แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ธรรมะฮิตติด Trend :))

ช่วงนี้ข้าพเจ้ากำลังบ้าฟังธรรมะ ^__^
หากห่างหายจากการเขียนบทความไปบ้าง
ก็คงไปฟังธรรมแม่ชีทศพรอยู่นั่นเอง
ฟังแล้วก็นำมาพิจารณาว่า
คนเราก็เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่เช่นนี้
บางคน ชาติที่แล้วเป็นสามี หรือเป็นศัตรูกัน
ก็มาเกิดเป็นลูกกันก็มี ด้วยการจองเวรกัน

บางคนชาติที่แล้วไปทำคุณไสยใส่ภรรยาน้อยจนตาย
สามีเลยตัดสินใจออกบวช เพื่อแก้คุณไสยให้วิญญาณภรรยาน้อย
ส่วนภรรยาหลวงปัจจุบันก็มาเกิดเป็นเมียน้อยคนอื่นในชาตินี้แทน
เหมือนว่า จะได้รู้รสชาติของการเป็นเมียน้อย
แถมมีจิตที่ไม่ปรกติด้วย ด้วยกรรมที่ไปก่อไว้ในอดีตชาติ

รู้สึกว่า เหมือนจองเวรกันไปมาไม่จบสิ้น
ชาติที่แล้วเธอฆ่าฉัน ชาตินี้ฉันจะฆ่าเธอ ...

ฟังแล้วได้ธรรมะอย่างนึงว่า
อย่าพยายามไปผูกเวร จองเวร ชิงชังกับคนรอบข้าง
ไม่เช่นนั้น คงต้องได้เจอกันอีก
แถมอาจจะเกิดมาเป็นสมาชิกในครอบครัวเราได้เช่นกัน

จะว่าไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะแม่ชีถือศีล
และบางอย่างก็ทายเรื่องของคนที่ถาม ตรงแปะ ๆ เลย

อีกอย่าง เรื่องไสยศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่มีมานาน
บางคนรักมาก ต้องการแย่งชิง ก็ทำคุณไสยใส่
ให้เขาหลงรัก หัวปักหัวปำ แต่หารู้ไม่ว่า
ผลการกระทำอันนั้นมันย้อนกลับมาหาตัวเอง
ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ...

ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ว่าจะหลงงมงายเสียทีเดียว
แต่บางเรื่องก็ฟัง ๆ ไว้
เรื่องเสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตัวตาย น่ะ
ข้าพเจ้าคิดว่า ก็คงมาจากเรื่องทำคุณไสย
ใส่อาหารให้สามีรับประทานนั่นเอง
เพราะผู้ชายสมัยก่อนมีเมียเยอะ
อาจจะมี ผู้หญิงที่ต้องการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในบ้าน
เหมือนละครไทยนั่นแหล่ะ

แต่สิ่งที่ทำเป็นอวิชชา คนที่ถูกกระทำ
มักจะตายไม่ดี

และผู้ที่จะถอนคุณไสย (มนต์ดำ)ได้
ต้องมีตบะ บำเพ็ญบารมีเก่งพอสมควร (พระนั่นเอง)
ข้าพเจ้าเคยอ่านว่า เวลาไปต่างถิ่น
อย่าไปกินของสุ่มสี่สุ่มห้า
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาให้เอาอาหารที่จะรับประทานนั้น
ลอดใต้หว่างขาของเรา 3 หน

อันนี้ จำ ๆ มาบอกไว้ เผื่อมีคนมาแอบหลงรัก
แล้วเกิดบ้า ทำคุณไสย ใส่มนต์ดำให้กิน
เรื่องแบบนี้ ก็ฟัง ๆ ไว้หน่อย
สมัยนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจ
แต่ถ้าถูกเขาทำพิธีอย่างอื่น
เช่นปั้นผัว ปั้นเมีย คู่กันแล้วฝังไว้
นั่นก็สุดแล้วแต่บุญ แต่กรรม ก็แล้วกัน ^__^

พูดง่าย ๆ ว่าอย่าไปหลอกให้ความหวังใครไว้
เกิดคนที่เราไปหลอกไว้ มันแค้นขึ้นมา
มันก็คงสามารถทำอะไรบ้า ๆ ใส่ตัวเรา
หรือคนที่เรารักได้

สมัยนี้ คนเรา รู้หน้าไม่รู้ใจซะด้วย

ถ้าจะคิดบริหารเสน่ห์ ก็ควรทำให้ถูกทาง
แต่ส่วนมากคนที่เจ้าชู้น่ะ
ชีวิตมักจะจบไม่สวยทุกราย!
ก็คงเหมือนขว้างงูไม่พ้นคอตัวเองนั่นแหล่ะ!

ตอนนี้ ข้าพเจ้ากำลังฮิตฟังธรรมะของแม่ชีทศพรอยู่
สมัยนี้คนก็ติดธรรมะกันมากขึ้น
คงเป็นเพราะสังคมรอบข้างวุ่นวาย และซับซ้อนกันมากขึ้นด้วยกระมัง
ไม่รู้จะหาทางออก แก้ปัญหาให้ชีวิตได้อย่างไร
ก็เลยหันมาใช้ธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจ

ถ้าฟังธรรมะแล้ว เรานำข้อคิดจากชีวิตคนอื่นมาเป็นตัวอย่าง
อย่างน้อยเราก็คงไม่อยากจะเป็นแบบเขา
และหลีกเลี่ยงที่จะทำในสิ่งที่ไม่ดี
ซึ่งข้าพเจ้าก็คิดว่า ได้ประโยชน์ในการฟังธรรมะตรงนี้แหล่ะ

ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เพราะกิเลสในใจเรา
นั้นเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ

คิดแล้วเขียน :)V

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ธรรมะจากโต๊ะกินข้าว

ช่วงเย็นข้าพเจ้ารับประทานอาหารกับพี่สาว
พอดีเปิดสารคดีเรื่องเกี่ยวกับสิงโตทะเลอยู่

ก็คุยสัพเพเหระเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนโลก
พอดีนึกขึ้นได้ว่า ได้อ่านหนังสือเล่มนึง
เรื่องไดโนเสาร์ขึ้นมา เป็นหนังสือของ
หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เล่มนึง
บอกว่าสาเหตุที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์
ไม่ใช่ลูกอุกาบาตจากนอกโลกตกใส่
แต่เกิดจากโรคระบาด ...(พระบอก)

ข้าพเจ้าก็ลองอนุมานว่า ถ้าลูกอุกกาบาตตกใส่
สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต้องตายเรียบหมด
แต่นี่ยังเหลือสัตว์บางชนิดมาถึงปัจจุบันได้
เช่น ช้าง เต่า จระเข้ (พวกสัตว์โบราณ)
เพียงแต่ตัวเล็กลงกว่าเดิมเท่านั้น
และยังพอมีซากไดโนเสาร์เหลือให้เราศึกษา
ถ้าเป็นลูกไฟ มันต้องเผาผลาญราบเป็นหน้ากลองซินะ
(ลองคิดถึงเหตุผลเล่น ๆ ) ....ก็พอจะเข้าเค้าตามที่พระบอก...
ข้าพเจ้าก็ลองยกข้อมาเหตุผลมาคุยกับพี่สาว

พระที่นั่งกรรมฐานนี่ เขาบอกว่าเห็นแบบนั้นนะ
แล้วก็บอกว่า ภูเขาที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่
แต่ก่อนเป็นทะเล ตอนหลังพื้นดินดันตัวสูงขึ้น
จากทะเลก็กลายเป็นดิน

พี่สาวเห็นด้วยว่า แผ่นดินที่เป็นภูเขา
เกิดจากเปลือกโลกเคลื่อนตัวดันแผ่นดินขึ้นมา
ซึ่งเทือกเขาหิมาลัย
ก็เกิดจากอินเดียชนกับทวีปเอเชีย
จึงดันเป็นเทือกเขาหิมาลัยนี่เอง

ตอนนี้พี่สาวกำลังจะสอนเด็กเรื่อง
ให้แปลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวด้วย
ซึ่งประเทศญี่ปุ่น เป็นแนวตะเข็บของโลก
อยู่รอยต่อระหว่าง 3 ทวีป
เวลามีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก
ญี่ปุ่นมักจะโดนก่อน เพราะมีจุดศูนย์กลางที่โตเกียว
(อันนี้ฟังพี่สาวเล่ามาอีกที เห็นแกบอกว่า
วันหลังเอารายละเอียดให้ดู)
ก็พูดกันถึงเรื่องใต้โลก แผ่นดินไหว
พี่สาวก็บอกว่า ใต้โลกนะเป็นของเหลวทั้งนั้น
เวลาเปลือกโลกเคลื่อนตัว ของเหลวก็มักจะดันออกมา
ตามแนวตะเข็บ ซึ่งบางแห่งก็เกิดเป็นภูเขาไฟขึ้นมา
เช่น ภูเขาฟูจิ ....เปลือกโลกมีความหนานิดเดียว
ประมาณ 60 กิโลเมตรเอง ....
หลักวิทยาศาสตร์เหล่านี้
เรา ๆ ก็เคยเรียนผ่านมาแล้วทั้งนั้น
เรื่องเปลือกโลก ของเหลว
ใต้โลกที่เรียกว่า แมกม่า
แต่พอไหลออกมาจากแผ่นดิน เรียกว่า ลาวา
อะไรประมาณนี้ ....

ข้าพเจ้าก็เข้าเรื่องได้อีก
ก็บอกว่า ศาสดาพระพุทธเจ้าเรานี่เก่งนะ
ไม่ต้องวิจัยอะไร แค่นั่งกรรมฐานอย่างเดียว ^_^
สามารถล่วงรู้สรรพสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ได้หมด
ใต้โลกที่เรียกว่า ไฟนรกโลกันต์ ก็คงเป็นพวกแมกม่า
ที่ไหลวนอยู่ภายในโลก และโลกก็หมุนเป็นวงกลม
เหมือนวงล้อเกวียน ทุกอย่างมีขึ้น มีลง มีเกิด มีดับ
๒๕๐๐ ปี ก่อนวิทยาศาสตร์จะค้นพบ
ท่านทราบหมดทุกอย่างแล้ว ....น่าทึ่งเน๊าะ!!

นักวิทยาศาสตร์หลายคนต่างก็ทึ่งในอัจฉริยะภาพ
ศาสดาของเรา และพยายามหาทางพิสูจน์
สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน สมัยนี้ชาติตะวันตก
หันมาสนใจการนั่งวิปัสสนากรรมฐานกันมากขึ้น
มีพระต่างชาติ ก็สนใจในธรรมะมากขึ้น

คนไทยเราเองกลับไปสนใจสิ่งแปลกประหลาด
กับพวกสัตว์ 2 หัว 6 ขา 4 ตา แล้วตีเป็นหวยกัน
แต่ไม่ค่อยสนใจที่มา หรือที่ไป
พูดง่าย ๆ ว่า ได้รับอะไรมา แล้วไม่ค่อยคิดต่อ
หรือตั้งข้อสงสัยน่ะ ... ถ้าทุกคนหัดตั้งข้อสังเกต
หรือตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่เห็น
คงมีนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยอีกเยอะ

ส่วนมากคนไทย
ตั้งข้อสงสัยในเรื่องที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก
อิอิ ...สมัยนี้ต้องเปลี่ยนหลักสูตรให้เด็กคิดให้เป็น
มากกว่า สอนป้อนข้อมูลให้เด็กจำอย่างเดียว
เพราะคงไม่เกิดประโยชน์เท่าใดนัก
เพราะความจำมักจะอยู่ได้ไม่นาน ....

วันนี้ได้ธรรมะจากโต๊ะกินข้าว
เลยนำมาบอกต่อ เขียน blog นี่แหล่ะ
หม่ำเจให้อร่อย ก็ต้องมีธรรมะกลับแกล้มด้วย อิอิ ^_^

โดย คิดแล้วเขียน :)V

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

มองรอบด้านผ่านวิกฤติ : ว.วชิระเมธี

หลายวันก่อนข้าพเจ้าเจอหนังสือธรรมะเล่มใหม่
เรื่อง "การเดินทางของความคิด 1 "
(เข้าใจว่าอาจมีเล่มต่อ)
เป็นการถกสัจธรรมชีวิตกับนักคิดผู้มีชีวิตชัดเจน
จากสถานีวิทยุอสมท. FM 96.5 คลื่นความคิด

เลยซื้อเก็บไว้อ่าน 1 เล่ม
และซื้อให้พี่ที่รู้จักอีก 1 เล่ม
วันนี้ขอยกตัวอย่างบทความที่สุดฮิต
สำหรับวัยรุ่นบางคน ที่อกหัก รักคุด ตกงาน ^__^

เราควรมีหลักยึดอย่างไร เมื่อกำลังจะถูกทิ้งทั้งจากความรักและการงาน?

ความคิดเดินทาง ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ให้แนวคิดกับเรื่องนี้ว่า

คนที่ถูกทิ้งมีอยู่ 2 ประเภท

1. มีคุณสมบัติพอที่เขาจะทิ้ง
คือ คนในบริษัท หรือคนที่คบกันอยู่
ไม่ใช่จะทิ้งกันง่าย ๆ จะถูกทิ้ง
มันต้องมีที่มาที่ไปพอสมควร
เขาไม่ทิ้งคนอื่นแล้วเขามาทิ้งเรา
ก็แสดงว่าคุณสมบัติเข้าขั้น

2. ได้รับความอยุติธรรม เขาจึงทิ้ง
คือฉันไม่ได้แย่หรอก แต่ถูกกลั่นแกล้ง
หรือว่าบริษัทอาจจะไปไม่รอด ก็เลยตัดสินใจ
สละเรือ อาตมาก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดจึงถูกทิ้ง
ที่วัดป่าของอาตมา
อาตมาเดินมาแล้วสังเกตดูต้นมะกอกสูงชะลูดขึ้นไปไม่เหลือใบเลย
เห็นลูกมะกอกเต็มต้นไปหมด อาตมาก็คิดว่า
ทำไมมันสลัดใบ ก็เพราะจะเข้าหน้าแล้ง
จะต้องยอมทิ้งบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้อยู่รอด

ในชีวิตของเรามีการได้ มีการเสีย
มีการรับ มีการทิ้งอยู่ในชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
เราทิ้งบางสิ่งบางอย่างไป ไม่ได้หมายความว่า
เราต้องแย่ไปด้วย
บางทีใบไม้ที่ยอดปลิดตัวเองทิ้งขั้วลงไป
ทิ้งจมอยู่ใต้ต้นไม้ ก็เพื่อที่จะเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้
การที่เราทิ้งไป บางครั้งทำให้เราได้เจอสิ่งที่ดี
ไม่ได้หมายความว่า ทิ้งไปแล้วไปเจอสิ่งที่เลว

อาตมาเคยรู้จักดาราคนหนึ่ง ตอนนี้ยังโลดแล่นแสดงหนัง
แล้วก็มีชื่อเสียงในระดับที่เรียกว่า ดาวค้างฟ้า
วันหนึ่งก็มาหาอาตมา แล้วก็เล่าชีวิตให้ฟังว่า

ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้กำกับใหญ่ทิ้ง ทั้ง ๆ ที่เรียกไปคุยก่อนใครเพื่อน
ว่าให้เล่นหนังใหญ่ กลับมาบ้านร้องไห้ 3 คืน ไป ๆ มา ๆ
โชคดีได้เล่นหนังที่ไม่ได้ใหญ่หรอก แต่ว่าเงินดีกว่าเดิม

แล้วตั้งแต่นั้นมา งานเข้าไม่เคยขาด
ปรากฎว่าเพื่อนที่มาเสียบแทนเธอปีนั้นได้เล่นหนังใหญ่
เรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ในขณะที่เธอได้เล่นหนังเล็ก ๆ ธรรมดา
6-7 เรื่องต่อปี เฉลี่ยเป็นเงินเป็นทองแล้ว ชื่อเสียงมากกว่า
คนที่มาเสียบแทนเธอ 1 เรื่องเสียอีก

บางทีเราอย่าไปสรุปว่า การที่เราพลาดอย่างหนึ่งแล้ว
จะไปต่ออย่างอื่นไม่ได้
อาตมาขอเล่าเรื่องจริงของอาตมา
ตอนที่อาตมาภาพเป็นสามเณรน้อย
วันหนึ่งอาตมาเก็บข้าวเก็บของจะไปอยู่กรุงเทพฯ
แต่ก่อนเดินทางหลวงพ่อเรียกอาตมาไปหาบอกว่า
ปีหน้าค่อยไปได้ไหม อาตมาร้องไห้เลย
หาว่าหลวงพ่อกลั่นแกล้งเรา
เราจะไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ให้เราไปเรียน
แต่เพื่อนเราปล่อยไปทีละ 5 รูป
แล้วหลวงพ่อให้ไปอยู่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี

ปรากฎว่าที่นั่นเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมาถูกปล่อยเกาะอยู่ที่นั่น 2 เดือน
พออาตมาได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมาร้องไห้เลย
เพราะอาตมาได้รู่ว่า นี่คือ
วิชาที่ประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้าสอนเราไว้
เป็นพระ ถ้าไม่ได้เรียนวิปัสสนาเหมือน
เป็นทหารแต่ไม่ได้ออกสงคราม
มันไม่สมภาคภูมิ เราจะเอาแต่เรียนในเชิง
ปริยัติ เชิงทฤษฎีไม่ได้

ต่อมาเมื่ออาตมาโตขึ้น
อาตมาถึงได้รู้ว่า
ถ้าอาตมาไม่ได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมามาบวชไม่นานขนาดนี้หรอก
ป่านนี้กิเลสเอาไปเรียบร้อยแล้ว
เพื่อนอาตมาที่ไปเรียนต่อวิทยาลัยสงฆ์
4 รูป เรียนจบปริญญาตรีทุกรูป
ลาสิกขาไปมีครอบครัวเล็ก ๆ

อาตมาก็มานั่งนึกดู เราไปเรียนวิปัสสนากรรมฐาน
2 เดือน แต่ผลของมันฉันจะได้ใช้วิชานี้ทั้งชีวิต
เราพลาดหวังจากการไปเรียนในวิทยาลัย

แต่เราได้วิชาที่ดีที่สุด คือ วิปัสสนากรรมฐาน
คืนมาให้ชีวิตเรา ในตอนนั้นอาตมาก็เสียใจมาก
แต่มานั่งนึก ตอนนี้อาตมาดีใจที่สุดเลย

และหลักธรรมทำให้ผ่านพ้นวิกฤติของชีวิตได้คือ
"อดทน" สักวันหนึ่ง สิ่งเลวร้ายก็จะผ่านไป

-----------------------------------------------
ข้าพเจ้าขอคัดลอกบทความบางส่วนมาให้อ่านเท่านั้น
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท
อยากได้ความรู้เพิ่มเติมหาซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ร้านหนังสือทั่วไป
หรือไม่ใครมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง
ก็แบ่งปันกันอ่านก็ได้ค่ะ ได้บุญดี อิอิ ^__^

โดย คิดแล้วเขียน V:)