลัทธิใด ลัทธิหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สำนักชี หรือสำนักสงฆ์ สอนด้วยผู้ปฏิบัติธรรม มีพี่เลี้ยงนำอาหารมาต้อนรับ ...ข้าพเจ้าบอกตรง ๆ ว่าไม่กล้าหยิบกินด้วย ....
แปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ นั่งรออาจารย์สอบอารมณ์ของผู้ปฏิบัติให้เสร็จก่อน

ข้าพเจ้าบอกกับพี่สาวว่า หากข้าพเจ้ามาปฏิบัติจริง
คงได้นั่งหลับเป็นแน่ เพราะรู้สึกง่วงตลอดเวลาเลย ขนาดนั่งเฉย ๆ นะ รู้สึกมึน ๆ
อีกอย่างพี่เลี้ยงที่นำขนมมาให้ ดูนัยต์ตาเขาแปลก ๆ เหมือนเป็นต้อ ...ตาขุ่น ๆ ไม่ใส
...เหมือนคนง่วงนอนก็ไม่เชิง ....ในใจข้าพเจ้าก็คิดว่า คนที่มาปฏิบัติแบบนี้
ต้องเป็นคนที่มีทุกข์เพื่อหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ....ถ้าเจอผู้ที่เป็นกัลยาณมิตร
สอนให้ไม่หวังสิ่งใด ๆ ก็คงจะดี .... แม่กับพี่สาวไปวันแรก ๆ มีอาการท้องเสียบ้าง
อยากจะอาเจียนบ้าง แล้วแต่ว่าจะมีอาการอย่างไร (สงสัยอาหารที่รับประทานด้วย)

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อว่า ความรู้สึกครั้งแรก มักจะถูกต้องเสมอ!
การที่ข้าพเจ้าไม่หยิบขนมรับประทาน เพราะเกรงว่าจะใส่ยาสั่งไว้
ตอนหลังเลยลองหยิบมาชิ้นหนึ่ง ปรากฎว่า พอกัดขนมคำแรก
ชิ้นนั้นมีเส้นผมยาวของผู้หญิงออกมา ซึ่งตอนแรกที่หยิบไม่เห็นมีอะไร
ข้าพเจ้ารีบคายทิ้งทันที ....และไม่กินต่อ....
พี่สาวเห็นก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่ได้กิน

ข้าพเจ้าไม่อยากจะลบหลู่สถานที่ เลยไม่กล้าถ่ายภาพมาให้ชม
เพียงแต่ยังไม่แน่ใจอะไรหลาย ๆ อย่างสถานที่แห่งนี้
และข้าพเจ้าคิดว่า อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะไปนั่งวิปัสสนา
แล้วปล่อยให้งานกองเต็มโต๊ะ ....

ทำอะไร ต้องทำด้วยใจ หากไม่ทำด้วยใจแล้ว
ย่อมประสบความสำเร็จยาก
แต่ข้าพเจ้าก็นับถือในความสามารถของอาจารย์ที่พี่สาว
(ฝากข้าพเจ้าไว้)
ที่รู้สาเหตุว่า ทำไมข้าพเจ้าถึงไม่ประสบผลสำเร็จในการสอบ
ที่มหาวิทยาลัยเก่า

เขาบอกว่า ให้ข้าพเจ้าลบโปรแกรม
ไม่ดีในจิตใจทิ้งให้หมด
เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่ศรัทธาในอาจารย์ผู้สอน
พูดง่าย ๆ ว่าเคืองกับระบบการสอนแบบนี้มาก ....
ซึ่งอาจจะส่งผลให้ข้าพเจ้าไม่ประสบผลสำเร็จ
ดังที่แม่ หรือใคร ๆ อยากให้เป็น ....

ก็อยากจะเตือนน้อง ๆ นักศึกษาที่กำลังศึกษาอะไรก็ตาม
หากใจเราไม่รักในสิ่งนั้น ไม่อยากทำในสิ่งนั้น
ย่อมประสบผลสำเร็จในสิ่งนั้นได้ยาก ....
ก็คงจะจริงอย่างที่อาจารย์ของพี่สาวบอก

หากเราไม่ศรัทธา ไม่อยากนับถือ
แต่เราต้องไปคลุกคลี
เอาวิชาความรู้จากสถานที่ หรือคนผู้นั้น
ก็คงจะเป็นไปด้วยดี นั้นยากตามหลัก เหตุและผล....

ยิ่งความโกรธ ความแค้น ความชิงชัง
หากมันฝังแน่น มันเป็นเรื่องลำบากเหมือนกันนะ
ที่เราจะต้องยอมรับว่า
เราต้องให้อภัยตนเองให้ได้
และขออโหสิกรรมกับสิ่งที่เราได้ทำพลาดลงไป

ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
หลักธรรมของพระพุทธเจ้านั้น
ใช้กับเราได้เกือบทุกเรื่อง
โปรแกรมใจ เบื้องต้น ป้อนให้ถูก นั้นสำคัญมาก
เพราะมันจะเป็นแรงส่งให้เราประสบความสำเร็จได้

แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าชักไม่มั่นใจ หรือเชื่อใจ
ในสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้
แล้วแบบนี้ ข้าพเจ้าจะได้วิชาความรู้ที่ดี
ติดตัวมาด้วยหรอกหรือ?


โดย คิดแล้วเขียน V:)

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วันออกพรรษา

เข้าพรรษามา 3 เดือนแล้วหรือนี่!
บางคนยังใช้หนี้ไม่หมดเลย 555
จะได้โอกาสสร้างหนี้ต่ออีกแล้วหรือ? อิอิ ^_^

เพราะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในประเทศไทย
ที่อากาศสบายที่สุด กระเป๋าก็สบายเหมือนกัน
เพราะมันจะเบาขึ้น (เงินหนีไปเที่ยว อิอิ) ^__^

เดี๋ยวช่วงนี้ ข้าพเจ้าต้องเตรียมตัว เพราะวันเสาร์ต้อง
ไปดูสถานที่ เพื่อเตรียมปลงผม (เอ้ย! ไม่ใช่)
ปลงกิเลส ที่สถานปฏิบัติธรรมกับพี่สาวที่โคราชแล้ว
ก็แปลกใจว่า แค่ไปดูสถานที่ ทำไมต้องชวนเราด้วย

คงอยากจะให้เราเห็นสถานที่ ที่เราจะไปอยู่นั่นแหล่ะ
เพราะถือศีลหลายวันเหมือนกัน
พี่สาวกลัวขายหน้ามั้ง เพราะเคยได้ยินว่า
บางคนทนอยู่ได้แค่ไม่กี่คืน
เพราะทนวันแรก ๆ ไม่ค่อยได้ เดินจงกลมตลอด
(ยุบหนอ พองหนอ)
คงจะไม่ชิน เพราะไม่มีความอดทนพอ
เดี๋ยวถ้าไปมาคงต้องถ่ายรูปเก็บมาบรรยายใน net ต่อ

การจะบวช หรือถือศีล หรือทำบุญต้องอยู่ที่ใจ
ถ้าอยากจะทำ ก็ทำเอง
เรื่องบุญไปเที่ยวบังคับ เรี่ยไรคนอื่น
บางทีคนที่ชวนนั้นเป็นบาปด้วยเหมือนกัน
เหมือนไปสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้แก่คนอื่น

ถ้าเขาอยากทำ เขาก็คงทำเอง
บางคนโดนชวน ถ้าไม่ทำ ก็กลัวเสียหน้า ...แทนที่จะได้บุญเต็มที่
กลับไปสร้างบาป เป็นนายเวรให้ชาวบ้านเขาด่าลับหลังอีก!

บางทีคนที่ถูกชวนเขามีภาระต้องใช้เงิน
ก็เท่ากับเราสร้างบาปในใจคนอื่นด้วยเหมือนกัน
สมัยนี้ เราสามารถทำบุญได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องยึดติด
ใส่เงินสร้างวัด นั่นนี่ ทุกปี! เศรษฐกิจแบบนี้
ไปเที่ยวไล่แจกซอง แทนที่จะได้บุญ กลับได้บาปมากขึ้น
ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือธรรมะมา เราสามารถทำบุญได้หลายรูปแบบ
อย่ายึดติดกับรูปแบบเดียว ...

ตอนนี้ข้าพเจ้าเลยเขียนข้อความแป่ะโต๊ะทำงานไว้เลย
งดบริจาคส่วนบุญ อยากได้ให้ตามไปเอาที่วัดเอง
เลยกลับกลายคนที่แจกซอง
หรือชวนคนอื่นให้เป็นกรรมการร่วม
เหมือนเปรต มาขอส่วนบุญคนอื่นให้เขาช่วยทำบุญน่ะ
(พูดแรงไปปล่าวหว่า!! แต่จริง ๆ นะ คิดดูดี ๆ ซิ)
ขนาดวันก่อนไปร่วมพิธีบรวงสรวง ร.๕ ที่ทำงาน

แค่พราหมณ์สวดมนต์เสร็จ ธูปยังไม่หมดดอกเลย
ต่างคนต่างจะแย่งของที่เขาทำพิธีบรวงสรวงกัน
ดูแล้ว เหมือนเปรตจริง ๆ ...(ขอส่วนบุญ)
ขนาดทำบุญ ยังแย่งกัน ...อะไรจะขนาดนั้น!...

การบังคับคนอื่นให้ทำนั่น ทำนี่
อยู่บ้านก็เจอคนที่บ้านมาเยอะแล้ว
ยั้งมาเจอคนที่ทำงานอีก แล้วแบบนี้ไม่ให้มีน้ำโหได้งัย!
เป็น(แม่ตรู)ตั้งแต่เมื่อไร มาสั่ง! ....แค่เพื่อนนะย๊ะ
ไม่ใช่เจ้านาย เจ้านายบอกบางทีข้าพเจ้ายังไม่ทำเล้ย! อิอิ :)))

ชอบขัดกับเพื่อนข้าง ๆ ที่เป็นเจ้าแม่ทำบุญประจำ!
เหมือนฉันรู้เรื่องนี้ดีกว่าคนอื่น ...ประมาณนั้นฯ

ว่าแล้วต้องไปเตรียมตัวก่อน ....

โดย คิดแล้วเขียน V:)

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

เงิน เงิน เงิน

ตอนเด็ก ๆ ข้าพเจ้า
มักชอบดูภาพยนตร์กับพี่เลี้ยง
ซึ่งอายุห่างจากข้าพเจ้าเพียงไม่กี่ปี
ด้วยความที่พ่อกับแม่
นำข้าพเจ้ากับพี่มาฝากป้ากับอาให้เรียนหนังสือ

ด้วยความที่อยู่ไกล ไม่มีคนซักเสื้อผ้าให้
เพราะยังเด็กมาก เลยต้องจ้างพี่เลี้ยงให้มาช่วยดูแล
ช่วยซักเสื้อผ้า และทำงานบ้านแทนให้
สมัยก่อนยังไม่มีเครื่องซักผ้า ถ้ามีก็คงจะราคาแพงมาก
จ้างพี่เลี้ยงคนอีสาน ราคาไม่แพงเท่าไรมั้ง

พี่เลี้ยงเลยคล้ายเป็นเพื่อนเล่นของข้าพเจ้าในตัวด้วย
ข้าพเจ้าเลยรับประทานส้มตำเป็น
และฟังภาษาอีสานพอได้ อิอิ :))
เพราะทหารเกณฑ์ กับพี่เลี้ยง เป็นคนอีสาน
ภาคเดียวกัน คุยกันก็เว่ากันมันส์ไปเลย ^__^

ส่วนเรื่องภาพยนตร์สมัยก่อน
มักจะชอบออกแนวหนังเพลง ไม่รู้เป็นไรเหมือนกัน

สงสัยจะติดจากยาย ที่ชอบพาดูหนังแขกตามโรงตอนเล็ก ๆ ^__^
ดีที่ว่าหนังไทย ถึงจะเป็นหนังเพลง แต่ก็ไม่มีบทพระเอกนางเอก
วิ่งไล่กันเกาะตามต้นไม้จนเหนื่อย 555
ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่จำได้ คือเรื่อง เงิน เงิน เงิน
มีเพลงประกอบที่ฟังแล้วให้ข้อคิดดีนะ

"เงิน เท่านั้นเสกสรรค์ให้เราได้สบายทุกคนเป็นใหญ่ได้ด้วยเงิน...


เงิน เงิน เงิน ผู้คนบูชา
มีเงินเงินพาอุราป่วนปั่น
ยามเฮงเรารวยยามซวยบุกบั่น
ต่างกัดฟัน หาเงินกันไป
คนชอบเราก็เพราะเงิน
เพราะเงินเป็นสิ่งที่ต้องใจ
เงินนั้นคือสื่อสายใย
หัวเราะร้องไห้ได้ด้วยเงิน
เหล็กที่แข็งเราง้างด้วยเงินอ่อนทันใด
ร้อนเงินพาร้อนใจ
ขวนขวายเท่าไรไม่พอ
เงิน เงิน เงิน"

มีอยู่ช่วงนึง ที่ข้าพเจ้าฮิต ซื้อตำราเกี่ยว ๆ เงิน ๆ ทอง ๆ มาอ่าน
พ่อพูดว่า ไปซื้อมาอ่านทำไมให้เสียเงินเสียทอง
สมัยก่อนไม่เห็นต้องอ่านเลย เขาก็รวยกันได้
ก็อย่าใช้มากกว่า เงินที่หาได้ซิ มีเงินอยู่ 1 บาท
แต่ใช้ 2 บาท แล้วมันจะรวยได้อย่างไร
หลักง่าย ๆ แค่นี้ ต้องไปซื้อมาอ่านไม่เห็นจะเข้าท่าเลย ….ฯลฯ
แล้วพ่อก็บ่นข้าพเจ้ากระป่อด กระแป่ด ไปตามประสาคนสูงวัย ^_^
แต่ก็จริงอย่างที่ท่านพูดนั่นแหล่ะ!

พ่อข้าพเจ้าค่อนข้างเป็นคนประหยัด
ยิ่งสูงวัยขึ้น ท่านยิ่งประหยัดในการใช้จ่ายมากขึ้น
ลูก ๆ ให้เงินใช้ ก็ไม่ค่อยจะใช้ เก็บลูกเดียว
บ่นว่าเสียดายเงิน เวลาไม่มี จะไปบากหน้า
ยืมใครเขาได้ล่ะ พี่น้อง ก็พี่น้องเห่อะ!
เงินทอง ไม่พี่น้องด้วยหรอกนะ
เราต้องยืนด้วยตัวเอง รู้จักใช้จ่าย
ยิ่งถ้าพี่น้อง ต่างไปมีครอบครัวของตัวเองแล้ว

เขาก็คงช่วยเหลือเราไม่ได้มากนักหรอกนะ
เพราะต่างคนก็ต่างมีภาระของตนทั้งนั้น
ท่านมักเตือนข้าพเจ้าบ่อย ๆ คงเห็นว่า
ข้าพเจ้าชอบยืมตังค์พี่สาวได้กระมัง ^_^


ยิ่งพ่อเห็นลูกใช้เงินหมดเปลืองไปกับสิ่งไม่จำเป็น
ก็อดตำหนิไม่ได้
คนแก่ก็เป็นห่วงลูก ๆ หลาน ๆ แบบนี้นี่แหล่ะ
ท่านมักจะบอกว่า มีเงิน มีทอง ก็เก็บ ๆ รองรังไว้บ้าง
เผื่อฉุกเฉิน เวลาเจ็บป่วยบ้างนะ….

เอ้! แล้วแบบนี้ เราจะไปเที่ยวได้หรือนี่
คงสนุกตายล่ะ หึ หึ หึ

ว่าจะพูดเรื่องเงิน ๆ แต่ไฉนไปลงที่เจ็บป่วยได้ล่ะเนี่ยะ!
ก็เงินสำรองงัย! (หาเรื่องจบจนได้แหล่ะน่า)
คิด คิด เลยคิดหนัก หนัก
ไม่ค่อยเบาเลยอ่ะจิ
^__^

โดย คิดแล้วเขียน V:)

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

ทางเลือก

ในชีวิตประจำวัน ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ
ว่าจะเลือกเส้นเดินทางไหน
อย่างบางครั้ง เราสามารถกลับบ้านได้หลายเส้นทาง
ก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง
บางวันก็เบื่อ จะหนีไอ้พวกหมาเฝ้าประตู
(ผลัดกันเฝ้า เช้า กลางวัน และเย็น)
ก็ต้องทุลักทุเล รีบกลับกับเพื่อน
ชีวิตนี้ เกิดมาสวย(ยังไม่เสร็จ)
ก็เลยซวยแบบนี้นี่เอง 555 :P

ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังสับสนวุ่นวายชีวิตเป็นอย่างยิ่ง
ระหว่างจะไปปฏิบัติธรรมช่วง 12 พ.ย.-19 พ.ย.52 นี้กับแม่
และช่วงธันวาคม ที่บ้านจะไปเที่ยวคุนหมิง ตาหลี่ หลีเจียงกัน
เห็นเขาบอกว่าสวย (ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะไปด้วยอ่ะจิ)
เราก็พักเที่ยวมานานแล้วเหมือนกันนะ อยากไปทั้ง 2 แห่งเลย
แต่ลาหยุดบ่อย ๆ เจ้านายคงเขม่นหน้าดู
อีกอย่างต้องใช้ตังค์เยอะ
ถ้ามีสปอร์เซอร์ออกให้ก่อนก็ดีอ่ะดิ อิอิ :))
(แต่ดูแล้วเศรษฐกิจแบบนี้
คงไม่มีใครเซ่อมาช่วยออกหรอก 555 ท่าจะยาก!)

คิดแล้วปวดหัว ตัดสินใจไม่ได้สักอย่าง
ไปทำอย่างอื่นดีกว่า แล้วค่อยว่ากันใหม่
สงสัยไม่ได้ไปทั้ง 2 ทางแน่เลย
หวังอะไรไม่เคยได้อย่างใจเล้ย!
มีอุปสรรคตลอด ให้ตายเห่อะ!
งั้นก็ไม่ต้องคิด และไม่ต้องหวัง

ถ้าจะได้ไปมันก็คงได้ไปเองนั่นแหล่ะ
คิดแล้วปวดสมอง อย่าคิดดีกว่า
(เดี๋ยวผมร่วง :P)

สงสัยคืนก่อนฝันว่า ลืมกระเป๋าเงินวางไว้
ทำเงินหมื่นหาย (ตื่นมายังรู้สึกเสียดายอยู่เลย)
เอ้! จะเป็นลางบอกเหตุให้เราเสียเงินหรือเปล่านะ?

ปล. จุ๊ ๆ เงียบไว้ เดี๋ยวคอยดูนะว่า
จะมีพวกอยากจัดโปรแกรมไปคุนหมิงบ้าง ไม่เชื่อคอยดูดิ!

โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

การเรียนรู้จากประสบการณ์ย่อมดีกว่า "ตำรา"

หลายบริษัทฯ ต้องการพนักงานที่เคยผ่านงาน
หรือมีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ มาแล้วไม่น้อยกว่ากี่ปี ๆ ก็ว่าไป
ผู้ที่เปลี่ยนงานใหม่ ในสายตาของคนไทย
มองว่าเป็นเรื่องไม่ดี อาจหมายถึงว่า คนที่เปลี่ยนงานบ่อย
คือคนที่มักทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ หรือ????? มากมาย

แต่ในสายตาและความคิดของข้าพเจ้าคิดว่า
การเรียนแต่ตำราอย่างเดียวบางทีอาจทำให้ไม่เห็นภาพ
เมื่อเจอปัญหาจริง ๆ ตำราที่เขียน ๆ ไว้อาจใช้ไม่ได้
หรือใช้ได้ไม่ทันเหตุการณ์ต่าง ๆ

สมัยนี้คนส่วนมากแห่ไปเรียนกันสูง ๆ
ความรู้ก็จากตำราเดียวกัน สถาบันเดียวกัน
แต่สิ่งที่จะทำให้คนแตกต่างจากคนอื่นได้
นั่นคือ ตัวประสบการณ์นี่เอง (ชั่วโมงบิน)

บางคนจบนอก จบด๊อกเตอร์ แต่สอนงานคนอื่นไม่ได้
เพราะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องเพราะ Ego สูง
พี่สาวข้าพเจ้าก็เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเหมือนกัน
เพราะคิดว่าตนเอง มีความรู้เยอะกว่าชาวบ้าน
ไม่รับฟังความคิดเห็นคนอื่น
จริง ๆ แล้ว เวลาพูด บอกกล่าวนั้นง่ายมาก
แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากยิ่ง
หากไม่ได้ทำงาน หรือสัมผัสงานเองก็มักจะไม่เจอปัญหาหรอก

ก็เหมือนช่างเทคนิค
ที่เรียนมาน้อยแต่มีประสบการณ์ในด้านการทำงานสูง
เวลาเจอปัญหาในการทำงาน เขาสามารถแก้ไขได้ดีกว่า
เจ้านายบางคนที่ไม่ได้ไต่ระดับขึ้นมา พอจบมาปุ๊ป
ได้ตำแหน่งใหญ่โตเลย ...พวกนี้มักจะแก้ไขปัญหาไม่ค่อยได้

พี่สาวเคยคุยเรื่องนี้กับข้าพเจ้า
ว่าเห็นเด็กสมัยนี้ขยันเรียนเพิ่มเติมกันเข้าไป
แต่เวลาไปทำงานทีไร โทร.มาปรึกษา
ปัญหากับพี่สาวข้าพเจ้าบ่อย ๆ
คือ เรียนแต่ในตำราอย่างเดียว
สังคมภายนอกไม่รู้
เวลาไปเจอปัญหาแก้ไม่ได้
ยิ่งทำงานกับคนต่างชาติ
วัฒนธรรมของเขาไม่เหมือนกับของคนไทย
ยิ่งมีข้อจุกจิกมากมาย
สรุปแล้วว่า บางคนเรียนตามเพื่อน
จบออกมาแล้วไม่ได้ใช้วิชาชีพที่เรียนมา
นำมาใช้ประโยชน์ให้สูงสุด

ข้าพเจ้านำนิทานธรรมะมานำเสนอ
ลองอ่านดูเล่น ๆ เพื่อให้ข้อคิด
สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ที่คิดว่ารู้
คิดว่าเจ๋งกว่าคนอื่นนั้น เป็นอย่างไร?

เรามักจะได้ยินใครต่อใครพูดเสมอว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เมื่่อเกิดมาแล้ว เลือกทางเดินชีวิตได้ มีบางคนเลือกไม่ได้เพราะมัันเป็น "กรรมลิขิต" คำว่า "กรรม" แปลว่า การกระทำรวมไปถึงกรรมในอดีตที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการกระทำในปัจจุบันนี้ด้วย มีบางชีวิตที่ยังไม่พบคำตอบให้กับตัวเองว่า "เกิดมาทำไม !"

เรื่องของชายหนุ่มที่จะเล่าต่อไปนี้ อาชีพที่เขากำลังทำอยู่คงไม่ใช่เพราะความต้องการ แต่เป็นเพราะความจำเป็นบังคับให้เขาต้องทำ เขามีอาชีพแจวเรือจ้าง นับแต่เช้าจรดเย็นต้องกรำแดด กรำฝน ต้องเหน็ดเหนื่อยที่จะต้องรับผู้โดยสารจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น... จนกว่าจะหมดเวลาของแต่ละวัน ขณะนี้มันเป็นเวลาจวนจะพลบค่ำ ดวงตะวันกำลังจะลับเหลี่ยมฟ้าทางทิศพายัพ

มีชายร่างสมาร์ทแต่งตัวภูมิฐานผูกเนคไท เดินตรงมาแล้วบอกว่าเจ้าของเรือว่าจะข้ามไปทำธุระ เด็กหนุ่มเจ้าของเรือกล่าวต้อนรับให้ลงนั่งไปในเรือ เขารีบจ้ำรีบพายเรือด้วยความชำนาญ แขกผู้มาเยือนเริ่มเปิดบทสนทนา

"เฮ้ย! เอ็งนี่ ต้องทำงานหนักน่าเห็นใจนะ แสดงว่าเอ็งนี่เรียนน้อยด้อยการศึกษา จึงต้องพาตัวลำบาก คนที่ไม่ได้รับการศึกษาก็เท่ากับตายไปแล้วครึ่งตัว..."

"ครับ ครอบครัวผมยากจน พ่อไม่มีเงินส่งเรียน ผมจึงต้องยอมลำบาก แต่มันเป็นอาชีพสุจริต ที่ผมพอใจ"

"เอ็งรู้มั๊ย... ข้านี่ด๊อกเตอร์ เว้ย"

พูดสนทนากันเพียงชั่วครู่ ลมเริ่มกรรโชกแรง ฝนเริ่มเทลงมา เรือทำท่าจะล่ม มองดูด๊อกเตอร์หน้าจืด...

"เฮ้ย ! เรือเอ็ง จะล่มหรือเปล่าว๊ะ"
"ไม่แน่ครับ อาจจะล่มก็ได้ ท่านด๊อกเตอร์ว่ายน้ำเป็นหรือเปล่าล่ะ"
"ไม่เป็น ไม่เป็น โว้ย"
"เมื่อครู่นี้ ท่านบอกกับผมว่า คนเรียนน้อยก็เท่ากับตายไปแล้วครึ่งตัว แต่ท่านนั้นแหละ กำลังจะตายทั้งตัว..."

ด๊อกเตอร์ทั้งเจ็บ ทั้งอายที่ถูกเด็กมันหยาม ครู่ต่อมา... เรือล่ม จมหายไปกับสายน้ำ.....
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือพาด๊อกเตอร์เข้าฝั่่งได้อย่างทุกลักทุเล

คติธรรม : "มีความรู้ หรือจะสู้ ผู้มีคุณธรรม"

เก็บมาจาก
หนังสือนิทานธรรมะ ชนะความเครียด(อินเทอร์เน็ต)

-----------------------------------------------------------
สมัยนี้คนมีเงิน ก็ขยันเรียนกันเข้าไป
แต่จริง ๆ แล้วเรียนกันไป
แล้วสามารถนำความรู้ที่เรียนมานั้น
เป็นประโยชน์แก่คนอื่นได้หรือเปล่า?

ด๊อกเตอร์ในบ้านเราเลยเกลื่อนเมือง
แต่ถ้าให้ทำงานแล้ว ทำไม่เป็น
จึงมักมีเห็นอยู่บ่อย ๆ (ดีแต่เปลือก)
ระหว่างคนที่ความรู้น้อยด้อยปัญญา
แต่แก้ไขปัญหาได้
กับคนความรู้มากแต่เอาตัวไม่ค่อยรอด
แบบไหนจะดูดีกว่ากันล่ะเนี่ยะ!

เพราะฉะนัั้น อย่าได้ไปดูถูกคนอื่น
ว่ามีความรู้ด้อยกว่าตน
เพราะยังมีสิ่งอื่น ๆ ในโลกนี้อีกมากมาย
ที่หลาย ๆ คนอาจยังไม่รู้

คนที่คิดว่ารู้แล้ว อาจยังไม่รู้ก็ได้

โดย คิดแล้วเขียน V:)

มองรอบด้านผ่านวิกฤติ : ว.วชิระเมธี

หลายวันก่อนข้าพเจ้าเจอหนังสือธรรมะเล่มใหม่
เรื่อง "การเดินทางของความคิด 1 "
(เข้าใจว่าอาจมีเล่มต่อ)
เป็นการถกสัจธรรมชีวิตกับนักคิดผู้มีชีวิตชัดเจน
จากสถานีวิทยุอสมท. FM 96.5 คลื่นความคิด

เลยซื้อเก็บไว้อ่าน 1 เล่ม
และซื้อให้พี่ที่รู้จักอีก 1 เล่ม
วันนี้ขอยกตัวอย่างบทความที่สุดฮิต
สำหรับวัยรุ่นบางคน ที่อกหัก รักคุด ตกงาน ^__^

เราควรมีหลักยึดอย่างไร เมื่อกำลังจะถูกทิ้งทั้งจากความรักและการงาน?

ความคิดเดินทาง ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ให้แนวคิดกับเรื่องนี้ว่า

คนที่ถูกทิ้งมีอยู่ 2 ประเภท

1. มีคุณสมบัติพอที่เขาจะทิ้ง
คือ คนในบริษัท หรือคนที่คบกันอยู่
ไม่ใช่จะทิ้งกันง่าย ๆ จะถูกทิ้ง
มันต้องมีที่มาที่ไปพอสมควร
เขาไม่ทิ้งคนอื่นแล้วเขามาทิ้งเรา
ก็แสดงว่าคุณสมบัติเข้าขั้น

2. ได้รับความอยุติธรรม เขาจึงทิ้ง
คือฉันไม่ได้แย่หรอก แต่ถูกกลั่นแกล้ง
หรือว่าบริษัทอาจจะไปไม่รอด ก็เลยตัดสินใจ
สละเรือ อาตมาก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดจึงถูกทิ้ง
ที่วัดป่าของอาตมา
อาตมาเดินมาแล้วสังเกตดูต้นมะกอกสูงชะลูดขึ้นไปไม่เหลือใบเลย
เห็นลูกมะกอกเต็มต้นไปหมด อาตมาก็คิดว่า
ทำไมมันสลัดใบ ก็เพราะจะเข้าหน้าแล้ง
จะต้องยอมทิ้งบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้อยู่รอด

ในชีวิตของเรามีการได้ มีการเสีย
มีการรับ มีการทิ้งอยู่ในชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
เราทิ้งบางสิ่งบางอย่างไป ไม่ได้หมายความว่า
เราต้องแย่ไปด้วย
บางทีใบไม้ที่ยอดปลิดตัวเองทิ้งขั้วลงไป
ทิ้งจมอยู่ใต้ต้นไม้ ก็เพื่อที่จะเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้
การที่เราทิ้งไป บางครั้งทำให้เราได้เจอสิ่งที่ดี
ไม่ได้หมายความว่า ทิ้งไปแล้วไปเจอสิ่งที่เลว

อาตมาเคยรู้จักดาราคนหนึ่ง ตอนนี้ยังโลดแล่นแสดงหนัง
แล้วก็มีชื่อเสียงในระดับที่เรียกว่า ดาวค้างฟ้า
วันหนึ่งก็มาหาอาตมา แล้วก็เล่าชีวิตให้ฟังว่า

ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้กำกับใหญ่ทิ้ง ทั้ง ๆ ที่เรียกไปคุยก่อนใครเพื่อน
ว่าให้เล่นหนังใหญ่ กลับมาบ้านร้องไห้ 3 คืน ไป ๆ มา ๆ
โชคดีได้เล่นหนังที่ไม่ได้ใหญ่หรอก แต่ว่าเงินดีกว่าเดิม

แล้วตั้งแต่นั้นมา งานเข้าไม่เคยขาด
ปรากฎว่าเพื่อนที่มาเสียบแทนเธอปีนั้นได้เล่นหนังใหญ่
เรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ในขณะที่เธอได้เล่นหนังเล็ก ๆ ธรรมดา
6-7 เรื่องต่อปี เฉลี่ยเป็นเงินเป็นทองแล้ว ชื่อเสียงมากกว่า
คนที่มาเสียบแทนเธอ 1 เรื่องเสียอีก

บางทีเราอย่าไปสรุปว่า การที่เราพลาดอย่างหนึ่งแล้ว
จะไปต่ออย่างอื่นไม่ได้
อาตมาขอเล่าเรื่องจริงของอาตมา
ตอนที่อาตมาภาพเป็นสามเณรน้อย
วันหนึ่งอาตมาเก็บข้าวเก็บของจะไปอยู่กรุงเทพฯ
แต่ก่อนเดินทางหลวงพ่อเรียกอาตมาไปหาบอกว่า
ปีหน้าค่อยไปได้ไหม อาตมาร้องไห้เลย
หาว่าหลวงพ่อกลั่นแกล้งเรา
เราจะไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ให้เราไปเรียน
แต่เพื่อนเราปล่อยไปทีละ 5 รูป
แล้วหลวงพ่อให้ไปอยู่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี

ปรากฎว่าที่นั่นเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมาถูกปล่อยเกาะอยู่ที่นั่น 2 เดือน
พออาตมาได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมาร้องไห้เลย
เพราะอาตมาได้รู่ว่า นี่คือ
วิชาที่ประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้าสอนเราไว้
เป็นพระ ถ้าไม่ได้เรียนวิปัสสนาเหมือน
เป็นทหารแต่ไม่ได้ออกสงคราม
มันไม่สมภาคภูมิ เราจะเอาแต่เรียนในเชิง
ปริยัติ เชิงทฤษฎีไม่ได้

ต่อมาเมื่ออาตมาโตขึ้น
อาตมาถึงได้รู้ว่า
ถ้าอาตมาไม่ได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมามาบวชไม่นานขนาดนี้หรอก
ป่านนี้กิเลสเอาไปเรียบร้อยแล้ว
เพื่อนอาตมาที่ไปเรียนต่อวิทยาลัยสงฆ์
4 รูป เรียนจบปริญญาตรีทุกรูป
ลาสิกขาไปมีครอบครัวเล็ก ๆ

อาตมาก็มานั่งนึกดู เราไปเรียนวิปัสสนากรรมฐาน
2 เดือน แต่ผลของมันฉันจะได้ใช้วิชานี้ทั้งชีวิต
เราพลาดหวังจากการไปเรียนในวิทยาลัย

แต่เราได้วิชาที่ดีที่สุด คือ วิปัสสนากรรมฐาน
คืนมาให้ชีวิตเรา ในตอนนั้นอาตมาก็เสียใจมาก
แต่มานั่งนึก ตอนนี้อาตมาดีใจที่สุดเลย

และหลักธรรมทำให้ผ่านพ้นวิกฤติของชีวิตได้คือ
"อดทน" สักวันหนึ่ง สิ่งเลวร้ายก็จะผ่านไป

-----------------------------------------------
ข้าพเจ้าขอคัดลอกบทความบางส่วนมาให้อ่านเท่านั้น
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท
อยากได้ความรู้เพิ่มเติมหาซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ร้านหนังสือทั่วไป
หรือไม่ใครมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง
ก็แบ่งปันกันอ่านก็ได้ค่ะ ได้บุญดี อิอิ ^__^

โดย คิดแล้วเขียน V:)

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

การเริ่มต้นกับธรรมะ

การเริ่มต้นอะไรก็แล้วแต่
ถ้าเราค่อย ๆ เริ่มทีละนิด ๆ เริ่มจักสิ่งเล็ก ๆ
แล้วจะทำให้เราไม่เหนื่อยจนเกินไป
เหมือนกับสะสมความรู้ในเรื่องที่ตนเองสนใจ

เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเองก็เป็นเด็กธรรมดาทั่ว ๆ ไป
ไม่ได้สนใจ เคร่งเครียด ศึกษาแต่ตำราธรรมะอะไรเลย
เผอิญว่า เป็นคนที่ชอบเก็บเอาเรื่องต่าง ๆ
ของชาวบ้านมาคิดมากกว่าคนอื่น (อิอิ)
เวลาอ่านบทความธรรมะต่าง ๆ แล้วมัน คลิ๊ก! (ภาษาวัยรุ่น)
เลยทำให้จิตใจเริ่มเบี่ยงเบนชอบมาอ่านหนังสือธรรมะพวกนี้เอง

พี่สาวข้าพเจ้าเองเสียอีก แรก ๆ ก็ไม่ค่อยชอบ
แต่เห็นข้าพเจ้าอ่านมาก เขาก็เลยหันมาชอบศึกษาด้วย
ทีนี้ก็เลย หันมาสนใจมากกว่าข้าพเจ้าเสียอีก

ยิ่งตอนหลัง หันหน้าเข้าหาวัด
ไปปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสสนาอยู่วัดได้เป็น 10 วัน
ก้าวหน้ากว่าข้าพเจ้าเสียอีก ^_^
ข้าพเจ้าติดภาระต่าง ๆ ยังวางเรื่องต่าง ๆ ไม่ลง
ก็เลยอาศัยอ่านธรรมะจากตำราไปพลาง ๆ ก่อน :))


แต่ข้าพเจ้าโชคดีอย่างคือ อ่านหนังสือธรรมะแล้ว
จะอ่านได้เข้าใจและเร็ว

พี่สาวคนโต เขาเพิ่งมาฮิตศึกษาธรรมะเบื้องต้น
จากหนังสือของท่าน ว.วชิระเมธีนี้เอง
เพราะอ่านง่าย ส่วนข้าพเจ้านั้น
จำได้คร่าว ๆ ว่าตนเองเคยอ่านงานของ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์
เริ่มต้นอ่านมาจะเกือบ 15 ปีได้แล้วมั้ง

แล้วก็พวกหนังสือธรรมะที่เขาแจกงานศพ
ที่บ้านป้ามีเป็นตั้ง ๆ บางทีที่ข้าพเจ้าไปทำบุญใส่บาตร
พระท่านก็แจกให้ฟรี (บ้านใกล้วัด)
กลับมาลองพลิก ๆ อ่าน เพราะเป็นเล่มบาง ๆ

ย้อนหลังไปสมัยเมื่อ 15 ปีก่อน
หนังสือธรรมะไม่ค่อยเผยแพร่เหมือนสมัยนี้
คนหนุ่มสาวก็ไม่ค่อยสนใจธรรมะเท่าไร
เพราะคนส่วนใหญ่อ่านแล้วมักจะง่วง
ไม่ค่อยมีแง่คิดชวนให้ติดตาม

อ่านหนังสือธรรมะให้เข้าใจ ต้องอ่านแล้วคิดตาม
ธรรมะเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่าย เข้าใจได้ง่ายนะ
เพราะเป็นสิ่งที่พระ หรือคนแต่งเขาหยิบหยกมาจากชีวิตประจำวัน
จะทำให้เรานึกภาพได้ง่าย
เพียงแต่ลำบากนึดนึง ตรงที่บางคำ
บางประโยค เป็นภาษาบาลี หรือภาษาพระ
ซึ่งบัดนี้ข้าพเจ้าก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจเสียทีเดียว

อย่างบทสวดมนต์ ข้าพเจ้าสวดตามหนังสืองานศพของย่าข้าพเจ้าเอง
ซึ่งย่าเองเคยทำหนังสือธรรมะแจก
และมีคำแปลบทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
ก็ทำให้พอทราบใจความของบทสวดมนต์ได้บ้าง

หลัง ๆ มานี้ ตั้งแต่ทำงานไม่ค่อยได้สวดมนต์ยาว
อาจทำให้หลงลืมบทสวดไปบ้าง
แต่ถ้าวันไหนง่วงมาก ก็ อรหังสัมมาฯ 3 จบ
(ดีไม่บอก หลวงพ่อ เหมือนเดิม 555 :)))

เริ่มต้นกับธรรมะ ไม่ยากอย่างที่คิด ^__^

โดย คิดแล้วเขียนV:)

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

เครื่องหมายการค้า : brand

วันนี้พี่สาวใจดี ขับรถมาส่งข้าพเจ้าที่ทำงาน
เปล่าหรอก พอดีเขาจะไปซื้อของแถวนั้น ^__^
(ได้อานิสงค์ติดรถชาวบ้านมา อิอิ)

พี่สาวคุยให้ข้าพเจ้าฟังถึงเรื่องเจ้าลูกศิษย์
ไม่ทำงานตามบริษัทฯ ในสิ่งที่ตนเรียนมา
แต่ผันตนเองมาเปิดร้านกาแฟ
แถวที่ทำงานพี่สาวข้าพเจ้า
ลงทุนตกแต่งร้านไปตั้งมากมาย
แต่ค่าเช่ารายเดือนเป็นหมื่น
วันแรกขายกาแฟได้ 7 แก้ว
เพราะมีคู่แข่งด้านการตลาด
เจ้าเดิมที่เป็นเคาเตอร์รถเข็ญอยู่
ราคาต้นทุนเขาต่ำกว่า
เพราะฉะนั้น กาแฟของเขาจึงขายราคาได้ถูกกว่า
แล้วลองคิดดูว่า
ธุรกิจของเขาจะไปรอดไหม?
ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ใจรักอย่างเดียวไม่พอ ...พี่สาวข้าพเจ้าก็ได้นั่งสงสารลูกศิษย์
เดือนนึง ๆ ต้องมีค่าใช้จ่ายค่าเช่าห้องรออยู่แล้ว
กดดันเขามิใช่น้อยเลยนะคะ
ทำไมไม่รู้จักลงทุนทำอะไร
ที่มันเล็ก ๆ ไปก่อน
เหมือนกับคนจีนสมัยก่อน
เสือผืน หมอนใบ ขายก๋วยเตี๋ยวข้างถนน
พอมีเงินมากหน่อยค่อยนำเงินนั้นไปลงทุนต่อ
โดยหาทำเลร้านใหม่ จัดร้านให้ดูขึ้นอีกนิด
จากรถเข็ญ ก็กลายเป็นห้องแถว
จากห้องแถวก็อาจจะเข้าระดับห้าง

นี่เริ่มจากศูนย์ไปเก้าเลย
แล้วลงทุน ซื้อเครื่อง ซื้อเฟอร์นิเจอร์
ตกแต่งร้านสวยหรู ปรากฎว่าลูกค้าไม่กี่ราย
อีกอย่าง คนทำการค้าขายต้องคล่องแคล่ว
ว่องไว และหน้าตารับแขกหน่อย

หากทำอะไรช้า ไม่ทันกินคู่แข่งเขาหรอก
วันนี้ก็คุยแลกเปลี่ยนกับพี่สาวในเรื่อง
การลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว....


แล้วพวกเราล่ะ
แก่ตัวแล้ว เราจะไปทำอาชีพอะไรดีหนอ?
แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าได้เครื่องหมายการค้า
สำหรับ blog นี้แล้วล่ะ














เป็นอย่างไรบ้างคะ brand ของ blog นี้
V มาจากคำว่า Victory
และ V มาจากคำว่า Various99

เลิศหรู อลังการ ซะไม่มี อิอิ ^__^
กว่าจะได้ยี่ห้อตัวเองแบบสมบูรณ์
งมอยู่ตั้งนาน
ก็ข้าพเจ้าเป็นประเภท
น้อง ๆ ของตะพาบน้ำอีกที อิอิ
สู้ ๆ ค่ะ เราสู้ไม่ถอยแม้เพียงก้าวเดียว



โดย คิดแล้วเขียน V:)

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

นึกถึงย่า

วันนี้เป็นอีกวันนึง ที่พูดคุยกับพี่ที่ทำงานแล้ว
ทำให้เรานึกถึงตนเองตอนเด็ก ๆ (สงสัยเริ่มแก่ ^__^)
ย่ามีเชื้อสายจีน หน้าตาแกจะไปทางคนจีน
รูปร่างอ้วน ๆ ขาว ๆ มือป้อม ๆ ชอบทำกับข้าว
แล้วก็เป็นคนเจ้าอารมณ์ แถมขี้หึงปู่ด้วย 555 (เท่าที่จำได้) :P

ย่าจากข้าพเจ้าไปตั้งแต่ข้าพเจ้าเรียนชั้นมัธยมต้น
ด้วยโรคความดัน และเบาหวานขึ้นสมอง
ข้าพเจ้าจำได้ว่า เมื่อก่อนย่ากับปู่จะมาอยู่บ้านป้า ไป ๆ มา ๆ
ด้วยความที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก ย่ามักจะใช้ให้ข้าพเจ้านวด
โดยขึ้นไปเหยียบบนขาแก แล้วได้ตังค์กินขนม อิอิ ^_^
อีกอย่างเวลาปู่กับย่า ไปนอกบ้าน แกมักจะซื้อขนมกูลิโกะป๊อกกี้
มาฝากข้าพเจ้ากับพี่สาวประจำ
วันนี้เลยนึกถึงขนมที่ย่าเคยซื้อให้
ก็เลยพลอยนึกถึงย่า ผู้จากเราไปนานแล้วด้วย
นึกถึง ...

โดย คิดแล้วเขียนV:)