ช่วงนี้ข้าพเจ้ากำลังบ้าฟังธรรมะ ^__^
หากห่างหายจากการเขียนบทความไปบ้าง
ก็คงไปฟังธรรมแม่ชีทศพรอยู่นั่นเอง
ฟังแล้วก็นำมาพิจารณาว่า
คนเราก็เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่เช่นนี้
บางคน ชาติที่แล้วเป็นสามี หรือเป็นศัตรูกัน
ก็มาเกิดเป็นลูกกันก็มี ด้วยการจองเวรกัน
บางคนชาติที่แล้วไปทำคุณไสยใส่ภรรยาน้อยจนตาย
สามีเลยตัดสินใจออกบวช เพื่อแก้คุณไสยให้วิญญาณภรรยาน้อย
ส่วนภรรยาหลวงปัจจุบันก็มาเกิดเป็นเมียน้อยคนอื่นในชาตินี้แทน
เหมือนว่า จะได้รู้รสชาติของการเป็นเมียน้อย
แถมมีจิตที่ไม่ปรกติด้วย ด้วยกรรมที่ไปก่อไว้ในอดีตชาติ
รู้สึกว่า เหมือนจองเวรกันไปมาไม่จบสิ้น
ชาติที่แล้วเธอฆ่าฉัน ชาตินี้ฉันจะฆ่าเธอ ...
ฟังแล้วได้ธรรมะอย่างนึงว่า
อย่าพยายามไปผูกเวร จองเวร ชิงชังกับคนรอบข้าง
ไม่เช่นนั้น คงต้องได้เจอกันอีก
แถมอาจจะเกิดมาเป็นสมาชิกในครอบครัวเราได้เช่นกัน
จะว่าไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะแม่ชีถือศีล
และบางอย่างก็ทายเรื่องของคนที่ถาม ตรงแปะ ๆ เลย
อีกอย่าง เรื่องไสยศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่มีมานาน
บางคนรักมาก ต้องการแย่งชิง ก็ทำคุณไสยใส่
ให้เขาหลงรัก หัวปักหัวปำ แต่หารู้ไม่ว่า
ผลการกระทำอันนั้นมันย้อนกลับมาหาตัวเอง
ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ...
ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ว่าจะหลงงมงายเสียทีเดียว
แต่บางเรื่องก็ฟัง ๆ ไว้
เรื่องเสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตัวตาย น่ะ
ข้าพเจ้าคิดว่า ก็คงมาจากเรื่องทำคุณไสย
ใส่อาหารให้สามีรับประทานนั่นเอง
เพราะผู้ชายสมัยก่อนมีเมียเยอะ
อาจจะมี ผู้หญิงที่ต้องการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในบ้าน
เหมือนละครไทยนั่นแหล่ะ
แต่สิ่งที่ทำเป็นอวิชชา คนที่ถูกกระทำ
มักจะตายไม่ดี
และผู้ที่จะถอนคุณไสย (มนต์ดำ)ได้
ต้องมีตบะ บำเพ็ญบารมีเก่งพอสมควร (พระนั่นเอง)
ข้าพเจ้าเคยอ่านว่า เวลาไปต่างถิ่น
อย่าไปกินของสุ่มสี่สุ่มห้า
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาให้เอาอาหารที่จะรับประทานนั้น
ลอดใต้หว่างขาของเรา 3 หน
อันนี้ จำ ๆ มาบอกไว้ เผื่อมีคนมาแอบหลงรัก
แล้วเกิดบ้า ทำคุณไสย ใส่มนต์ดำให้กิน
เรื่องแบบนี้ ก็ฟัง ๆ ไว้หน่อย
สมัยนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจ
แต่ถ้าถูกเขาทำพิธีอย่างอื่น
เช่นปั้นผัว ปั้นเมีย คู่กันแล้วฝังไว้
นั่นก็สุดแล้วแต่บุญ แต่กรรม ก็แล้วกัน ^__^
พูดง่าย ๆ ว่าอย่าไปหลอกให้ความหวังใครไว้
เกิดคนที่เราไปหลอกไว้ มันแค้นขึ้นมา
มันก็คงสามารถทำอะไรบ้า ๆ ใส่ตัวเรา
หรือคนที่เรารักได้
สมัยนี้ คนเรา รู้หน้าไม่รู้ใจซะด้วย
ถ้าจะคิดบริหารเสน่ห์ ก็ควรทำให้ถูกทาง
แต่ส่วนมากคนที่เจ้าชู้น่ะ
ชีวิตมักจะจบไม่สวยทุกราย!
ก็คงเหมือนขว้างงูไม่พ้นคอตัวเองนั่นแหล่ะ!
ตอนนี้ ข้าพเจ้ากำลังฮิตฟังธรรมะของแม่ชีทศพรอยู่
สมัยนี้คนก็ติดธรรมะกันมากขึ้น
คงเป็นเพราะสังคมรอบข้างวุ่นวาย และซับซ้อนกันมากขึ้นด้วยกระมัง
ไม่รู้จะหาทางออก แก้ปัญหาให้ชีวิตได้อย่างไร
ก็เลยหันมาใช้ธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจ
ถ้าฟังธรรมะแล้ว เรานำข้อคิดจากชีวิตคนอื่นมาเป็นตัวอย่าง
อย่างน้อยเราก็คงไม่อยากจะเป็นแบบเขา
และหลีกเลี่ยงที่จะทำในสิ่งที่ไม่ดี
ซึ่งข้าพเจ้าก็คิดว่า ได้ประโยชน์ในการฟังธรรมะตรงนี้แหล่ะ
ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เพราะกิเลสในใจเรา
นั้นเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ
คิดแล้วเขียน :)V
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ธรรมะจากโต๊ะกินข้าว
ช่วงเย็นข้าพเจ้ารับประทานอาหารกับพี่สาวพอดีเปิดสารคดีเรื่องเกี่ยวกับสิงโตทะเลอยู่
ก็คุยสัพเพเหระเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนโลก
พอดีนึกขึ้นได้ว่า ได้อ่านหนังสือเล่มนึง
เรื่องไดโนเสาร์ขึ้นมา เป็นหนังสือของ
หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เล่มนึง
บอกว่าสาเหตุที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์
ไม่ใช่ลูกอุกาบาตจากนอกโลกตกใส่
แต่เกิดจากโรคระบาด ...(พระบอก)
ข้าพเจ้าก็ลองอนุมานว่า ถ้าลูกอุกกาบาตตกใส่
สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต้องตายเรียบหมด
แต่นี่ยังเหลือสัตว์บางชนิดมาถึงปัจจุบันได้
เช่น ช้าง เต่า จระเข้ (พวกสัตว์โบราณ)
เพียงแต่ตัวเล็กลงกว่าเดิมเท่านั้น
และยังพอมีซากไดโนเสาร์เหลือให้เราศึกษา
ถ้าเป็นลูกไฟ มันต้องเผาผลาญราบเป็นหน้ากลองซินะ
(ลองคิดถึงเหตุผลเล่น ๆ ) ....ก็พอจะเข้าเค้าตามที่พระบอก...
ข้าพเจ้าก็ลองยกข้อมาเหตุผลมาคุยกับพี่สาว
พระที่นั่งกรรมฐานนี่ เขาบอกว่าเห็นแบบนั้นนะ
แล้วก็บอกว่า ภูเขาที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่
แต่ก่อนเป็นทะเล ตอนหลังพื้นดินดันตัวสูงขึ้น
จากทะเลก็กลายเป็นดิน
พี่สาวเห็นด้วยว่า แผ่นดินที่เป็นภูเขา
เกิดจากเปลือกโลกเคลื่อนตัวดันแผ่นดินขึ้นมา
ซึ่งเทือกเขาหิมาลัย
ก็เกิดจากอินเดียชนกับทวีปเอเชีย
จึงดันเป็นเทือกเขาหิมาลัยนี่เอง
ตอนนี้พี่สาวกำลังจะสอนเด็กเรื่อง
ให้แปลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวด้วย
ซึ่งประเทศญี่ปุ่น เป็นแนวตะเข็บของโลก
อยู่รอยต่อระหว่าง 3 ทวีป
เวลามีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก
ญี่ปุ่นมักจะโดนก่อน เพราะมีจุดศูนย์กลางที่โตเกียว
(อันนี้ฟังพี่สาวเล่ามาอีกที เห็นแกบอกว่า
วันหลังเอารายละเอียดให้ดู)
ก็พูดกันถึงเรื่องใต้โลก แผ่นดินไหว
พี่สาวก็บอกว่า ใต้โลกนะเป็นของเหลวทั้งนั้น
เวลาเปลือกโลกเคลื่อนตัว ของเหลวก็มักจะดันออกมา
ตามแนวตะเข็บ ซึ่งบางแห่งก็เกิดเป็นภูเขาไฟขึ้นมา
เช่น ภูเขาฟูจิ ....เปลือกโลกมีความหนานิดเดียว
ประมาณ 60 กิโลเมตรเอง ....
หลักวิทยาศาสตร์เหล่านี้
เรา ๆ ก็เคยเรียนผ่านมาแล้วทั้งนั้น
เรื่องเปลือกโลก ของเหลว
ใต้โลกที่เรียกว่า แมกม่า
แต่พอไหลออกมาจากแผ่นดิน เรียกว่า ลาวา
อะไรประมาณนี้ ....
ข้าพเจ้าก็เข้าเรื่องได้อีก
ก็บอกว่า ศาสดาพระพุทธเจ้าเรานี่เก่งนะ
ไม่ต้องวิจัยอะไร แค่นั่งกรรมฐานอย่างเดียว ^_^
สามารถล่วงรู้สรรพสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ได้หมด
ใต้โลกที่เรียกว่า ไฟนรกโลกันต์ ก็คงเป็นพวกแมกม่า
ที่ไหลวนอยู่ภายในโลก และโลกก็หมุนเป็นวงกลม
เหมือนวงล้อเกวียน ทุกอย่างมีขึ้น มีลง มีเกิด มีดับ
๒๕๐๐ ปี ก่อนวิทยาศาสตร์จะค้นพบ
ท่านทราบหมดทุกอย่างแล้ว ....น่าทึ่งเน๊าะ!!
นักวิทยาศาสตร์หลายคนต่างก็ทึ่งในอัจฉริยะภาพ
ศาสดาของเรา และพยายามหาทางพิสูจน์
สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน สมัยนี้ชาติตะวันตก
หันมาสนใจการนั่งวิปัสสนากรรมฐานกันมากขึ้น
มีพระต่างชาติ ก็สนใจในธรรมะมากขึ้น
คนไทยเราเองกลับไปสนใจสิ่งแปลกประหลาด
กับพวกสัตว์ 2 หัว 6 ขา 4 ตา แล้วตีเป็นหวยกัน
แต่ไม่ค่อยสนใจที่มา หรือที่ไป
พูดง่าย ๆ ว่า ได้รับอะไรมา แล้วไม่ค่อยคิดต่อ
หรือตั้งข้อสงสัยน่ะ ... ถ้าทุกคนหัดตั้งข้อสังเกต
หรือตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่เห็น
คงมีนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยอีกเยอะ
ส่วนมากคนไทย
ตั้งข้อสงสัยในเรื่องที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก
อิอิ ...สมัยนี้ต้องเปลี่ยนหลักสูตรให้เด็กคิดให้เป็น
มากกว่า สอนป้อนข้อมูลให้เด็กจำอย่างเดียว
เพราะคงไม่เกิดประโยชน์เท่าใดนัก
เพราะความจำมักจะอยู่ได้ไม่นาน ....
วันนี้ได้ธรรมะจากโต๊ะกินข้าว
เลยนำมาบอกต่อ เขียน blog นี่แหล่ะ
หม่ำเจให้อร่อย ก็ต้องมีธรรมะกลับแกล้มด้วย อิอิ ^_^
โดย คิดแล้วเขียน :)V
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552
มองรอบด้านผ่านวิกฤติ : ว.วชิระเมธี
หลายวันก่อนข้าพเจ้าเจอหนังสือธรรมะเล่มใหม่
เรื่อง "การเดินทางของความคิด 1 "
(เข้าใจว่าอาจมีเล่มต่อ)
เป็นการถกสัจธรรมชีวิตกับนักคิดผู้มีชีวิตชัดเจน
จากสถานีวิทยุอสมท. FM 96.5 คลื่นความคิด
เลยซื้อเก็บไว้อ่าน 1 เล่ม
และซื้อให้พี่ที่รู้จักอีก 1 เล่ม
วันนี้ขอยกตัวอย่างบทความที่สุดฮิต
สำหรับวัยรุ่นบางคน ที่อกหัก รักคุด ตกงาน ^__^
เราควรมีหลักยึดอย่างไร เมื่อกำลังจะถูกทิ้งทั้งจากความรักและการงาน?
ความคิดเดินทาง ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ให้แนวคิดกับเรื่องนี้ว่า
คนที่ถูกทิ้งมีอยู่ 2 ประเภท
1. มีคุณสมบัติพอที่เขาจะทิ้ง
คือ คนในบริษัท หรือคนที่คบกันอยู่
ไม่ใช่จะทิ้งกันง่าย ๆ จะถูกทิ้ง
มันต้องมีที่มาที่ไปพอสมควร
เขาไม่ทิ้งคนอื่นแล้วเขามาทิ้งเรา
ก็แสดงว่าคุณสมบัติเข้าขั้น
2. ได้รับความอยุติธรรม เขาจึงทิ้ง
คือฉันไม่ได้แย่หรอก แต่ถูกกลั่นแกล้ง
หรือว่าบริษัทอาจจะไปไม่รอด ก็เลยตัดสินใจ
สละเรือ อาตมาก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดจึงถูกทิ้ง
ที่วัดป่าของอาตมา
อาตมาเดินมาแล้วสังเกตดูต้นมะกอกสูงชะลูดขึ้นไปไม่เหลือใบเลย
เห็นลูกมะกอกเต็มต้นไปหมด อาตมาก็คิดว่า
ทำไมมันสลัดใบ ก็เพราะจะเข้าหน้าแล้ง
จะต้องยอมทิ้งบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้อยู่รอด
ในชีวิตของเรามีการได้ มีการเสีย
มีการรับ มีการทิ้งอยู่ในชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
เราทิ้งบางสิ่งบางอย่างไป ไม่ได้หมายความว่า
เราต้องแย่ไปด้วย
บางทีใบไม้ที่ยอดปลิดตัวเองทิ้งขั้วลงไป
ทิ้งจมอยู่ใต้ต้นไม้ ก็เพื่อที่จะเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้
การที่เราทิ้งไป บางครั้งทำให้เราได้เจอสิ่งที่ดี
ไม่ได้หมายความว่า ทิ้งไปแล้วไปเจอสิ่งที่เลว
อาตมาเคยรู้จักดาราคนหนึ่ง ตอนนี้ยังโลดแล่นแสดงหนัง
แล้วก็มีชื่อเสียงในระดับที่เรียกว่า ดาวค้างฟ้า
วันหนึ่งก็มาหาอาตมา แล้วก็เล่าชีวิตให้ฟังว่า
ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้กำกับใหญ่ทิ้ง ทั้ง ๆ ที่เรียกไปคุยก่อนใครเพื่อน
ว่าให้เล่นหนังใหญ่ กลับมาบ้านร้องไห้ 3 คืน ไป ๆ มา ๆ
โชคดีได้เล่นหนังที่ไม่ได้ใหญ่หรอก แต่ว่าเงินดีกว่าเดิม
แล้วตั้งแต่นั้นมา งานเข้าไม่เคยขาด
ปรากฎว่าเพื่อนที่มาเสียบแทนเธอปีนั้นได้เล่นหนังใหญ่
เรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ในขณะที่เธอได้เล่นหนังเล็ก ๆ ธรรมดา
6-7 เรื่องต่อปี เฉลี่ยเป็นเงินเป็นทองแล้ว ชื่อเสียงมากกว่า
คนที่มาเสียบแทนเธอ 1 เรื่องเสียอีก
บางทีเราอย่าไปสรุปว่า การที่เราพลาดอย่างหนึ่งแล้ว
จะไปต่ออย่างอื่นไม่ได้
อาตมาขอเล่าเรื่องจริงของอาตมา
ตอนที่อาตมาภาพเป็นสามเณรน้อย
วันหนึ่งอาตมาเก็บข้าวเก็บของจะไปอยู่กรุงเทพฯ
แต่ก่อนเดินทางหลวงพ่อเรียกอาตมาไปหาบอกว่า
ปีหน้าค่อยไปได้ไหม อาตมาร้องไห้เลย
หาว่าหลวงพ่อกลั่นแกล้งเรา
เราจะไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ให้เราไปเรียน
แต่เพื่อนเราปล่อยไปทีละ 5 รูป
แล้วหลวงพ่อให้ไปอยู่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
ปรากฎว่าที่นั่นเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมาถูกปล่อยเกาะอยู่ที่นั่น 2 เดือน
พออาตมาได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมาร้องไห้เลย
เพราะอาตมาได้รู่ว่า นี่คือ
วิชาที่ประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้าสอนเราไว้
เป็นพระ ถ้าไม่ได้เรียนวิปัสสนาเหมือน
เป็นทหารแต่ไม่ได้ออกสงคราม
มันไม่สมภาคภูมิ เราจะเอาแต่เรียนในเชิง
ปริยัติ เชิงทฤษฎีไม่ได้
ต่อมาเมื่ออาตมาโตขึ้น
อาตมาถึงได้รู้ว่า
ถ้าอาตมาไม่ได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมามาบวชไม่นานขนาดนี้หรอก
ป่านนี้กิเลสเอาไปเรียบร้อยแล้ว
เพื่อนอาตมาที่ไปเรียนต่อวิทยาลัยสงฆ์
4 รูป เรียนจบปริญญาตรีทุกรูป
ลาสิกขาไปมีครอบครัวเล็ก ๆ
อาตมาก็มานั่งนึกดู เราไปเรียนวิปัสสนากรรมฐาน
2 เดือน แต่ผลของมันฉันจะได้ใช้วิชานี้ทั้งชีวิต
เราพลาดหวังจากการไปเรียนในวิทยาลัย
แต่เราได้วิชาที่ดีที่สุด คือ วิปัสสนากรรมฐาน
คืนมาให้ชีวิตเรา ในตอนนั้นอาตมาก็เสียใจมาก
แต่มานั่งนึก ตอนนี้อาตมาดีใจที่สุดเลย
และหลักธรรมทำให้ผ่านพ้นวิกฤติของชีวิตได้คือ
"อดทน" สักวันหนึ่ง สิ่งเลวร้ายก็จะผ่านไป
-----------------------------------------------
ข้าพเจ้าขอคัดลอกบทความบางส่วนมาให้อ่านเท่านั้น
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท
อยากได้ความรู้เพิ่มเติมหาซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ร้านหนังสือทั่วไป
หรือไม่ใครมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง
ก็แบ่งปันกันอ่านก็ได้ค่ะ ได้บุญดี อิอิ ^__^
โดย คิดแล้วเขียน V:)
เรื่อง "การเดินทางของความคิด 1 "
(เข้าใจว่าอาจมีเล่มต่อ)
เป็นการถกสัจธรรมชีวิตกับนักคิดผู้มีชีวิตชัดเจน
จากสถานีวิทยุอสมท. FM 96.5 คลื่นความคิด
เลยซื้อเก็บไว้อ่าน 1 เล่ม
และซื้อให้พี่ที่รู้จักอีก 1 เล่ม
วันนี้ขอยกตัวอย่างบทความที่สุดฮิต
สำหรับวัยรุ่นบางคน ที่อกหัก รักคุด ตกงาน ^__^
เราควรมีหลักยึดอย่างไร เมื่อกำลังจะถูกทิ้งทั้งจากความรักและการงาน?
ความคิดเดินทาง ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ให้แนวคิดกับเรื่องนี้ว่า
คนที่ถูกทิ้งมีอยู่ 2 ประเภท
1. มีคุณสมบัติพอที่เขาจะทิ้ง
คือ คนในบริษัท หรือคนที่คบกันอยู่
ไม่ใช่จะทิ้งกันง่าย ๆ จะถูกทิ้ง
มันต้องมีที่มาที่ไปพอสมควร
เขาไม่ทิ้งคนอื่นแล้วเขามาทิ้งเรา
ก็แสดงว่าคุณสมบัติเข้าขั้น
2. ได้รับความอยุติธรรม เขาจึงทิ้ง
คือฉันไม่ได้แย่หรอก แต่ถูกกลั่นแกล้ง
หรือว่าบริษัทอาจจะไปไม่รอด ก็เลยตัดสินใจ
สละเรือ อาตมาก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดจึงถูกทิ้ง
ที่วัดป่าของอาตมา
อาตมาเดินมาแล้วสังเกตดูต้นมะกอกสูงชะลูดขึ้นไปไม่เหลือใบเลย
เห็นลูกมะกอกเต็มต้นไปหมด อาตมาก็คิดว่า
ทำไมมันสลัดใบ ก็เพราะจะเข้าหน้าแล้ง
จะต้องยอมทิ้งบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้อยู่รอด
ในชีวิตของเรามีการได้ มีการเสีย
มีการรับ มีการทิ้งอยู่ในชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
เราทิ้งบางสิ่งบางอย่างไป ไม่ได้หมายความว่า
เราต้องแย่ไปด้วย
บางทีใบไม้ที่ยอดปลิดตัวเองทิ้งขั้วลงไป
ทิ้งจมอยู่ใต้ต้นไม้ ก็เพื่อที่จะเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้
การที่เราทิ้งไป บางครั้งทำให้เราได้เจอสิ่งที่ดี
ไม่ได้หมายความว่า ทิ้งไปแล้วไปเจอสิ่งที่เลว
อาตมาเคยรู้จักดาราคนหนึ่ง ตอนนี้ยังโลดแล่นแสดงหนัง
แล้วก็มีชื่อเสียงในระดับที่เรียกว่า ดาวค้างฟ้า
วันหนึ่งก็มาหาอาตมา แล้วก็เล่าชีวิตให้ฟังว่า
ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้กำกับใหญ่ทิ้ง ทั้ง ๆ ที่เรียกไปคุยก่อนใครเพื่อน
ว่าให้เล่นหนังใหญ่ กลับมาบ้านร้องไห้ 3 คืน ไป ๆ มา ๆ
โชคดีได้เล่นหนังที่ไม่ได้ใหญ่หรอก แต่ว่าเงินดีกว่าเดิม
แล้วตั้งแต่นั้นมา งานเข้าไม่เคยขาด
ปรากฎว่าเพื่อนที่มาเสียบแทนเธอปีนั้นได้เล่นหนังใหญ่
เรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ในขณะที่เธอได้เล่นหนังเล็ก ๆ ธรรมดา
6-7 เรื่องต่อปี เฉลี่ยเป็นเงินเป็นทองแล้ว ชื่อเสียงมากกว่า
คนที่มาเสียบแทนเธอ 1 เรื่องเสียอีก
บางทีเราอย่าไปสรุปว่า การที่เราพลาดอย่างหนึ่งแล้ว
จะไปต่ออย่างอื่นไม่ได้
อาตมาขอเล่าเรื่องจริงของอาตมา
ตอนที่อาตมาภาพเป็นสามเณรน้อย
วันหนึ่งอาตมาเก็บข้าวเก็บของจะไปอยู่กรุงเทพฯ
แต่ก่อนเดินทางหลวงพ่อเรียกอาตมาไปหาบอกว่า
ปีหน้าค่อยไปได้ไหม อาตมาร้องไห้เลย
หาว่าหลวงพ่อกลั่นแกล้งเรา
เราจะไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ให้เราไปเรียน
แต่เพื่อนเราปล่อยไปทีละ 5 รูป
แล้วหลวงพ่อให้ไปอยู่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
ปรากฎว่าที่นั่นเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมาถูกปล่อยเกาะอยู่ที่นั่น 2 เดือน
พออาตมาได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมาร้องไห้เลย
เพราะอาตมาได้รู่ว่า นี่คือ
วิชาที่ประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้าสอนเราไว้
เป็นพระ ถ้าไม่ได้เรียนวิปัสสนาเหมือน
เป็นทหารแต่ไม่ได้ออกสงคราม
มันไม่สมภาคภูมิ เราจะเอาแต่เรียนในเชิง
ปริยัติ เชิงทฤษฎีไม่ได้
ต่อมาเมื่ออาตมาโตขึ้น
อาตมาถึงได้รู้ว่า
ถ้าอาตมาไม่ได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน
อาตมามาบวชไม่นานขนาดนี้หรอก
ป่านนี้กิเลสเอาไปเรียบร้อยแล้ว
เพื่อนอาตมาที่ไปเรียนต่อวิทยาลัยสงฆ์
4 รูป เรียนจบปริญญาตรีทุกรูป
ลาสิกขาไปมีครอบครัวเล็ก ๆ
อาตมาก็มานั่งนึกดู เราไปเรียนวิปัสสนากรรมฐาน
2 เดือน แต่ผลของมันฉันจะได้ใช้วิชานี้ทั้งชีวิต
เราพลาดหวังจากการไปเรียนในวิทยาลัย
แต่เราได้วิชาที่ดีที่สุด คือ วิปัสสนากรรมฐาน
คืนมาให้ชีวิตเรา ในตอนนั้นอาตมาก็เสียใจมาก
แต่มานั่งนึก ตอนนี้อาตมาดีใจที่สุดเลย
และหลักธรรมทำให้ผ่านพ้นวิกฤติของชีวิตได้คือ
"อดทน" สักวันหนึ่ง สิ่งเลวร้ายก็จะผ่านไป
-----------------------------------------------
ข้าพเจ้าขอคัดลอกบทความบางส่วนมาให้อ่านเท่านั้น
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท
อยากได้ความรู้เพิ่มเติมหาซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ร้านหนังสือทั่วไป
หรือไม่ใครมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง
ก็แบ่งปันกันอ่านก็ได้ค่ะ ได้บุญดี อิอิ ^__^
โดย คิดแล้วเขียน V:)
ป้ายกำกับ:
ความคิด,
เดินทาง,
ธรรมะ,
แนวคิด,
ว.วชิระเมธี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)