ใคร ๆ ก็มักจะบอกว่า ผู้หญิงบ้าดูดวง
แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อ เพราะเจอผู้ชายบ้าดูดวงเช่นกัน :))
จริง ๆ แล้วการดูดวงเป็นการเก็บสถิติ
ต้องดูจากหลาย ๆ แหล่ง หลาย ๆ ที่
หากดูออกมาแล้ว ออกมาในแนวทางเดียวกัน
เป็นอันว่า ค่อนข้างเชื่อถือได้
การดูไพ่หรือเสี่ยงเซียมซีนั้น
เป็นการอ่านความคิด และจิตของเราในขณะนั้น
ข้าพเจ้าสังเกตว่า หากมีกิเลสขั้นพื้นฐาน
เวลาหยิบไพ่ยิปซี แล้วปรากฎไพ่ Devil ขึ้นมา
อาจเป็นไปได้ว่า ในขณะนั้นเรามีแนวโน้มที่จะมีกิเลส
ในขณะนั้นมีอารมณ์โลภ โกรธ หรือ หลง ไปในทางอบาย
(ไม่ค่อยดี)
ซึ่งถ้าทายถึงแฟนมีตัว Devil ขึ้นมา
แสดงว่าแฟนแอบมีกิ๊ก หรือมี ??? เขาว่าอย่างนั้นนะ
อันนี้เท็จจริงอย่างไร ไม่รู้เหมือนกัน 555
เพราะดูได้แค่ตัวเอง อิอิ ^_^
ตอนแรก ๆ ชอบดูเพราะความสนุก
บางทีอยากรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้
ก็ลองเสี่ยงทายดู บางทีก็แม่นนะ แต่ถ้าวันไหน
อารมณ์เราไม่คงที่ ก็มีนะไม่ค่อยแม่นเหมือนกัน
อยู่ที่สภาพจิตของคนทายด้วยว่ามีกำลังส่งแค่ไหน
ข้าพเจ้าชอบดูไพ่ ไพ่เหมือนตัวแทนของรหัสอารมณ์เราในขณะนั้น
และแนวโน้มที่จะเป็นไป ... ช่วงนี้แปลกประหลาดมาก
ข้าพเจ้ามักได้ ไพ่ The Death และก็ The Lover
ถ้าดูจากรูปไพ่ และความหมายตรง ๆ
ไพ่ The Death หมายถึงไพ่แห่งความตาย
แต่อีกความหมายนึงคือ ไพ่การสิ้นสุดของบางสิ่งบางอย่าง
เพื่อเริ่มต้นอย่างใหม่แทน ...ส่วนไพ่ The Lover
ก็มีความหมายว่า ทางเลือก
อาจหมายถึง กำลังเลือกที่จะดำเนินการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ไม่ใช่หมายถึงคู่รักอย่างเดียว ...
การดูไพ่เป็นอะไรที่สนุก เหมือนข้าพเจ้าได้ลุ้นว่า
มันจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต
และจะตรงกับที่เราเสี่ยงทายไหม ...
ข้าพเจ้าชอบดูดวงทุกรูปแบบ
(แต่ไม่งมงาย)
ชอบศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์นี้
ถ้าใครทายว่าดี ข้าพเจ้าก็เชื่อนะ
แต่ถ้าทายไม่ดี ไอ้นี่ไม่แม่น 555 ^__^
ประมาณว่า จะออกหัว ออกก้อย ข้าพเจ้าขอดีไว้ก่อน
ขืนไม่ดี เดี๋ยวไม่มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตอ่ะดิ
หลายปีมา เพื่อนเคยชวนไปดูหมอ
เขาบอกว่า ข้าพเจ้ามีดวงได้เดินทางไปต่างประเทศ
แถมได้อยู่แบบถาวรเลยนะ ....ไอ้เราก็นั่งนึก ๆ จะเป็นไปได้งัย
ญาติพี่น้องก็อยู่ทางนี้หมด จะย้ายไปอยู่ต่างแดนได้อย่างไร
ดวงการงานก็ไม่เกี่ยวกับต่างชาติ ต่างภาษา
นอกจากไปเที่ยว อันนี้ล่ะพอได้
(หรือประเทศไทยจะเกิดกลียุคทางการเมือง
เลยต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างแดน)
ก็ฟัง ๆ ไว้ เพราะนึกไม่ออกว่าจะมีแนวโน้มเป็นไป
ไม่รู้ว่า คนที่พามาดูดวง
มันคิดจะให้หมอดูหลอกถามเรื่องส่วนตัวเราหรือเปล่า
ก็เลยฟัง ๆ ไว้ เพราะเพื่อนมันรู้ว่าข้าพเจ้าชอบดูดวง
ตอนหลัง เลยไม่ดูกับใครเลย ดูด้วยตัวเองดีที่สุด
แต่ก็ไม่วายอ่ะนะ คนมันสอดรู้สอดเห็น
มันก็ให้เพื่อนเข้า Net ดูข้อมูลข้าพเจ้าได้เหมือนกัน
มันถึงรู้ทุกอย่างที่ข้าพเจ้าคิด และจะทำอะไรงัยล่ะ
ก็เลยขอด่า ผ่าน Net อยู่นี่งัย!
มีนะ บางคนดูดวงแล้วไม่ดี
เพื่อนคนนั้นก็เลยเลิกดูหมอไปโดยปริยาย
อีกอย่างเพื่อนเขาอาจจะกลัวว่า เรารู้ความลับอะไรของเขาก็ได้
เพราะเพื่อนเป็นคนที่ดูดวงแล้ว ชอบเก็บไปคิดมาก
เก็บเอามาเป็นอารมณ์
ดูดวง ดูเพื่อความสนุก ก็เหมือนที่คนบ้าหวยนั่นแหล่ะ
ว่างวดนี้ จะถูกเลขเด็ดอะไร ประมาณนั้น
ถ้าเชื่อมาก แสดงว่าคนนั้นงมงาย
เพราะไม่มีหลักฐานสิ่งใด ที่ควรจะเชื่อ
ดูเพื่อให้รู้ว่า มันเป็นแบบนี้นะ มีแนวโน้มที่จะเป็น
หากเรามีสติรู้ตัว มันก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง
บางทีไพ่ออกมา ไม่ตรงกับเหตุการณ์ก็มีนะ
ข้าพเจ้าก็คิดว่า ไม่ใช่แล้ว ...
ก็หมอดู คู่กับหมอเดา
ถ้าตรง ก็เป็นหลักสถิติที่มีแนวโน้มจะเป็นไป
แต่ถ้าไม่ตรง ก็ดูใหม่ 555 ก็แค่นั้น :))
อย่าเพิ่งเชื่อ ถ้าไม่เห็นกับตา!
หรือได้ยินกับหู
อะไรที่ผ่านคนกลาง หรือสื่อกลาง
ย่อมแปรเปลี่ยนได้ง่าย
ทุกอย่าง ต้องเจอด้วยตัวเอง
แล้วจะรู้ว่า ทำไมตรูถึงได้โง่ขนาดนี้หว่า!!
การบ้าดูดวง ไม่เดือดร้อนใคร
ดีกว่าบ้าอย่างอื่น ที่ทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน
แบบไหนจะดีกว่ากันหึ! ^__^
ปล. คนที่แอบดูของคนอื่น โดยไม่ได้รับอนุญาต
นั้นระวังให้ดี ความลับของตัวเองจะเปิดเผยขึ้นมา
รู้แล้วจะหนาว อิอิ :P
คิดแล้วเขียน :)V
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หัวเราะเป็นยาวิเศษ
เมื่อตอนเด็ก ๆ ข้าพเจ้ามักจะป่วยบ่อย
เวลาป่วยทีไร มักจะนึกถึงแม่เสมอ ...
ยิ่งห่างพ่อห่างแม่มาตั้งแต่เด็ก
ก็เลยทำให้เข้าใจอาการของคนห่างบ้านได้ดี
คนป่วยต้องการกำลังใจ ต้องการเพื่อน
ในชีวิตฉันมักจะเจอคนป่วยบ่อย ๆ
เมื่อก่อนก็ปู่ ย่า ป้า อา
แวะเวียนกันเข้า รพ.
จนชินกับการไปเฝ้าไข้คนป่วย
วันนี้พ่อเพื่อนป่วย พอดี รพ.อยู่ใกล้บ้าน
สามารถแวะเวียนไปเยี่ยมได้ง่ายกว่าคนอื่น
เลยตัดสินใจไปเยี่ยมตอนเย็นดีกว่า
เหมือนกับช่วงที่ข้าพเจ้าเคยไปเฝ้าป้าที่ป่วยบ่อย ๆ
ก็จะแวะไปเยี่ยมตอนหลังเลิกงานเป็นประจำ
เห็นเพื่อนเหลือพ่ออยู่คนเดียว ก็อดสงสารเขาไม่ได้
พี่น้องก็ไม่มีแล้ว จะผลัดกันดูแลก็ไม่ได้
ต้องหนักอยู่คนเดียว แถมบ้านก็อยู่ต่างจังหวัดอีก
เพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานต่างก็ยินดีช่วยเหลือกัน
เราก็คงช่วยในฐานะเป็นเพื่อนไปให้กำลังใจคนป่วยบ่อย ๆ
เพราะคนป่วยต้องการกำลังใจมากที่สุด
ยิ่งถ้ามีลูกหลานแวะเวียนกันมาเยี่ยม แกก็คงดีใจ
ไม่รู้สึกทอดทิ้ง ก็เหมือนกับตอนเด็ก ๆ
ที่เราต้องห่างบ้านไปอยู่ที่อื่น
ก็คงรู้สึกโหวง ๆ บ้าง ถ้ามีคนให้กำลังใจ
คอยพูดคุย แหย่ให้หัวเราะ ก็สามารถลืมอาการป่วยได้
วันนี้เห็นพ่อเพื่อน เขาคุยแหย่กับลูกเขา
แล้วรู้สึกว่า แกสดชื่นขึ้น คนเฝ้าก็ไม่หนักใจ
คนป่วยก็จะได้มีกำลังใจ ทั้ง ๆ ที่อาการคนป่วย
ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร ...ข้าพเจ้าเห็นหูพ่อเพื่อนใหญ่และยาว
คล้ายยายที่เพิ่งเสียไปเมื่อตอนอายุ 90 กว่าแน่ะ
เลยชม พ่อแกว่า หูยาว เหมือนคุณยาย
อยู่ถึงอายุ 90 ปีแน่ะ ...(พ่อเพื่อนอายุ 67 ปี)
พ่อแกจะได้มีกำลังต่อสู้อาการของโรคป่วยได้
กำลังให้คนป่วยนี่ก็สำคัญนะ
และเราก็พูดตามความรู้สึกอยากให้กำลังใจจริง ๆ
เพื่อนยังบอกเลยว่า พ่อดีขึ้นกว่าตอนมาเข้าใหม่ ๆ
เพื่อนหลายคน ก็ยินดีให้เพื่อนไปพักบ้านเขาได้
ระหว่างที่พ่อเขาอยู่ รพ. จะได้สะดวกในการเดินทาง
มาทำงานและดูแลพ่อ น้ำใจคนไทยยังไม่เหือดหายจากสังคมไทย
นี่คือ เสน่ห์ของนิสัยคนไทย ก็ตรงนี้นี่แหล่ะ
คิดแล้วเขียน :))V
เวลาป่วยทีไร มักจะนึกถึงแม่เสมอ ...
ยิ่งห่างพ่อห่างแม่มาตั้งแต่เด็ก
ก็เลยทำให้เข้าใจอาการของคนห่างบ้านได้ดี
คนป่วยต้องการกำลังใจ ต้องการเพื่อน
ในชีวิตฉันมักจะเจอคนป่วยบ่อย ๆ
เมื่อก่อนก็ปู่ ย่า ป้า อา
แวะเวียนกันเข้า รพ.
จนชินกับการไปเฝ้าไข้คนป่วย
วันนี้พ่อเพื่อนป่วย พอดี รพ.อยู่ใกล้บ้าน
สามารถแวะเวียนไปเยี่ยมได้ง่ายกว่าคนอื่น
เลยตัดสินใจไปเยี่ยมตอนเย็นดีกว่า
เหมือนกับช่วงที่ข้าพเจ้าเคยไปเฝ้าป้าที่ป่วยบ่อย ๆ
ก็จะแวะไปเยี่ยมตอนหลังเลิกงานเป็นประจำ
เห็นเพื่อนเหลือพ่ออยู่คนเดียว ก็อดสงสารเขาไม่ได้
พี่น้องก็ไม่มีแล้ว จะผลัดกันดูแลก็ไม่ได้
ต้องหนักอยู่คนเดียว แถมบ้านก็อยู่ต่างจังหวัดอีก
เพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานต่างก็ยินดีช่วยเหลือกัน
เราก็คงช่วยในฐานะเป็นเพื่อนไปให้กำลังใจคนป่วยบ่อย ๆ
เพราะคนป่วยต้องการกำลังใจมากที่สุด
ยิ่งถ้ามีลูกหลานแวะเวียนกันมาเยี่ยม แกก็คงดีใจ
ไม่รู้สึกทอดทิ้ง ก็เหมือนกับตอนเด็ก ๆ
ที่เราต้องห่างบ้านไปอยู่ที่อื่น
ก็คงรู้สึกโหวง ๆ บ้าง ถ้ามีคนให้กำลังใจ
คอยพูดคุย แหย่ให้หัวเราะ ก็สามารถลืมอาการป่วยได้
วันนี้เห็นพ่อเพื่อน เขาคุยแหย่กับลูกเขา
แล้วรู้สึกว่า แกสดชื่นขึ้น คนเฝ้าก็ไม่หนักใจ
คนป่วยก็จะได้มีกำลังใจ ทั้ง ๆ ที่อาการคนป่วย
ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร ...ข้าพเจ้าเห็นหูพ่อเพื่อนใหญ่และยาว
คล้ายยายที่เพิ่งเสียไปเมื่อตอนอายุ 90 กว่าแน่ะ
เลยชม พ่อแกว่า หูยาว เหมือนคุณยาย
อยู่ถึงอายุ 90 ปีแน่ะ ...(พ่อเพื่อนอายุ 67 ปี)
พ่อแกจะได้มีกำลังต่อสู้อาการของโรคป่วยได้
กำลังให้คนป่วยนี่ก็สำคัญนะ
และเราก็พูดตามความรู้สึกอยากให้กำลังใจจริง ๆ
เพื่อนยังบอกเลยว่า พ่อดีขึ้นกว่าตอนมาเข้าใหม่ ๆ
เพื่อนหลายคน ก็ยินดีให้เพื่อนไปพักบ้านเขาได้
ระหว่างที่พ่อเขาอยู่ รพ. จะได้สะดวกในการเดินทาง
มาทำงานและดูแลพ่อ น้ำใจคนไทยยังไม่เหือดหายจากสังคมไทย
นี่คือ เสน่ห์ของนิสัยคนไทย ก็ตรงนี้นี่แหล่ะ
คิดแล้วเขียน :))V
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เมื่อใกล้วาระสุดท้ายของชีวิต....
ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาปลาทองตัวสุดท้าย
เริ่มหงายท้องแล้ว เปลี่ยนน้ำใส่ยาเหลืองทุกวัน
ตอนนี้ ตัวมันเริ่มแข็ง ๆ แล้ว คงอีกไม่นาน
คงถึงวาระมัน ท้องมันเปร่งดีจัง
ข้างในมันคงเป็นอะไรไม่รู้ คิดว่าลำไส้อาจจะตันก็ได้
เพราะช่วงหลัง ๆ มันไม่ถ่ายเลย กินเข้าไป เหมือนไม่ย่อย
แล้วมันก็ชอบกินอาหารเม็ดแข็ง ๆ ด้วยนะ
อาหารแบบที่ลอยน้ำแล้วพองนิ่ม ๆ ไม่กิน บ้วนออกตลอด
คิดว่าคงเป็นที่อาหารเม็ดที่ให้มันนั่นแหล่ะ
ปลามันชอบกินแบบนั้น จะให้ทำอย่างไร
ถ้านำไปหาหมอ ก็คงผ่าท้อง เจาะท้องดู
เจ็บอีก แล้วไม่รู้ว่าหายหรือเปล่า?
เห็นใน web นี้ ถ้าเป็นโรคหงายท้องนี่หายยาก
เพราะเป็นที่อาหารปลา ทำให้ลำไส้มันอักเสบ
ถุงลมโป่ง ...นี่ก็เลี้ยงใส่ยาไปตามเรื่องตามราว
พ่อบ่นใหญ่ว่า ทำเวรทำกรรมกับสัตว์เลี้ยง
ไม่อยากให้ข้าพเจ้าเลี้ยงอีก ....จริง ๆ แล้วน่ะ
ปลามันก็คงมีอายุมัน เราเลี้ยงมันอย่างดี
ไม่เคยปล่อยทิ้งไว้ให้อด หรือน้ำเน่าเสีย
คอยเปลี่ยนถ่ายน้ำตลอด
อาหารก็ให้กินอิ่ม จนอ้วนตาปิด!
ทำอะไร ๆ ก็ไม่ดีสักอย่าง ....
ว่าแล้วก็นั่งภาวนามันว่า ...ไปดี ๆ ล่ะ อย่าทรมานเลย
ไม่รู้จะช่วยยังงัย! ....
อาจจะทิ้งช่วงไม่เลี้ยงไปพักใหญ่
เหมือนแต่ก่อน ข้าพเจ้าก็เคยเลี้ยงปลาหางนกยูงในบ่อใหญ่
ช่วงนั้น ก็โดนพ่อบ่นอยู่พักนึงเหมือนกัน ...
แปลกจัง ไม่ชอบให้ลูกเลี้ยงปลา
สงสัยจะให้ลูกเลี้ยงคน (มั้ง) 555
อายุขนาดนี้แล้ว ยังจะหวังอีกหรือ??
ดีไม่ดี เกิดมาพิการล่ะแย่เลย!!
ยิ่งหนักกว่าปลาอีก ...
ตอนนี้ ขอเลี้ยงชีวิตตนเองให้รอด
จากปากเหยี่ยวปากกา (สิ่งไม่ดี) ก่อนก็แล้วกัน อิอิ ^_^
คนที่รักปลา รักสัตว์
มันคงยากนะ ที่จะชอบคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
เพื่อความสนุกสนานของตนเอง
มันจะคิดออกไหมนี่ ที่พูดขนาดเนี๊ยะ!
หรือต้องให้เจอลูกถีบอีกหลายทีก่อน
(เป็นใคร)ไปสืบเอาเอง ...
มันหน้าเป็น หน้าด้านจริง ๆ เลยให้ตายเหอะ
แม่งเชื่อเลย!
คิดแล้วเขียน :(
เริ่มหงายท้องแล้ว เปลี่ยนน้ำใส่ยาเหลืองทุกวัน
ตอนนี้ ตัวมันเริ่มแข็ง ๆ แล้ว คงอีกไม่นาน
คงถึงวาระมัน ท้องมันเปร่งดีจัง
ข้างในมันคงเป็นอะไรไม่รู้ คิดว่าลำไส้อาจจะตันก็ได้
เพราะช่วงหลัง ๆ มันไม่ถ่ายเลย กินเข้าไป เหมือนไม่ย่อย
แล้วมันก็ชอบกินอาหารเม็ดแข็ง ๆ ด้วยนะ
อาหารแบบที่ลอยน้ำแล้วพองนิ่ม ๆ ไม่กิน บ้วนออกตลอด
คิดว่าคงเป็นที่อาหารเม็ดที่ให้มันนั่นแหล่ะ
ปลามันชอบกินแบบนั้น จะให้ทำอย่างไร
ถ้านำไปหาหมอ ก็คงผ่าท้อง เจาะท้องดู
เจ็บอีก แล้วไม่รู้ว่าหายหรือเปล่า?
เห็นใน web นี้ ถ้าเป็นโรคหงายท้องนี่หายยาก
เพราะเป็นที่อาหารปลา ทำให้ลำไส้มันอักเสบ
ถุงลมโป่ง ...นี่ก็เลี้ยงใส่ยาไปตามเรื่องตามราว
พ่อบ่นใหญ่ว่า ทำเวรทำกรรมกับสัตว์เลี้ยง
ไม่อยากให้ข้าพเจ้าเลี้ยงอีก ....จริง ๆ แล้วน่ะ
ปลามันก็คงมีอายุมัน เราเลี้ยงมันอย่างดี
ไม่เคยปล่อยทิ้งไว้ให้อด หรือน้ำเน่าเสีย
คอยเปลี่ยนถ่ายน้ำตลอด
อาหารก็ให้กินอิ่ม จนอ้วนตาปิด!
ทำอะไร ๆ ก็ไม่ดีสักอย่าง ....
ว่าแล้วก็นั่งภาวนามันว่า ...ไปดี ๆ ล่ะ อย่าทรมานเลย
ไม่รู้จะช่วยยังงัย! ....
อาจจะทิ้งช่วงไม่เลี้ยงไปพักใหญ่
เหมือนแต่ก่อน ข้าพเจ้าก็เคยเลี้ยงปลาหางนกยูงในบ่อใหญ่
ช่วงนั้น ก็โดนพ่อบ่นอยู่พักนึงเหมือนกัน ...
แปลกจัง ไม่ชอบให้ลูกเลี้ยงปลา
สงสัยจะให้ลูกเลี้ยงคน (มั้ง) 555
อายุขนาดนี้แล้ว ยังจะหวังอีกหรือ??
ดีไม่ดี เกิดมาพิการล่ะแย่เลย!!
ยิ่งหนักกว่าปลาอีก ...
ตอนนี้ ขอเลี้ยงชีวิตตนเองให้รอด
จากปากเหยี่ยวปากกา (สิ่งไม่ดี) ก่อนก็แล้วกัน อิอิ ^_^
คนที่รักปลา รักสัตว์
มันคงยากนะ ที่จะชอบคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
เพื่อความสนุกสนานของตนเอง
มันจะคิดออกไหมนี่ ที่พูดขนาดเนี๊ยะ!
หรือต้องให้เจอลูกถีบอีกหลายทีก่อน
(เป็นใคร)ไปสืบเอาเอง ...
มันหน้าเป็น หน้าด้านจริง ๆ เลยให้ตายเหอะ
แม่งเชื่อเลย!
คิดแล้วเขียน :(
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เสียความรู้สึก
บางครั้งการที่เราให้ความจริงใจกับใครไป
แต่ผลที่ได้รับ เป็นการแสแสร้ง นั้น
ย่อมเสียความรู้สึกเป็นธรรมดา
จะเอาอะไรกับโลกใบกลม ๆ นี้ได้นะ
ผัวเมียบางคู่ ยังไม่จริงใจต่อกันเลย
จะทำดีก็ต่อเมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น
(555 ไม่ต้องบอกหรอกนะว่าทำอะไร อิอิ ^_^)
แต่พอเวลาห่างไกลกัน ก็ติดปีกกันเป็นแถว ๆ
โดยเฉพาะเพศชาย ... เห็นพฤติกรรมผู้ชายหลาย ๆ คน
โดยเฉพาะที่ทำงาน เห็นแล้วรู้สึกว่า ..
สงสารผู้หญิงที่เป็นเมีย ไอ้นั่นจัง!
ถ้าฉันมีสามีในอนาคต ฉันจะเจอสามีแบบนี้
ที่เขาทำกับเมียของตนเองหรือเปล่า?!
และคำถามนี้ ยังคงไม่หายไปไหน
สมัยนี้ คนขาดศีลธรรมเยอะ
ทำอะไรไม่สนใจใคร ขอให้ตรูได้ไว้ก่อนเป็นดี!
ผู้ชาย หรือผู้หญิง ที่วางตัวไม่เหมาะสมต่อเพศตรงข้าม
เป็นที่น่ารังเกียจยิ่งนัก!
ใครเห็นพฤติกรรมแล้วเขาก็เอาไปเม้าท์ต่อ
บางคนก็ชอบทำตัวเป็นหมาหยอกไก่ไปวัน ๆ
ผู้ชาย หรือผู้หญิงบางคน มีแฟนอยู่แล้วนะ
ทำไมคนสมัยนี้ วางตัวไม่ดีเลย
ไปให้ห่าง ๆ ตรูเลย
เดี๋ยวได้เจอดีสักวัน!
เบื่อ เซ็ง!
คิดแล้วเขียน :(
แต่ผลที่ได้รับ เป็นการแสแสร้ง นั้น
ย่อมเสียความรู้สึกเป็นธรรมดา
จะเอาอะไรกับโลกใบกลม ๆ นี้ได้นะ
ผัวเมียบางคู่ ยังไม่จริงใจต่อกันเลย
จะทำดีก็ต่อเมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น
(555 ไม่ต้องบอกหรอกนะว่าทำอะไร อิอิ ^_^)
แต่พอเวลาห่างไกลกัน ก็ติดปีกกันเป็นแถว ๆ
โดยเฉพาะเพศชาย ... เห็นพฤติกรรมผู้ชายหลาย ๆ คน
โดยเฉพาะที่ทำงาน เห็นแล้วรู้สึกว่า ..
สงสารผู้หญิงที่เป็นเมีย ไอ้นั่นจัง!
ถ้าฉันมีสามีในอนาคต ฉันจะเจอสามีแบบนี้
ที่เขาทำกับเมียของตนเองหรือเปล่า?!
และคำถามนี้ ยังคงไม่หายไปไหน
สมัยนี้ คนขาดศีลธรรมเยอะ
ทำอะไรไม่สนใจใคร ขอให้ตรูได้ไว้ก่อนเป็นดี!
ผู้ชาย หรือผู้หญิง ที่วางตัวไม่เหมาะสมต่อเพศตรงข้าม
เป็นที่น่ารังเกียจยิ่งนัก!
ใครเห็นพฤติกรรมแล้วเขาก็เอาไปเม้าท์ต่อ
บางคนก็ชอบทำตัวเป็นหมาหยอกไก่ไปวัน ๆ
ผู้ชาย หรือผู้หญิงบางคน มีแฟนอยู่แล้วนะ
ทำไมคนสมัยนี้ วางตัวไม่ดีเลย
ไปให้ห่าง ๆ ตรูเลย
เดี๋ยวได้เจอดีสักวัน!
เบื่อ เซ็ง!
คิดแล้วเขียน :(
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ไดอารี่ออนไลน์
วันนี้ ข้าพเจ้าอยากจะพูดถึงเรื่อง
การเขียนไดอารี่ออนไลน์สักเล็กน้อย
จริง ๆ แล้วทำ blog นี้ขึ้นมา
เป็น blog ที่ 2 จากที่เคยอยู่ ASTV
เพื่อหลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่ขัดแย้งทางการเมือง
blog นี้เปรียบเสมือนการบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวัน
ที่ได้เจอเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เรื่องเบา ๆ เก็บมาเล่า
ขึ้น web ไว้ เผื่อบทความ
หรือความคิดเห็นไหนที่มีประโยชน์
เมื่อมีคนค้นพบ ก็จะได้เก็บความคิดนั้น
ไปต่อยอดได้ ที่จริงไม่อยากเขียน blog หลายอัน
เพราะมันเหนื่อย ... blog โน้นส่วนมากจะไว้อ่านของคนอื่น
หรือเผยแพร่บทความที่มีสาระหน่อย
(blog นี้ส่วนมากจะเรื่องไร้สาระ
เน้นความพอใจส่วนตัว ^__^)
ก็ในเมื่อเราไม่มีเวลา หรือไม่สามารถอ่านของคนอื่นได้
ก็ต้องหลบมาเขียน blog นี้เงียบ ๆ นี่แหล่ะ ^__^
ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นให้กับใคร
ฉันก็นั่งเขียน นั่งพิมพ์ตามเรื่อง ตามราว
ซึ่งมันก็ดีอย่างเสียอย่างนะ
ไดอารี่ออนไลน์ดีตรงที่ว่า
คนอื่นเข้ามาอ่านความคิดของเรา
ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดความคิดได้
แต่ข้อเสียก็คือ คนอื่นไม่เข้ามาแสดงความเห็นใน blog เรา
ซึ่งบางครั้ง เอ้! ตรูเขียนเอง อ่านเองอยู่คนเดียว
ท่าจะบ้าหรือเปล่า?!! เหมือนพูดโทรศัพท์อยู่คนเดียว
คนอื่นไม่ได้ยิน ไม่เห็นตัวคนสนทนา ก็ว่าไอ้นี่บ้า!
พูดอยู่คนเดียว เขียนอยู่คนเดียว รึเปล่า?!!
แต่ถ้าเขียนใน blog ที่มีเพื่อนบ้าน แสดงความคิดเห็นด้วย
ก็เหมือนกับเป็นสังคมเล็ก ๆ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
มีทะเลาะบ้าง แหย่บ้าง ให้กำลังใจกันบ้าง
ซึ่ง ณ ตอนนี้ ข้าพเจ้ามีเวลาไม่มากพอ
ที่ข้าพเจ้าจะให้เพื่อนบ้านในสังคม blog นั้นได้
ก็เลยทำให้ก่อกำเนิด blog นี้ขึ้นมาแทน
ใจจริงน่ะ ไม่อยากยุ่งเรื่องการเมืองด้วยซ้ำ
แต่จะไม่รู้อะไรเลยก็ไม่ได้
เอาแค่ อ่านข่าวพอรู้เท่านั้น ...
แต่คงไม่มีเวลาสามารถลงรายละเอียด ในเรื่องนั้นได้มาก ...
เพราะยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไร อารมณ์ของเรา
จะเป็นอีกแบบนึง ... แรง...เหมือนคนบ้า ดี ๆ นี่เอง...
(ลองไปอ่าน blog ของที่ไหนก็ตามที่มีการแสดงความเห็น
เกี่ยวกับการเมือง ...เวลาอ่านแล้วจะรู้สึกเครียดทันที
หากใครแสดงความคิดเห็นไม่ใช่พวกตนเอง จะมีอาการด่า ขุด ฯลฯ
เหมือนพวกคนบ้า ไร้สติ เลย )
.... พวกทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ ข้าพเจ้าไม่ชอบเลย....
คิดแล้วเขียน :(
การเขียนไดอารี่ออนไลน์สักเล็กน้อย
จริง ๆ แล้วทำ blog นี้ขึ้นมา
เป็น blog ที่ 2 จากที่เคยอยู่ ASTV
เพื่อหลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่ขัดแย้งทางการเมือง
blog นี้เปรียบเสมือนการบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวัน
ที่ได้เจอเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เรื่องเบา ๆ เก็บมาเล่า
ขึ้น web ไว้ เผื่อบทความ
หรือความคิดเห็นไหนที่มีประโยชน์
เมื่อมีคนค้นพบ ก็จะได้เก็บความคิดนั้น
ไปต่อยอดได้ ที่จริงไม่อยากเขียน blog หลายอัน
เพราะมันเหนื่อย ... blog โน้นส่วนมากจะไว้อ่านของคนอื่น
หรือเผยแพร่บทความที่มีสาระหน่อย
(blog นี้ส่วนมากจะเรื่องไร้สาระ
เน้นความพอใจส่วนตัว ^__^)
ก็ในเมื่อเราไม่มีเวลา หรือไม่สามารถอ่านของคนอื่นได้
ก็ต้องหลบมาเขียน blog นี้เงียบ ๆ นี่แหล่ะ ^__^
ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นให้กับใคร
ฉันก็นั่งเขียน นั่งพิมพ์ตามเรื่อง ตามราว
ซึ่งมันก็ดีอย่างเสียอย่างนะ
ไดอารี่ออนไลน์ดีตรงที่ว่า
คนอื่นเข้ามาอ่านความคิดของเรา
ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดความคิดได้
แต่ข้อเสียก็คือ คนอื่นไม่เข้ามาแสดงความเห็นใน blog เรา
ซึ่งบางครั้ง เอ้! ตรูเขียนเอง อ่านเองอยู่คนเดียว
ท่าจะบ้าหรือเปล่า?!! เหมือนพูดโทรศัพท์อยู่คนเดียว
คนอื่นไม่ได้ยิน ไม่เห็นตัวคนสนทนา ก็ว่าไอ้นี่บ้า!
พูดอยู่คนเดียว เขียนอยู่คนเดียว รึเปล่า?!!
แต่ถ้าเขียนใน blog ที่มีเพื่อนบ้าน แสดงความคิดเห็นด้วย
ก็เหมือนกับเป็นสังคมเล็ก ๆ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
มีทะเลาะบ้าง แหย่บ้าง ให้กำลังใจกันบ้าง
ซึ่ง ณ ตอนนี้ ข้าพเจ้ามีเวลาไม่มากพอ
ที่ข้าพเจ้าจะให้เพื่อนบ้านในสังคม blog นั้นได้
ก็เลยทำให้ก่อกำเนิด blog นี้ขึ้นมาแทน
ใจจริงน่ะ ไม่อยากยุ่งเรื่องการเมืองด้วยซ้ำ
แต่จะไม่รู้อะไรเลยก็ไม่ได้
เอาแค่ อ่านข่าวพอรู้เท่านั้น ...
แต่คงไม่มีเวลาสามารถลงรายละเอียด ในเรื่องนั้นได้มาก ...
เพราะยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไร อารมณ์ของเรา
จะเป็นอีกแบบนึง ... แรง...เหมือนคนบ้า ดี ๆ นี่เอง...
(ลองไปอ่าน blog ของที่ไหนก็ตามที่มีการแสดงความเห็น
เกี่ยวกับการเมือง ...เวลาอ่านแล้วจะรู้สึกเครียดทันที
หากใครแสดงความคิดเห็นไม่ใช่พวกตนเอง จะมีอาการด่า ขุด ฯลฯ
เหมือนพวกคนบ้า ไร้สติ เลย )
.... พวกทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ ข้าพเจ้าไม่ชอบเลย....
คิดแล้วเขียน :(
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สายตาเริ่มแย่

หลายวันมานี้ สายตาข้างขวาของข้าพเจ้าเริ่มพร่ามัว เป็นบางจังหวะ
ต้องคอยขยิบตาขวาอยู่เรื่อย เหลือบตามองไว ๆ ไม่ค่อยได้
จะรู้สึกมัว ๆ ข้างเดียว ซึ่งข้างขวานี้สายตาข้าพเจ้าจะเอียงขึ้นฟ้า
อยู่แล้ว ...สงสัยสายตาคงเริ่มยาว 5555 ต้องไปวัดสายตาอีกที
เพราะหนังสือตัวเล็ก ๆ เบลอ ๆ นี้ อ่านไม่ได้ ปวดตา
เพราะเพ่งยังไงก็ไม่ชัด ประวัติคุณปู่ก็เคยเป็นต้อหินด้วย
ไม่รู้ว่า ปีนี้จะหาโรคอะไรให้ตัวเองดี ^_^
ปีที่แล้วผมร่วง ไปหาหมอมา 1 ปีเต็ม
จนน้ำหนักเพิ่มขึ้น 6-8 กิโลกรัมได้
แล้วก็ไม่ค่อยจะยอมลงด้วยล่ะซิ ....^_^
เคยคิดนะว่า ฉันจะอ้วนมากที่สุดได้กี่กิโล
ก็กินแบบตามใจปากไปเรื่อย ๆ
ใครทักก็ช่าง เหมือนลมผ่านหู
แต่เอ! เอาแล้วล่ะทีนี้
น.น.ชักจะเพิ่มขึ้น ๆ ๆ จนหลายคนทักว่า
หน้าบวมจนหน้าเกลียด
เมื่อเห็นรูปถ่ายตนเอง
ก็น่าเกลียดจริง ๆ แหล่ะ
โดยเฉพาะพ่อ อิอิ เจอหน้าทีไรทักทุกที!
(กลัวลูกสาวขายไม่ออก อิอิ)^_^
ตอนหลัง ๆ ก็เลยเพลา ๆ กินพอดี ๆ
ไม่ให้แน่นจนเกินไป หลัง ๆ ก็ลงมาได้นิดหน่อย
แต่ก็ไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ เพราะเนื้อที่เคยตึง ๆ
ก็เริ่มหย่อน ๆ ....ว่าแล้วก็ ...ปีนี้เริ่มหาโรคให้กับตนเองได้และ
นั่นคือ สายตา ในวัยชรานี่เอง :))
เริ่มแก่แล้ว ก็เหมือนกับรถที่ใช้มานาน
ก็ต้องเข้าอู่ซ่อมบ้างเป็นธรรมดา
อะไหล่รถคันนี้ ไม่มีเปลี่ยน
ทำได้อย่างเดียวคือ ชะลอไม่ให้สึกหรอมาก
ใครที่ทำงานหนักตอนวัยหนุ่ม วัยสาวมาก ๆ
ระวังให้ดี เมื่อถึงตอนแก่ เงินที่เก็บมาได้ทั้งหมด
จะไปอยู่ที่หมอ และยารักษาโรค
ทางที่ดี เราควรใช้ร่างกายแต่พอดี กินอาหารที่ดี
มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพ
จะได้ไม่มีปัญหาในบั้นปลายชีวิต
ซึ่งบางทีก็แก้ไขไม่ทัน ...เงินเก็บทั้งหมด
ต้องมาเสียค่ายารักษาตนเอง ไม่ดีแน่ ๆ
ตอนนี้ข้าพเจ้าก็เริ่มทำประกันชีวิตด้านสุขภาพแล้ว
เพราะรู้ว่า อนาคตอาจต้องได้นอนโรงพยาบาล
ทำไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เบี้ยประกันจะได้ถูก ๆ
ดีกว่าทำตอนอายุเยอะ ๆ แล้วไม่คุ้ม
การไม่มีลาภนั้นประเสริฐที่สุด
แต่ที่บ้าน ตอนนี้ พ่อ แม่ อา ป้า
ก็ไปหาหมอเหมือนไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวทุกสัปดาห์
ตรวจนั่น เช็คนี่ ฯลฯ
คนแก่บางคนไม่เป็นไร ก็จะพยายามเช็คให้เป็นก็มีนะ :))
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับลูก ๆ หลาน ๆ ที่ต้องดูแลเขาแล้วล่ะ
อย่าว่าคนแก่เลย อีกหน่อยเราก็แก่เหมือนกับเขา
ที่สำคัญ เราไม่รู้ว่าจะได้อยู่ถึงตอนแก่หรือเปล่าน่ะซิ!
คิดแล้วเขียน :)V
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เงินพิเศษ
นับแต่พ่อเริ่มคิดโครงการให้ข้าพเจ้า
(ซื้อรถยนต์เป็นของตนเอง)
ทำให้ข้าพเจ้ามีความหวังมิใช่น้อย :P
ปกติเป็นคนไม่ค่อยคิด(เป้าหมาย)ตนเองเท่าไร
ก็เลยไปเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ ของฉันไป
จนที่บ้านให้ฉายาว่า แม่นางเฉื่อย ...^_^
นี่พ่อเขากะตั้งเป้าหมายระยะกลางไว้ให้ข้าพเจ้า
เดินตามนะเนี่ยะ!
แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น เจ้าของเงินดาวน์
ก็ต้องดูพฤติกรรมการใช้เงินของผู้จะสร้างหนี้ด้วยว่า
มีความสามารถในการคิดชำระหนี้ได้ดีแค่ไหน
เขากลัวว่า ผ่อน ๆ ไป เกิดเงินชักหน้าไม่ถึงหลัง
เดี๋ยวเดือดร้อนผู้วางเงินดาวน์อีก
กลายเป็นว่า ทั้งขึ้นทั้งร่อง
พ่อเหมาคนเดียว อิอิ ^__^
ช่วงนี้ต้องงดพฤติกรรมฟุ่มเฟือยทุกกรณี
ต้องสร้างเครดิตให้กับตนเองไว้ก่อน อิอิ
(อึดอัดเหมือนกันนะเนี่ยะ!)
ใครจะว่าช่วงนี้ ข้าพเจ้าขี้เหนียวก็ไม่ว่ากัน ^_^
ปกติก็พอเหนียวอยู่บ้างแล้ว (สำหรับคนอื่นนะ)
แต่ข้าพเจ้าไม่ใช่คนเหนียวหนี้เด็ดขาด! 555 :))
เงินของคนอื่น ไม่ชอบเอามาใช้นาน ๆ
ดอกมันขึ้นทุกวัน ๆ เป็นเงาตามตัว
ยิ่งไปโกงใครเขามา หรือเบียดเบียนเงินของคนอื่น
ชาติหน้า ต้องไปเกิดเป็นวัว เป็นควาย
เป็นข้าทาส ทำงานให้คนอื่นเขาหมด
(อ่านพวกกฎแห่งกรรมไว้ก็ดีแบบนี้แหล่ะ!)
ตอนนี้เลยกำลังหาทางเพิ่มรายได้พิเศษให้ตนเอง
ว่าจะทำอะไรดี คิดไปคิดมา
งานอะไรที่เราถนัด และใช้เวลาในแต่ละวันไม่มาก
ช่วยเสริมอีกแรงท่าจะดี ...เมื่อก่อนตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ...
พี่สาวให้ช่วยรับจ้างพิมพ์งาน พิมพ์เอกสาร
เอกสารการสอนของเขา
ก็ได้ตังค์กินขนมมาบ้างเล็กน้อย
ช่วงหลัง ๆ งานของตัวเองก็เยอะด้วย
วัน ๆ นั่งอยู่แต่หน้า com
สายตาก็ล้า ๆ ไปบ้าง
ครั้นจะทำแซนวิชขาย คงไม่มีเวลาแบบเดิม ๆ อีกแล้ว
แถมเป็นแม่ค้า ต้องคุยกับลูกค้าดี ๆ
ทำท่าทาง หยิ่งผยอง ใส่ลูกค้า
ใครเขาจะซื้อเน๊าะ! :P
เฮ้อ! เก็บไปคิดเล่น ๆ ก่อน
เอาไว้ทำจริง ๆ ค่อยว่ากันอีกที
เรื่องรถยนต์อ่านข่าวแล้ว รู้สึกว่า
มีการแข่งขัน แย่งตลาดรถยนต์กับลูกค้ากัน
ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า หรือ ฮอนด้า
ต่างเรียกเก็บรถคืนกันจารหวั่น
ตกลง 2 ยี่ห้อนี่ไม่ดีแล้วใช่ไหม?
ข้าพเจ้าจะได้เลือกยี่ห้ออื่น
ตามที่หมายตาเอาไว้
ใจน่ะชอบน้องสองแต่แรกแล้ว
ข้าพเจ้าว่า ยิ่งเร่งผลิตรถยนต์แข่งกันมากขึ้นเท่าไร
คุณภาพของผลิตภัณฑ์ย่อมผันแปรไปด้วย
ทุกอย่างนั่นแหล่ะ อะไรที่มาก ๆ ย่อมไม่ดีทั้งนั้น
คุณภาพย่อมลดลงตามไปด้วย
ก็เหมือนกับงาน ...งานเยอะ ๆ แล้วเร่ง ๆ ทำ
รายละเอียดก็ไม่สามารถลงลึกได้หรอก
และถ้าคนตรวจสอบไม่ละเอียดด้วยแล้วล่ะก็
พากันเจ๊งได้ง่ายไปเลย
หรือแม้แต่การมีกิ๊ก กั๊ก หรือแฟนหลายคน
คงไม่มีเวลามาดูแลกันทั่วถึง
ปรากฎว่า เวรกรรมตามทัน!
กิ๊กเราดันไปมี กั๊ก อีกทีไว้กันเหนียว
ยามที่ไม่มีเวลาให้กัน
ของแบบนี้ ก็รู้ ๆ กันอยู่ ...กรรมติดจรวดอยู่แล้ว
(วกเข้ามาจนได้)
พูดไปงั้นแหล่ะ
มีแต่แฟนชาวบ้านเขา
เอามาทำซากอะไร? ...^_^
เฮ้อ! ไม่รู้ว่าฝันจะเป็นจริงเมื่อไร
ตอนนี้ก็คิดเล่น ๆ ไปก่อน ^_^
คิดแล้วเขียน :)V
(ซื้อรถยนต์เป็นของตนเอง)
ทำให้ข้าพเจ้ามีความหวังมิใช่น้อย :P
ปกติเป็นคนไม่ค่อยคิด(เป้าหมาย)ตนเองเท่าไร
ก็เลยไปเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ ของฉันไป
จนที่บ้านให้ฉายาว่า แม่นางเฉื่อย ...^_^
นี่พ่อเขากะตั้งเป้าหมายระยะกลางไว้ให้ข้าพเจ้า
เดินตามนะเนี่ยะ!
แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น เจ้าของเงินดาวน์
ก็ต้องดูพฤติกรรมการใช้เงินของผู้จะสร้างหนี้ด้วยว่า
มีความสามารถในการคิดชำระหนี้ได้ดีแค่ไหน
เขากลัวว่า ผ่อน ๆ ไป เกิดเงินชักหน้าไม่ถึงหลัง
เดี๋ยวเดือดร้อนผู้วางเงินดาวน์อีก
กลายเป็นว่า ทั้งขึ้นทั้งร่อง
พ่อเหมาคนเดียว อิอิ ^__^
ช่วงนี้ต้องงดพฤติกรรมฟุ่มเฟือยทุกกรณี
ต้องสร้างเครดิตให้กับตนเองไว้ก่อน อิอิ
(อึดอัดเหมือนกันนะเนี่ยะ!)
ใครจะว่าช่วงนี้ ข้าพเจ้าขี้เหนียวก็ไม่ว่ากัน ^_^
ปกติก็พอเหนียวอยู่บ้างแล้ว (สำหรับคนอื่นนะ)
แต่ข้าพเจ้าไม่ใช่คนเหนียวหนี้เด็ดขาด! 555 :))
เงินของคนอื่น ไม่ชอบเอามาใช้นาน ๆ
ดอกมันขึ้นทุกวัน ๆ เป็นเงาตามตัว
ยิ่งไปโกงใครเขามา หรือเบียดเบียนเงินของคนอื่น
ชาติหน้า ต้องไปเกิดเป็นวัว เป็นควาย
เป็นข้าทาส ทำงานให้คนอื่นเขาหมด
(อ่านพวกกฎแห่งกรรมไว้ก็ดีแบบนี้แหล่ะ!)
ตอนนี้เลยกำลังหาทางเพิ่มรายได้พิเศษให้ตนเอง
ว่าจะทำอะไรดี คิดไปคิดมา
งานอะไรที่เราถนัด และใช้เวลาในแต่ละวันไม่มาก
ช่วยเสริมอีกแรงท่าจะดี ...เมื่อก่อนตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ...
พี่สาวให้ช่วยรับจ้างพิมพ์งาน พิมพ์เอกสาร
เอกสารการสอนของเขา
ก็ได้ตังค์กินขนมมาบ้างเล็กน้อย
ช่วงหลัง ๆ งานของตัวเองก็เยอะด้วย
วัน ๆ นั่งอยู่แต่หน้า com
สายตาก็ล้า ๆ ไปบ้าง
ครั้นจะทำแซนวิชขาย คงไม่มีเวลาแบบเดิม ๆ อีกแล้ว
แถมเป็นแม่ค้า ต้องคุยกับลูกค้าดี ๆ
ทำท่าทาง หยิ่งผยอง ใส่ลูกค้า
ใครเขาจะซื้อเน๊าะ! :P
เฮ้อ! เก็บไปคิดเล่น ๆ ก่อน
เอาไว้ทำจริง ๆ ค่อยว่ากันอีกที
เรื่องรถยนต์อ่านข่าวแล้ว รู้สึกว่า
มีการแข่งขัน แย่งตลาดรถยนต์กับลูกค้ากัน
ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า หรือ ฮอนด้า
ต่างเรียกเก็บรถคืนกันจารหวั่น
ตกลง 2 ยี่ห้อนี่ไม่ดีแล้วใช่ไหม?
ข้าพเจ้าจะได้เลือกยี่ห้ออื่น
ตามที่หมายตาเอาไว้
ใจน่ะชอบน้องสองแต่แรกแล้ว
ข้าพเจ้าว่า ยิ่งเร่งผลิตรถยนต์แข่งกันมากขึ้นเท่าไร
คุณภาพของผลิตภัณฑ์ย่อมผันแปรไปด้วย
ทุกอย่างนั่นแหล่ะ อะไรที่มาก ๆ ย่อมไม่ดีทั้งนั้น
คุณภาพย่อมลดลงตามไปด้วย
ก็เหมือนกับงาน ...งานเยอะ ๆ แล้วเร่ง ๆ ทำ
รายละเอียดก็ไม่สามารถลงลึกได้หรอก
และถ้าคนตรวจสอบไม่ละเอียดด้วยแล้วล่ะก็
พากันเจ๊งได้ง่ายไปเลย
หรือแม้แต่การมีกิ๊ก กั๊ก หรือแฟนหลายคน
คงไม่มีเวลามาดูแลกันทั่วถึง
ปรากฎว่า เวรกรรมตามทัน!
กิ๊กเราดันไปมี กั๊ก อีกทีไว้กันเหนียว
ยามที่ไม่มีเวลาให้กัน
ของแบบนี้ ก็รู้ ๆ กันอยู่ ...กรรมติดจรวดอยู่แล้ว
(วกเข้ามาจนได้)
พูดไปงั้นแหล่ะ
มีแต่แฟนชาวบ้านเขา
เอามาทำซากอะไร? ...^_^
เฮ้อ! ไม่รู้ว่าฝันจะเป็นจริงเมื่อไร
ตอนนี้ก็คิดเล่น ๆ ไปก่อน ^_^
คิดแล้วเขียน :)V
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ความเมตตา
ความโกรธ จับคู่กับ ความเมตตา
ทุก ๆ คนย่อมล้วนอยากมีความสุข
เมื่อเราโกรธใครมาก ๆ
พยายามนึกถึงสิ่งดี ๆ
ของคนที่เราโกรธ ว่าเขาเคยทำดีกับเราแบบใดบ้าง
ก็พอทำให้คลายหายโกรธได้
ก็เหมือนกับเพื่อน ถ้าเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงมาก
ก็พอให้อภัยได้
ขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้โกรธด้วยว่า
สามารถเมตตาผู้ที่ทำให้เราโกรธได้ไหม?
แต่ที่ไม่เมตตา เพราะกลัวเหตุการณ์แบบเดิม ๆ
จะเกิดขึ้นอีก ก็เลยไม่อยากยุ่งด้วย
ถ้าเรามีความรู้สึก นึกถึงใจเขา ใจเรา
นั่นหมายถึงเราเริ่มที่จะให้อภัยคน คนนั้นแล้ว
ถึงแม้เขาเคยทำไม่ดีกับเราไว้ (หลายครั้ง)
และถ้าเราคิดว่า คนที่ทำไม่ดีกับเราแบบนั้น
เขาก็คงทุกข์ด้วยเหมือนกัน
ตอนโกรธ อารมณ์ต่างคนต่างแรง
พอจางหายโกรธแล้ว บางทีเราก็นึกได้ว่า
ไม่น่าทำรุนแรงแบบนั้นเลย
อีกอย่าง คำว่า "ทิฐิ"
ก็เป็นตัวกั้นกลาง ระหว่าง
ความเมตตา กับ ความโกรธ ได้เหมือนกัน
ยิ่งศักดิ์ศรี และความมีตัวตน มีมากเท่าไร
ทิฐิ ก็มีมากขึ้นเท่านั้น
ถ้าคนเรามีเมตตามากกว่า ทิฐิ
ก็อาจทำให้เหตุการณ์อะไรต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าเดิม
คิดแล้วเขียน :)V
ทุก ๆ คนย่อมล้วนอยากมีความสุข
เมื่อเราโกรธใครมาก ๆ
พยายามนึกถึงสิ่งดี ๆ
ของคนที่เราโกรธ ว่าเขาเคยทำดีกับเราแบบใดบ้าง
ก็พอทำให้คลายหายโกรธได้
ก็เหมือนกับเพื่อน ถ้าเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงมาก
ก็พอให้อภัยได้
ขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้โกรธด้วยว่า
สามารถเมตตาผู้ที่ทำให้เราโกรธได้ไหม?
แต่ที่ไม่เมตตา เพราะกลัวเหตุการณ์แบบเดิม ๆ
จะเกิดขึ้นอีก ก็เลยไม่อยากยุ่งด้วย
ถ้าเรามีความรู้สึก นึกถึงใจเขา ใจเรา
นั่นหมายถึงเราเริ่มที่จะให้อภัยคน คนนั้นแล้ว
ถึงแม้เขาเคยทำไม่ดีกับเราไว้ (หลายครั้ง)
และถ้าเราคิดว่า คนที่ทำไม่ดีกับเราแบบนั้น
เขาก็คงทุกข์ด้วยเหมือนกัน
ตอนโกรธ อารมณ์ต่างคนต่างแรง
พอจางหายโกรธแล้ว บางทีเราก็นึกได้ว่า
ไม่น่าทำรุนแรงแบบนั้นเลย
อีกอย่าง คำว่า "ทิฐิ"
ก็เป็นตัวกั้นกลาง ระหว่าง
ความเมตตา กับ ความโกรธ ได้เหมือนกัน
ยิ่งศักดิ์ศรี และความมีตัวตน มีมากเท่าไร
ทิฐิ ก็มีมากขึ้นเท่านั้น
ถ้าคนเรามีเมตตามากกว่า ทิฐิ
ก็อาจทำให้เหตุการณ์อะไรต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าเดิม
คิดแล้วเขียน :)V
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553
ซินเดอร์ฯ ได้รับเชิญ

และแล้ว ...ซินเดอร์ก็ได้รับเชิญ
หลังจากที่โอดครวญไปเมื่อวันก่อนเรื่อง
การ์ดเชิญไปงานแต่งงานเพื่อนรุ่นพี่
เพราะอยากไปชมพิธีแต่งงานที่ต่างจากศาสนาเรา
ในที่สุด เหมือนพระเจ้าของศาสนาเขา
จะรู้ใจเรา อิอิ ส่งบัตรเชิญมาให้หญิงสาวเช่นเรา
(ซินเดอร์ฯ ได้รับเชิญ)
แต่แล้ว ไฉนไม่ประทานรถม้ามาให้ด้วย
นี่ล่ะคิดหนักเลย ^__^
เพราะบรรดาแม่เลี้ยง
กะลูกเลี้ยงคงไม่อยากให้ซินเดอร์ร่วม
นั่งรถม้าไปด้วยเป็นแน่!!
เห้อ! เดือดร้อนนางฟ้าผู้ใจดี
ที่ต้องเสกฟักทอง มาพาซินเดอร์ไปซะแล้ว ^_^
นี่แหล่ะ คือการหาข้ออ้างที่ดี...
สำหรับการถอยรถอีก 1 ข้อ
(แต่คงไม่ทันแน่ เพราะมีเวลาแค่ 30 วัน)
ว่าแล้วซินเดอร์ก็ไปนั่ง - นอนฝัน
ในการร่วมปลูกดอกบานชื่น
(มีเมล็ดพันธุ์แถมมาให้กับการ์ดเชิญ)
เพื่อให้โลกเย็นไปพลาง ๆ ก่อนก็แล้วกัน อิอิ :))
วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553
ลูกเสือ ไม่ใช่ลูกจระเข้

วันนี้มีพี่ที่ทำงานมาแจกการ์ดเชิญงานแต่งงาน
ของลูกสาวพี่เขา ซึ่งเคยไปเที่ยวบ้านเขาที่อยู่เชียงราย
เขาถ่ายภาพมาให้เพื่อน ๆ ที่ยังไม่เห็นได้ดู
แต่ไม่ได้เชิญเราไปงาน (แป่ว!)
อาจจะเห็นว่าเราเป็นเด็ก
หรือกลัวว่า พ่อแม่ไม่ให้เราไปมั้ง!! อิอิ ^_^
หรือกลัวว่าไปงานแต่งลูกเขาเหมือนตอกย้ำ
อะไรกับเรารึเปล่า??++ ที่ ณ ปัจจุบัน
เรายังไม่ได้แต่งงาน (อ้าว!)
หรือคิดว่าเราแอบมี??? (อ้าว!)
คิดได้หลายแง่ ...แต่อย่าคิดเลยปวดหัวเปล่า ๆ
ใครอยากรู้มาถามพ่อกับแม่เราดีกว่า
ว่าเราเป็นคนอย่างไร?
อีกอย่างพ่อข้าพเจ้าเป็นทหารมาก่อน
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ออกรบ เหมือนหน่วยอื่น
แต่ก็ไม่ทิ้งมาดทหาร ^_^
เพราะเวลาพ่อไปหาพี่ที่เป็นทหารที่ทำงานทีไร
ในวัยขนาดนี้ ไม่ได้แต่งตัวเครื่องแบบ นั่งรถเก๋ง
พลทหารหน้าประตูทำความเคารพทุกครั้ง
ที่พ่อผ่านไป .... แบบนี้กระมัง เรียกว่ามาดเท่ห์
มาดดี สีไม่ตก อิอิ ^_^
มาดพ่อเขาจะนิ่ง ๆ เงียบ ๆ แบบข้าพเจ้านี่แหล่ะ! แต่ถ้าเอาเรื่องขึ้นมา พ่อพกปืนไม่ได้เลยนะ มิน่า ถึงไม่มีใครกล้ามาแหย่หนวดเสือ เพราะพ่อข้าพเจ้าเกิดปีเสือ
คนที่เกิดปีเสือ ก็รู้ ๆ กันอยู่
อย่าได้ริอาจกระตุกหนวดเสือเชียวหนา!
ขนาดแว่นตา Rayban สมัยก่อน
ถูกกระชากจากใบหน้า พ่อวิ่งตามผู้ร้าย
2 คน มีปืนด้วย แต่กระสุนอยู่ที่เพื่อนมัน
วิ่งตามจนคนร้ายวิ่งหนีต่อไม่ไหว
พ่อเลยเอาหินก้อนใหญ่ทุบหัวมันจน
คนร้ายมันบอกที่ทิ้งแว่นตาพ่อได้
วิ่งตามเอาเรื่องมันเกือบชั่วโมง
อีกคนวิ่งตะเลิดเปิดเปิงไปคนละทาง ....
พี่สาวเห็นเหตุการณ์มาเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง
ไม่รู้ซะแล้ว ว่าเราเป็น ลูกเสือ ไม่ใช่ลูกจระเข้ นี่เอง อิอิ ^___^
อยากลองเลี้ยงไว้ดูเล่น ๆ สักตัวไหมล่ะ!!!
เสือนะ เสือ !!
คิดแล้วเขียน :)V
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553
ท่าที และท่าทาง
คำกลอนสุนทรภู่สอนหญิง (สอนชาย)ได้ด้วย ดังนี้
***อย่าเที่ยวทอดสอดส่ายส่งสายตา***
"อนึ่งเนตรอย่าสังเกตให้เกินนัก
จงรู้จักอาการประมาณหมาย
แม้นประสบพบเหล่าเจ้าชู้ชาย
อย่าชม้ายทำชม้อยตะบอยแล
อันนัยน์ตาพาตัวให้มัวหมอง
เหมือนทำนองแนะออกบอกกระแส
จริงไม่จริงเขาก็เอาไปเล่าแซ่
คนรังแกมันก็ว่านัยน์ตาคม "
ถ้ามีคนมาส่งสายตาให้เราแบบนี้
จะทำอย่างไรดี???
บางคนชอบใช้สายตามอง
ถ้าไม่คิดมาก ก็คิดว่าท่าทางเขาเป็นแบบนั้น
แต่เชื่อไหมว่า สายตาของคนมันบอกอะไรได้หลาย ๆ อย่าง?
สายตาที่มองออกมา
ถ้าในใจคนนั้นมันคิดแต่เรื่องลามก
สายตาที่ส่งออกมา มันก็มีความหื่นกระหาย ออกมาด้วย!!
ทำให้ผู้คนรอบข้างมองแล้ว รู้สึกผู้หญิงและผู้ชายคนนี้
ไม่ดีเลย!!!
เวลามองเพศตรงข้าม
สายตามันฟ้องออกมาว่าคิดอะไร?
(ถึงแม้ปากจะพูดว่าไม่คิดอะไรก็ตามเถอะ!)
ถ้าผู้หญิงทำท่าทางแบบนี้บ่อย ๆ
คนโบราณจัดว่าไม่งาม เขาจะหาว่ายัยนี่ให้ท่า ให้ทาง
แบบผู้หญิงหากิน
ส่วนถ้าผู้ชายส่งสายตาแบบนี้
เขาก็ว่าไม่ดี คิดว่าผู้ชายคนนี้ เป็นแมงดา
ทางที่ดี การใช้สายตา และท่าทางควรระมัดระวัง
หากใช้ไม่ถูกที่ ถูกเวลา ระวังจะเจอดีเข้าสักวัน!!!
กลายเป็นว่าส่งสัญญาณให้พวก คุณ(นาย)ตัว ...แถเข้ามาน่ะซิ
ถ้าไม่อยากเป็นข่าวคาว(โลกีย์)
โปรดอย่าใช้ส่งสายตาพร่ำเพรื่อ ...ดังที่กล่าวมา
ขนาดข้าพเจ้านั่งหน้าจอคอมพ์ ทำงาน ไม่สนใจ
มันก็มักจะมีคนแถแกล้งมาใกล้ ๆ ให้ได้เห็น
หรือให้มอง
แถมส่งสายตาให้อีกแน่ะ!!!
เห็นแล้ว อยากถีบอีนี่ กะไอ้นั่นไปไกล ๆ เลย
ตรูลำคาญ!!!! อิ๋บอ๋ายเลยยยยยย !!!
จะทำงานโว้ยยยยย !!!!
ไปหาข้างหน้าเถอะไป้!!!!
ปล.
ไอ้พวกหัวโล้น!! ไม่ต้องเฉียดเสนอหน้าไปให้เห็นล่ะ
เดี๋ยววันไหนบ้าขึ้นมา จะนึกไม่ถึง!!!
แล้วตอนเย็น ๆ ก็ไม่ต้องมาเกร่ ไปเกร่มา ...
เหมือนคอยรอขอส่วนบุญ ทุกเย็น ๆ
หรอกนะ ไม่มีอะไรจะให้ บริจาควัดหมดแล้ว
อยากได้คงต้องรอไปขอคนที่อยู่ในนรกโน่นแน่ะ!!!
(ท่าทางคงอยากจะไป ตายไปคงได้อยู่หรอก...)
น่ารำคาญไอ้พวกไม่รู้จักพอ!
คิดแล้วเขียน :)V
***อย่าเที่ยวทอดสอดส่ายส่งสายตา***
"อนึ่งเนตรอย่าสังเกตให้เกินนัก
จงรู้จักอาการประมาณหมาย
แม้นประสบพบเหล่าเจ้าชู้ชาย
อย่าชม้ายทำชม้อยตะบอยแล
อันนัยน์ตาพาตัวให้มัวหมอง
เหมือนทำนองแนะออกบอกกระแส
จริงไม่จริงเขาก็เอาไปเล่าแซ่
คนรังแกมันก็ว่านัยน์ตาคม "
ถ้ามีคนมาส่งสายตาให้เราแบบนี้
จะทำอย่างไรดี???
บางคนชอบใช้สายตามอง
ถ้าไม่คิดมาก ก็คิดว่าท่าทางเขาเป็นแบบนั้น
แต่เชื่อไหมว่า สายตาของคนมันบอกอะไรได้หลาย ๆ อย่าง?
สายตาที่มองออกมา
ถ้าในใจคนนั้นมันคิดแต่เรื่องลามก
สายตาที่ส่งออกมา มันก็มีความหื่นกระหาย ออกมาด้วย!!
ทำให้ผู้คนรอบข้างมองแล้ว รู้สึกผู้หญิงและผู้ชายคนนี้
ไม่ดีเลย!!!
เวลามองเพศตรงข้าม
สายตามันฟ้องออกมาว่าคิดอะไร?
(ถึงแม้ปากจะพูดว่าไม่คิดอะไรก็ตามเถอะ!)
ถ้าผู้หญิงทำท่าทางแบบนี้บ่อย ๆ
คนโบราณจัดว่าไม่งาม เขาจะหาว่ายัยนี่ให้ท่า ให้ทาง
แบบผู้หญิงหากิน
ส่วนถ้าผู้ชายส่งสายตาแบบนี้
เขาก็ว่าไม่ดี คิดว่าผู้ชายคนนี้ เป็นแมงดา
ทางที่ดี การใช้สายตา และท่าทางควรระมัดระวัง
หากใช้ไม่ถูกที่ ถูกเวลา ระวังจะเจอดีเข้าสักวัน!!!
กลายเป็นว่าส่งสัญญาณให้พวก คุณ(นาย)ตัว ...แถเข้ามาน่ะซิ
ถ้าไม่อยากเป็นข่าวคาว(โลกีย์)
โปรดอย่าใช้ส่งสายตาพร่ำเพรื่อ ...ดังที่กล่าวมา
ขนาดข้าพเจ้านั่งหน้าจอคอมพ์ ทำงาน ไม่สนใจ
มันก็มักจะมีคนแถแกล้งมาใกล้ ๆ ให้ได้เห็น
หรือให้มอง
แถมส่งสายตาให้อีกแน่ะ!!!
เห็นแล้ว อยากถีบอีนี่ กะไอ้นั่นไปไกล ๆ เลย
ตรูลำคาญ!!!! อิ๋บอ๋ายเลยยยยยย !!!
จะทำงานโว้ยยยยย !!!!
ไปหาข้างหน้าเถอะไป้!!!!
ปล.
ไอ้พวกหัวโล้น!! ไม่ต้องเฉียดเสนอหน้าไปให้เห็นล่ะ
เดี๋ยววันไหนบ้าขึ้นมา จะนึกไม่ถึง!!!
แล้วตอนเย็น ๆ ก็ไม่ต้องมาเกร่ ไปเกร่มา ...
เหมือนคอยรอขอส่วนบุญ ทุกเย็น ๆ
หรอกนะ ไม่มีอะไรจะให้ บริจาควัดหมดแล้ว
อยากได้คงต้องรอไปขอคนที่อยู่ในนรกโน่นแน่ะ!!!
(ท่าทางคงอยากจะไป ตายไปคงได้อยู่หรอก...)
น่ารำคาญไอ้พวกไม่รู้จักพอ!
คิดแล้วเขียน :)V
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
Salary up ?%
วันนี้เป็นวันที่พนักงานในหน่วยงานรอคอย
คือวันทราบผล ว่าเงินเดือนของตนเองขึ้นกันกี่ %
เท่าที่ทราบของตนเอง คราวนี้น้อยกว่านายคนเก่า
จำนวนเงินที่ได้เพิ่ม ก็ตามที่ข้าพเจ้าคาดไว้ในใจ
กะตรงเพ็ง! เลยอ่ะ คลาดไป 25 บาทเอง อิอิ ^_^
(คิดเป็น % น้อยกว่าหลายปีที่ผ่านมา)
ในครั้งนี้ ข้าพเจ้าสมควรได้น้อย
เพราะผลงานที่ผ่านมา งานข้าพเจ้าค่อนข้างมีปัญหาเยอะ
และแก้ปัญหาได้ช้า ...อยู่ระหว่างเปลี่ยนหัวหน้าหลายหน
(ทั้งศูนย์และส่วน)
งานหยุดชะงักหลายครั้ง คนใหม่มา เราก็ต้องคอยเข้าไป
ช่วยอธิบายให้เขาเข้าใจ
ซึ่งเพื่อนร่วมงานมักจะมาถามปัญหากับข้าพเจ้าอยู่บ่อย ๆ
เลยทำให้งานเราล่าช้าไปด้วย .. จริง ๆ แล้วไม่โทษคนอื่นหรอก
แต่เราจัดตารางเวลาของเราได้ดีเอง มัวแต่ช่วยคนอื่น
งานของเราก็พลอยชะงักไปด้วย
ปีใหม่นี้ต้นปีมาเลย ได้งานเพียบ!! อีกตามเคย
ที่นี่จะเป็นแบบว่า ใครเคยทำได้ เอ็งก็ทำต่อไป
ไม่คิดจะเรียนรู้แลกเปลี่ยนอะไรกันเลย
ส่วนใครทำแล้วมีปัญหามาก นายก็ไม่ใช้
ก็มาสุมให้คนที่ทำแล้วไม่ค่อยมีปัญหา ...
งานของข้าพเจ้ายังดองไว้อยู่หลายเรื่องนะ
สงสัยถ้ามีรถขับ คงต้องกลับบ้านค่ำแบบที่ว่านั่นแหล่ะ
รอเคลียร์งาน เพราะตอนกลางวันไม่มีสมาธิในการทำงานมากนัก
ทั้งคนว่างงาน ก็เดินไปเดินมา
(แม่งเดินกันจัง! ถ้าหาเงินได้กับการเดินไปมา
มันคงรวยกันแล้ว)
นี่เงินเดือนออก หายไปหลายคน
ส่ะใจดีแท้ !!! ^___^
บางคนก็คุยตะแบงเสียงแข่งกัน เปิดเพลงลั่น
บางทีก็ต้องรับโทรศัพท์ทั้งของตนเอง และของผู้อื่น
ที่ไม่ค่อยอยู่ประจำที่ เข้ามาแทรกการทำงาน ฯลฯ
แล้วจะมีสมาธิในการทำให้งานเสร็จไหมล่ะนั่น!!
คิดแล้วเขียน :)V
คือวันทราบผล ว่าเงินเดือนของตนเองขึ้นกันกี่ %
เท่าที่ทราบของตนเอง คราวนี้น้อยกว่านายคนเก่า
จำนวนเงินที่ได้เพิ่ม ก็ตามที่ข้าพเจ้าคาดไว้ในใจ
กะตรงเพ็ง! เลยอ่ะ คลาดไป 25 บาทเอง อิอิ ^_^
(คิดเป็น % น้อยกว่าหลายปีที่ผ่านมา)
ในครั้งนี้ ข้าพเจ้าสมควรได้น้อย
เพราะผลงานที่ผ่านมา งานข้าพเจ้าค่อนข้างมีปัญหาเยอะ
และแก้ปัญหาได้ช้า ...อยู่ระหว่างเปลี่ยนหัวหน้าหลายหน
(ทั้งศูนย์และส่วน)
งานหยุดชะงักหลายครั้ง คนใหม่มา เราก็ต้องคอยเข้าไป
ช่วยอธิบายให้เขาเข้าใจ
ซึ่งเพื่อนร่วมงานมักจะมาถามปัญหากับข้าพเจ้าอยู่บ่อย ๆ
เลยทำให้งานเราล่าช้าไปด้วย .. จริง ๆ แล้วไม่โทษคนอื่นหรอก
แต่เราจัดตารางเวลาของเราได้ดีเอง มัวแต่ช่วยคนอื่น
งานของเราก็พลอยชะงักไปด้วย
ปีใหม่นี้ต้นปีมาเลย ได้งานเพียบ!! อีกตามเคย
ที่นี่จะเป็นแบบว่า ใครเคยทำได้ เอ็งก็ทำต่อไป
ไม่คิดจะเรียนรู้แลกเปลี่ยนอะไรกันเลย
ส่วนใครทำแล้วมีปัญหามาก นายก็ไม่ใช้
ก็มาสุมให้คนที่ทำแล้วไม่ค่อยมีปัญหา ...
งานของข้าพเจ้ายังดองไว้อยู่หลายเรื่องนะ
สงสัยถ้ามีรถขับ คงต้องกลับบ้านค่ำแบบที่ว่านั่นแหล่ะ
รอเคลียร์งาน เพราะตอนกลางวันไม่มีสมาธิในการทำงานมากนัก
ทั้งคนว่างงาน ก็เดินไปเดินมา
(แม่งเดินกันจัง! ถ้าหาเงินได้กับการเดินไปมา
มันคงรวยกันแล้ว)
นี่เงินเดือนออก หายไปหลายคน
ส่ะใจดีแท้ !!! ^___^
บางคนก็คุยตะแบงเสียงแข่งกัน เปิดเพลงลั่น
บางทีก็ต้องรับโทรศัพท์ทั้งของตนเอง และของผู้อื่น
ที่ไม่ค่อยอยู่ประจำที่ เข้ามาแทรกการทำงาน ฯลฯ
แล้วจะมีสมาธิในการทำให้งานเสร็จไหมล่ะนั่น!!
คิดแล้วเขียน :)V
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553
ฝันไกล ไปไม่ถึงสักที
ช่วงหลายวันมานี้ ที่บ้านข้าพเจ้าพูดกับข้าพเจ้าว่า
ในชีวิตเธอ คิดจะมีรถยนต์ขับกับเขาบ้างไหม?
ไอ้เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะมีรถบริการรับส่ง
บ้านก็อยู่ไกล๊ ไกลจากที่ทำงานมาก ๆๆๆๆๆ
ถ้ารถไม่ติด 10 นาที ก็ถึงแล้ว ^_^
เอ้! แล้วจะให้ข้าพเจ้ากระเสือกกระสนดิ้นรน
หาเงินมาผ่อนรถกันทำไมล่ะเน๊าะ!!
แถมวันหยุด ก็ไม่ได้ไปเที่ยวไหนไกล ๆ เลย
นอกจากห้างสรรพสินค้าแถวบ้าน
ซึ่งปั่นจักรยานไปได้
แต่นึกไปนึกมา มีอะไรที่เป็นของตัวเองมันก็ดีอยู่หรอก
แต่ถ้ามีรถยนต์ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงทีเดียว
ยิ่งรถใหม่ มีค่าประกันภัย ภาษีรถยนต์ประจำปีด้วย
นี่ไม่นับว่า ต้องมีเงินสำรองเติมน้ำมันให้เจ้ารถตัวดีด้วย
แถมน้ำมันเครื่อง เห็นคนที่ขับรถอยู่บอกว่าราคาแพงกว่า
น้ำมันที่รถกินอีก ไหนจะต้องดูแลรักษา
เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเพื่อต้องซ่อมด่วน ฯลฯ
แต่เมื่อวานพ่อมาพูดกับข้าพเจ้าว่าถ้ามีเงินผ่อน
จะดาวน์ให้ก่อน อู้ฮู่ ร่ำรวยมาจากไหนเนี่ยะ! :P
ชอบหลอกให้เราฝันอยู่เรื่อยเลย ....
เอ้า! ก็ฝันไปเรื่อยนั่นแหล่ะ จะได้มีความหวัง
เผื่อว่าสักวัน ฝันนั้นจะเป็นจริงบ้าง อิอิ ^__^
คิดแล้วเขียน :)V
ในชีวิตเธอ คิดจะมีรถยนต์ขับกับเขาบ้างไหม?
ไอ้เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะมีรถบริการรับส่ง
บ้านก็อยู่ไกล๊ ไกลจากที่ทำงานมาก ๆๆๆๆๆ
ถ้ารถไม่ติด 10 นาที ก็ถึงแล้ว ^_^
เอ้! แล้วจะให้ข้าพเจ้ากระเสือกกระสนดิ้นรน
หาเงินมาผ่อนรถกันทำไมล่ะเน๊าะ!!
แถมวันหยุด ก็ไม่ได้ไปเที่ยวไหนไกล ๆ เลย
นอกจากห้างสรรพสินค้าแถวบ้าน
ซึ่งปั่นจักรยานไปได้
แต่นึกไปนึกมา มีอะไรที่เป็นของตัวเองมันก็ดีอยู่หรอก
แต่ถ้ามีรถยนต์ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงทีเดียว
ยิ่งรถใหม่ มีค่าประกันภัย ภาษีรถยนต์ประจำปีด้วย
นี่ไม่นับว่า ต้องมีเงินสำรองเติมน้ำมันให้เจ้ารถตัวดีด้วย
แถมน้ำมันเครื่อง เห็นคนที่ขับรถอยู่บอกว่าราคาแพงกว่า
น้ำมันที่รถกินอีก ไหนจะต้องดูแลรักษา
เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเพื่อต้องซ่อมด่วน ฯลฯ
แต่เมื่อวานพ่อมาพูดกับข้าพเจ้าว่าถ้ามีเงินผ่อน
จะดาวน์ให้ก่อน อู้ฮู่ ร่ำรวยมาจากไหนเนี่ยะ! :P
ชอบหลอกให้เราฝันอยู่เรื่อยเลย ....
เอ้า! ก็ฝันไปเรื่อยนั่นแหล่ะ จะได้มีความหวัง
เผื่อว่าสักวัน ฝันนั้นจะเป็นจริงบ้าง อิอิ ^__^
คิดแล้วเขียน :)V
รักแท้ต้องขอพ่อแม่
อ่านบทความของแม่ชีทศพร
เลยเก็บมาไว้ใน blog ตนเอง
เผื่อใครผ่านมาเจอจะได้มีประโยชน์
สำหรับผู้ที่ตามหารักแท้
เรื่องขนบธรรมเนียมโบราณ
ถือไว้ ก็ดีกับผู้กระทำเอง
การแต่งงานในสมัยนี้
เห็นแล้วว่า การหย่าร้างสูงมาก
ทั้ง ๆ คนสมัยนี้ รักกันเอง
เลือกกันเอง สมัยก่อน
ผู้ใหญ่จัดหาให้ แต่ก็รักกันดี
เรื่องบางเรื่องอ่านเจอก็ไม่คาดคิดเหมือนกัน
เช่น เรื่องสินสอด ที่ฝ่ายเจ้าบ่าว
ควรให้ยกให้ฝ่ายเจ้าสาว ห้ามเอาคืน
มิเช่นนั้น ลูกสาวของตนจะทำอะไรไม่เจริญรุ่งเรือง
อีกอย่างความพร้อมในเรื่องเงิน และหลาย ๆ เรื่อง
ก็เป็นปัจจัยเบื้องต้นในการกำหนดชีวิตคู่จริง ๆ
วันเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ หากเริ่มไม่ดีแล้ว
ก็คงมีปัญหาหลายอย่างให้แก้ตลอดชีวิต
สงสัยเรื่องนี้ต้องแอบไปถามพ่อกับแม่ข้าพเจ้าแล้ว อิอิ ^_^
คิดแล้วเขียน :)V
----------------------------------------------------
เลยเก็บมาไว้ใน blog ตนเอง
เผื่อใครผ่านมาเจอจะได้มีประโยชน์
สำหรับผู้ที่ตามหารักแท้
เรื่องขนบธรรมเนียมโบราณ
ถือไว้ ก็ดีกับผู้กระทำเอง
การแต่งงานในสมัยนี้
เห็นแล้วว่า การหย่าร้างสูงมาก
ทั้ง ๆ คนสมัยนี้ รักกันเอง
เลือกกันเอง สมัยก่อน
ผู้ใหญ่จัดหาให้ แต่ก็รักกันดี
เรื่องบางเรื่องอ่านเจอก็ไม่คาดคิดเหมือนกัน
เช่น เรื่องสินสอด ที่ฝ่ายเจ้าบ่าว
ควรให้ยกให้ฝ่ายเจ้าสาว ห้ามเอาคืน
มิเช่นนั้น ลูกสาวของตนจะทำอะไรไม่เจริญรุ่งเรือง
อีกอย่างความพร้อมในเรื่องเงิน และหลาย ๆ เรื่อง
ก็เป็นปัจจัยเบื้องต้นในการกำหนดชีวิตคู่จริง ๆ
วันเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ หากเริ่มไม่ดีแล้ว
ก็คงมีปัญหาหลายอย่างให้แก้ตลอดชีวิต
สงสัยเรื่องนี้ต้องแอบไปถามพ่อกับแม่ข้าพเจ้าแล้ว อิอิ ^_^
คิดแล้วเขียน :)V
----------------------------------------------------
ศีลข้อที่ ๓ รักแท้ต้องขอจากพ่อแม่
“ห้ามชิงสุกก่อนห่าม”
“รักแท้ต้องอิงผู้ใหญ่”
“เข้าตามตรอก...ออกตามประตู”
ที่กล่าวมานั้นเป็นสุภาษิตสอนหญิงที่สอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว
สอนให้ผู้ชาย รู้จักให้เกียรติสตรีและเห็นคุณค่าของค่าน้ำนมของแม่ฝ่ายผู้หญิง
นอกจากนี้ยังเป็น การป้องกันไม่ให้ผู้หญิงต้องทนทุกข์
จากความรักอันจอมปลอม
เพราะถ้าฝ่ายชายมีความรักแท้จริงแล้ว
จะต้องรวบรวมความกล้าเข้าไปพบกับผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง
เพื่อขออนุญาตในการคบลูกสาวบ้านนี้
ในฐานะคนรักจากผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง
แม่ชีทศพร กล่าวว่าเดี๋ยวนี้พอเด็กๆ โตเป็นวัยรุ่นก็เริ่มมีความรัก
สนอกสนใจเพศตรงข้าม มีแฟนก็อยากจะอยู่ใกล้ชิดซึ่งกันและกัน
บางคนก็ชิงสุกก่อนห่าม มีความสัมพันธ์กันระหว่างที่ยังเรียนหนังสืออยู่
โดยที่พ่อแม่ไม่รู้เรื่อง ซึ่งสุภาษิตโบราณแบบนี้
กลายเป็นคำสอนที่ใช้ไม่ได้แล้ว
หัวอกของผู้เป็นพ่อแม่ย่อมรักและห่วงใยลูกเป็นธรรมดา
กว่าแม่จะเลี้ยงดูลูกสาวให้เติบโตเป็นกุลสตรีที่มีคุณสมบัติของผู้หญิงที่ดี
เพียบพร้อมไปด้วยปัญญา มีมารยาท จิตใจโอบอ้อมอารี อ่อนโยน
รู้จักคิด มีความเข้มแข็ง สามารถเอาตัวรอดและเลี้ยงดู
ตนเองได้ในสังคมยุคนี้ นับเป็นเรื่องที่ยากเอาการ
ดังนั้นบ้านใดมีลูกสาว ผู้เป็นพ่อแม่ ก็ยิ่งห่วงใยมากเป็นพิเศษ
เพราะลูกสาวได้แต่งงานออกเรือนได้สามีที่ดีรักทะนุถนอม
เป็นที่พึ่งพาได้ พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็จะสบายใจคลายความทุกข์
สุภาษิตคำว่า “ห้ามชิงสุกก่อนห่าม”
จึงเป็นการบอกว่าหากยังไม่ถึงวัยที่สมควรจะออกเรือน
หรือยังไม่มีวุฒิภาวะในการรับผิดชอบชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวได้
ก็ยังไม่สมควรที่จะแต่งงาน
เพราะสังคมไทยแตกต่างไปจากสังคมตะวันตก
ที่แม้ลูก ๆจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แต่สำหรับในสายตาของพ่อแม่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นห่วงลูกอยู่เสมอ
และลูกก็เปรียบเสมือนคนในปกครองของผู้เป็นพ่อแม่
นั่นหมายถึงลูกสาวแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่
แต่ถ้าพ่อแม่ยังอยู่และเป็นห่วงใยอาทรต่อชีวิตความเป็นอยู่ของลูก
ก็แสดงว่า “หญิงสาวคนนี้ก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่บ้านนี้”
การชิงสุกก่อนห่ามโดยไม่บอกกล่าวพ่อแม่
นอกจากจะเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจของพ่อแม่แล้ว
ในขณะเดียวกันก็เป็นการผิดศีลข้อที่ ๓ ด้วย เพราะเป็นการพรากลูกสาว
หรือมีเพศสัมพันธ์กับลูกสาวในปกครองของคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตนั่นเอง
แม่ชีทศพร กล่าวว่า “ไม่ได้ห้ามคน ๒ คนไม่ให้รักกัน
โยมมีความรักน่ะไม่ได้ผิดหรอก
เรียกว่าคน ๒ คนไปรักกันยังไม่ผิดศีลข้อที่ ๓ แต่จะผิดศีลข้อที่ ๓
ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ของฝ่ายหญิงไม่พร้อมที่จะยกลูกสาวให้ไปแต่งงาน
ถ้าพ่อแม่ไม่พร้อมให้
แล้วลูกสาวไปชิงสุกก่อนห่ามไปแต่งงานถึงเรียกว่าผิดศีลข้อที่ ๓
ความไม่พร้อมของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายที่จะแต่งงาน
มันนำมาซึ่งปัญหาหลาย ๆ เรื่องทั้งทางโลก ทางธรรมและกรรม
สมมติว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงอนุญาตให้แต่งงานเนื่องจาก
ความไม่พร้อมในทางการเงิน
ก็เริ่มก่อให้เกิดปัญหาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว
พอจะแต่งงานฝ่ายลูกเขยก็ไม่พร้อม
ก็ต้องไปหายืมเงินมาจากคนอื่นเพื่อจะได้มีเงินจัดงานแต่งงาน
โดยยืมเงินมาเป็นแสนบาทเพื่อมาเป็นเงินสินสอดทองหมั้นให้
แม่ยายจะได้ไม่อายคนอื่น
พอแต่งงานเสร็จฝ่ายลูกเขยก็เอาเงินคืน
จากแม่ฝ่ายหญิงแล้วรับเอาตัวเจ้าสาวไป
ทีนี้ลูกสาวของเราก็ต้องไปเป็นคนของเขาทั้งชีวิต
หรือบางทีแม่ฝ่ายหญิงไม่อยากจะเห็นลูกสาวตนเองไปลำบาก
ก็คืนเงินที่เป็นเงินสินสอดที่ทางฝ่ายลูกเขย
มอบให้ตนเองเอาคืนให้กับลูกสาว
แม่ชีทศพร บอกว่า ผู้เป็นแม่เจ้าสาวห้ามคืนเงินคืนให้กลับลูกเขย
เพราะเงินสินสอดก้อนนี้คืนเงินค่าน้ำนมของแม่เจ้าสาว
ที่แม่เจ้าสาวจะต้องเก็บเอาไว้ ถ้าไม่เก็บ ก็ผิดศีล ข้อ 3
มันจะส่งผลให้ครอบครัวของลูกสาวเราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
ไม่มีความรุ่งเรือง
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นเพราะการเอาเงินคืนไปให้ลูกเขย
ก็เหมือนกับทำพิธีกรรมหลอกๆ หลอกผีปู่ย่าตายาย
หลอกว่าจะมาขอลูกสาวแต่งงาน
วันแรกของการแต่งงานก็เริ่มต้นด้วยความหลอกลวง
แล้วชีวิตของคู่สมรสใหม่จะเป็นมงคลได้อย่างไร
เพราะหลอกทุกๆคนที่มาร่วมงานตั้งแต่วันที่เป็นมงคลแล้ว
ถ้าแม่รักลูกสาวก็จะต้องไม่คืนเงินสินสอด
จำเอาไว้ว่าอย่าทำให้เรื่องนี้เป็นเพียงพิธีกรรมหลอก
ถ้าฝ่ายเจ้าบ่าวมีเงินเท่าไรก็ขอให้ทำเท่านั้น
เจ้าบ่าวมีเงินเพียง 500 ก็ให้ 500 บาททำอย่างนี้จะดีกว่า
ขอให้มีความซื่อสัตย์กับครอบครัวฝ่ายหญิงและตนเอง
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในวันแต่งงาน
ฝ่ายเจ้าสาวจะชอบยืมของมาใช้ในวันแต่งงานเช่น
ยืมรองเท้า ยืมชุดแต่งงาน เครื่องประดับ เป็นต้น
การหยิบยืมมีความหมายว่าไม่มีการหลุดหนี้
นี่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ควรจะรู้
และถ้าคู่สมรสไหนเคยทำอย่างนั้น ก็ให้กลับไปหาพ่อแม่ของเรา
ไปกราบท่านแล้วบอกกับท่านว่าในตอนที่เราได้แต่งงานมีเรือน
หากทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเคยทำความทุกข์ใจอะไรๆไว้กับพ่อกับแม่มา
เราขออโหสิกรรมจาก ท่านทั้งสองคน นี่จึงจะไม่ผิดศีลข้อที่ 3
บทความจาก : http://www.thossaporn.com
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553
สถานการณ์เป็นที่น่าพอใจ
หลายวันมานี้ มัวแต่แก้ไขงาน ที่ค้างคาให้เรียบร้อย
ต้องลุ้นกันหน้าตั้ง เพราะใกล้ dead line ของงาน
ถ้าไม่เสร็จต้องเจอปัญหาใหญ่ตามมาอีกหลายระรอก
เพราะต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน
งานเก่า ก็มีปัญหา คาราคาซังมานาน
งานใหม่ ก็มาจ่อคิวให้ดำเนินการ
เครียด ๆ ๆ แต่วันนี้หายเครียดหน่อย
เพราะงานผ่านไปด้วยดี
คนที่ตรวจงานให้ ก็อารมณ์เอาแน่นอนไม่ได้
บทจะดีก็ดี๊ ดี ... ข้าพเจ้าเลยเป็นที่จับตามอง
เพราะไม่ค่อยโดนพี่คนนี้แรง ๆ กับเขาสักที
เพราะเคยเถียงอยู่พักนึง ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมเหมือนกัน
555 คนเราราศีเอาเรื่องบ่งบอก ....:))
มาไม้แข็ง เจอไม้อ่อน ล่ะเสร็จทุกราย!!! อิอิ
พวกผู้ชายระวังไม้นี้ของผู้หญิงให้ดี ๆ
เพราะจะตกม้าตาย คำหวาน ๆ มาเยอะแล้ว
นี่แหล่ะน๊า! มารยาหญิง เพิ่งมีใช้ก็งานนี้แหล่ะ
ทั้ง ๆ ที่ในใจนี่ ตรูด่ามันไปหลายคำแล้ว 555 :P
คนเขาไม่ชอบคำพูดแรง ๆ ก็ต้องกัดฟัน
พูดจาดี ๆ กับเขาให้งานมันเดินได้ ไปได้
แต่ไม่ใช่ประจบ หรือทำดีเฉพาะหน้า
คนเราแค่ใช้คำพูดดี ๆ อย่าใช้อารมณ์งานก็ผ่านไปด้วยดี
บางคนแข็งมา เราแข็งตอบ ก็พัง!!
แถมอาจเจอนอกรอบแบบไม่รู้ตัว ล่ะยุ่งเลย
อยู่ในสังคม ต้องน้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก
(อันนี้ผู้ใหญ่สอนมานานแล้ว)
แต่ทำไม่ค่อยจะได้ และไม่ค่อยได้งัดมาใช้ด้วย
เพราะมันไม่ใช่นิสัยตนเอง
เขาถึงมีสุภาษิต ดังที่ว่า
"ปากเป็นเอก เลขเป็นโท"
และ
"ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ"
อันนี้ล่ะใช่เลย!!!
ข้าพเจ้าทำลายมิตรโดยไม่รู้ตัวมาหลายครั้งแล้ว
เพราะพูดไปตามที่คิด
มิตรเลยหายยยยยย หมด เลยยยยย
อิอิ ไปพักผ่อนเอาแรงลุยต่อดีกว่า
คิดแล้วเขียน :))V
ต้องลุ้นกันหน้าตั้ง เพราะใกล้ dead line ของงาน
ถ้าไม่เสร็จต้องเจอปัญหาใหญ่ตามมาอีกหลายระรอก
เพราะต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน
งานเก่า ก็มีปัญหา คาราคาซังมานาน
งานใหม่ ก็มาจ่อคิวให้ดำเนินการ
เครียด ๆ ๆ แต่วันนี้หายเครียดหน่อย
เพราะงานผ่านไปด้วยดี
คนที่ตรวจงานให้ ก็อารมณ์เอาแน่นอนไม่ได้
บทจะดีก็ดี๊ ดี ... ข้าพเจ้าเลยเป็นที่จับตามอง
เพราะไม่ค่อยโดนพี่คนนี้แรง ๆ กับเขาสักที
เพราะเคยเถียงอยู่พักนึง ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมเหมือนกัน
555 คนเราราศีเอาเรื่องบ่งบอก ....:))
มาไม้แข็ง เจอไม้อ่อน ล่ะเสร็จทุกราย!!! อิอิ
พวกผู้ชายระวังไม้นี้ของผู้หญิงให้ดี ๆ
เพราะจะตกม้าตาย คำหวาน ๆ มาเยอะแล้ว
นี่แหล่ะน๊า! มารยาหญิง เพิ่งมีใช้ก็งานนี้แหล่ะ
ทั้ง ๆ ที่ในใจนี่ ตรูด่ามันไปหลายคำแล้ว 555 :P
คนเขาไม่ชอบคำพูดแรง ๆ ก็ต้องกัดฟัน
พูดจาดี ๆ กับเขาให้งานมันเดินได้ ไปได้
แต่ไม่ใช่ประจบ หรือทำดีเฉพาะหน้า
คนเราแค่ใช้คำพูดดี ๆ อย่าใช้อารมณ์งานก็ผ่านไปด้วยดี
บางคนแข็งมา เราแข็งตอบ ก็พัง!!
แถมอาจเจอนอกรอบแบบไม่รู้ตัว ล่ะยุ่งเลย
อยู่ในสังคม ต้องน้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก
(อันนี้ผู้ใหญ่สอนมานานแล้ว)
แต่ทำไม่ค่อยจะได้ และไม่ค่อยได้งัดมาใช้ด้วย
เพราะมันไม่ใช่นิสัยตนเอง
เขาถึงมีสุภาษิต ดังที่ว่า
"ปากเป็นเอก เลขเป็นโท"
และ
"ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ"
อันนี้ล่ะใช่เลย!!!
ข้าพเจ้าทำลายมิตรโดยไม่รู้ตัวมาหลายครั้งแล้ว
เพราะพูดไปตามที่คิด
มิตรเลยหายยยยยย หมด เลยยยยย
อิอิ ไปพักผ่อนเอาแรงลุยต่อดีกว่า
คิดแล้วเขียน :))V
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
เครียดคน มากกว่าปัญหาของงาน
เมื่องานมีปัญหา แต่สภาวะแวดล้อมในที่ทำงาน
ไม่เอื้ออำนวยในการแก้ปัญหาแต่อย่างใด
กลับสร้างปัญหา และภาระให้กับข้าพเจ้ามากกว่า
....เรื่องงานค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ แก้ได้....
แต่ถ้าสภาพแวดล้อมที่ทำงานในตอนนี้
เหมือนโดนแตะถ่วงยังงัยไม่รู้
ณ ขณะนี้
คนรู้มาก คือคนที่ทำงานหนักมาก ...
แต่บางคนรู้ แต่ทำเป็นไม่รู้
เพราะตนเองจะได้ทำงานน้อย ๆ
ไม่รู้ว่า เมื่อไรข้าพเจ้าจะหลุดพ้น
วงจรอุบาทว์นี้สักที!!!
เครียด!!
คิดแล้วเขียน :(
ไม่เอื้ออำนวยในการแก้ปัญหาแต่อย่างใด
กลับสร้างปัญหา และภาระให้กับข้าพเจ้ามากกว่า
....เรื่องงานค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ แก้ได้....
แต่ถ้าสภาพแวดล้อมที่ทำงานในตอนนี้
เหมือนโดนแตะถ่วงยังงัยไม่รู้
ณ ขณะนี้
คนรู้มาก คือคนที่ทำงานหนักมาก ...
แต่บางคนรู้ แต่ทำเป็นไม่รู้
เพราะตนเองจะได้ทำงานน้อย ๆ
ไม่รู้ว่า เมื่อไรข้าพเจ้าจะหลุดพ้น
วงจรอุบาทว์นี้สักที!!!
เครียด!!
คิดแล้วเขียน :(
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
ความฝันบอกอะไรเราได้
ข้าพเจ้าเป็นคนชอบฝัน (ไม่ใช่แค่ฝันกลางวัน)
ฝันทุก ๆ คืนที่เราหลับตาลง
เหมือนสภาวะจิตทำหน้าที่บางอย่าง
อาจจะได้รับข้อมูลบางอย่างมา
และบันทึกลงในจิตใจ ไม่ว่าวันนั้น
จะทำดี หรือทำไม่ดี จิตจะเป็นตัวฟองน้ำดูดสิ่งเหล่านั้นเข้าหาตัว
หากเราคิดอะไรไม่ดี หรือทำสิ่งแย่ ๆ สภาวะจิตของเราก็จะรับ
สิ่งนั้นเข้าหาตัวด้วยเหมือนกัน (เหมือนกฎแรงดึงดูด)
บางครั้ง ความฝันของเราทุกคืน ๆ
มันมีนัยยะบางอย่าง เป็นรหัสแห่งความฝัน
ที่เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก
ข้าพเจ้าฝันอะไรหลาย ๆ อย่างมักจะแม่น
(เว้นแต่ตัวเลข ที่นำมาซื้อหวย)
ไม่เคยถอดรหัสเป็นตัวเลขได้ตรงเลย อิอิ :))
ไม่งั้นป่านนี้ รวย นานแล้ว ^__^
ส่วนมากจะเกี่ยวกับเหตุการณ์บางอย่าง
หรือในสิ่งที่ข้าพเจ้ากังวลใจ หรือแม้กระทั่งปัญหา
ในชีวิตประจำวัน เหมือนความฝันบอกเหตุการณ์ของข้าพเจ้า
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อน ตอนเรียนบัญชี
ขณะนั้น ข้าพเจ้าทำงานแล้ว แต่ต้องเก็บชั่วโมงฝึกงาน
แล้วไม่รู้จะเก็บที่ไหน อย่างไร ก็นึกว่า จะไปหาผู้ตรวจสอบบัญชี
ได้รับอนุญาตที่ไหนมาเซ็นต์รับรอง การผ่านงานของข้าพเจ้า
ให้ทางมหาวิทยาลัยได้ ....คิดอยู่นานเลยทีเดียว...
วันนึงก็ฝันนี่แหล่ะ ว่าไปหาป้าตัวเอง ซึ่งตอนนั้น
ป้าบอกว่า ทำไมข้าพเจ้าไม่เปิดประตูเข้ามาหาเขาเอง
จากนั้น ก็เล่าเรื่องที่ต้องการผู้ตรวจสอบบัญชี
เซ็นต์รับรองการผ่านงานให้อาที่อยู่ด้วยฟัง
ก็เลยไปขอคำแนะนำจาก ป้าที่ฝากข้าพเจ้าทำงานแทน
เขาเลยบอกข้าพเจ้าว่า ก็ป้านี่แหล่ะ เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี
อ้าว! ...ทำไมฝันมันตรงอย่างนี้หว่า!!!
(นึกในใจ เพราะไม่เคยทราบว่าป้าคนนี้ทำงานนอกเวลาด้วย)
บางอย่างเมื่อข้าพเจ้าทำอะไร ติดขัด
ก็เหมือนมีความฝัน หรือลางสังหรณ์ช่วยชี้ทางให้ข้าพเจ้า
อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าเป็นคนใจบุญ และไม่เป็นคนละโมบด้วยกระมัง
เรื่องนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะเจอกับตัวข้าพเจ้าเองหลาย ๆ เรื่อง
เพราะฉะนั้น การทำความดี ไม่สูญเปล่า
หรือแม้การทำความเลว ก็ไม่สูญเปล่าเช่นกัน
ทำสิ่งใด มักได้สิ่งนั้นตอบแทน
ดุจเป็นเงาตามตัว บุคคลคนนั้นแล
และคืนก่อนก็ฝันว่า มีคนรักสิ่งของที่ข้าพเจ้าให้
มากกว่าตัวข้าพเจ้าเสียอีก
(สงสัยทำดีกับข้าพเจ้าเพื่อหวังผลตอบแทนนั่นเอง)
อันนี้เท็จจริงประการใด ...ครั้นจะไปบอกเจ้าตัวคงไม่ได้หรอก
ของแบบนี้ ต้องรู้ได้ด้วยใจของตนเอง :))
วันนี้ที่เขียนบทความนี้ ประมาณว่าแนะนำแก่ทุกท่านที่อ่าน
หากทำงานแล้วมีปัญหา หรือมีอุปสรรค
ลองทำตามความฝันดูบ้าง แล้วจะนึกไม่ถึง!!
(ต้องทำดีเสียก่อน แล้วฝันจึงจะแม่น)
บางคนอาจจะมีข้อโต้แย้ง เพราะจำความฝันตนเอง
ไม่ได้สักที ว่าคืนนึงฝันอะไรบ้าง เพราะตื่นขึ้นมาลืมหมด :))
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะจิตของแต่ละคน
จะว่าไป ก็เป็นพรสวรรค์อย่างนึงของแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกัน
ปล. บทความนี้ บางคนอาจจะเชื่่อ
หรือไม่เชื่อโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านก็แล้วกัน
คิดแล้วเขียน :)V
ฝันทุก ๆ คืนที่เราหลับตาลง
เหมือนสภาวะจิตทำหน้าที่บางอย่าง
อาจจะได้รับข้อมูลบางอย่างมา
และบันทึกลงในจิตใจ ไม่ว่าวันนั้น
จะทำดี หรือทำไม่ดี จิตจะเป็นตัวฟองน้ำดูดสิ่งเหล่านั้นเข้าหาตัว
หากเราคิดอะไรไม่ดี หรือทำสิ่งแย่ ๆ สภาวะจิตของเราก็จะรับ
สิ่งนั้นเข้าหาตัวด้วยเหมือนกัน (เหมือนกฎแรงดึงดูด)
บางครั้ง ความฝันของเราทุกคืน ๆ
มันมีนัยยะบางอย่าง เป็นรหัสแห่งความฝัน
ที่เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก
ข้าพเจ้าฝันอะไรหลาย ๆ อย่างมักจะแม่น
(เว้นแต่ตัวเลข ที่นำมาซื้อหวย)
ไม่เคยถอดรหัสเป็นตัวเลขได้ตรงเลย อิอิ :))
ไม่งั้นป่านนี้ รวย นานแล้ว ^__^
ส่วนมากจะเกี่ยวกับเหตุการณ์บางอย่าง
หรือในสิ่งที่ข้าพเจ้ากังวลใจ หรือแม้กระทั่งปัญหา
ในชีวิตประจำวัน เหมือนความฝันบอกเหตุการณ์ของข้าพเจ้า
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อน ตอนเรียนบัญชี
ขณะนั้น ข้าพเจ้าทำงานแล้ว แต่ต้องเก็บชั่วโมงฝึกงาน
แล้วไม่รู้จะเก็บที่ไหน อย่างไร ก็นึกว่า จะไปหาผู้ตรวจสอบบัญชี
ได้รับอนุญาตที่ไหนมาเซ็นต์รับรอง การผ่านงานของข้าพเจ้า
ให้ทางมหาวิทยาลัยได้ ....คิดอยู่นานเลยทีเดียว...
วันนึงก็ฝันนี่แหล่ะ ว่าไปหาป้าตัวเอง ซึ่งตอนนั้น
ป้าบอกว่า ทำไมข้าพเจ้าไม่เปิดประตูเข้ามาหาเขาเอง
จากนั้น ก็เล่าเรื่องที่ต้องการผู้ตรวจสอบบัญชี
เซ็นต์รับรองการผ่านงานให้อาที่อยู่ด้วยฟัง
ก็เลยไปขอคำแนะนำจาก ป้าที่ฝากข้าพเจ้าทำงานแทน
เขาเลยบอกข้าพเจ้าว่า ก็ป้านี่แหล่ะ เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี
อ้าว! ...ทำไมฝันมันตรงอย่างนี้หว่า!!!
(นึกในใจ เพราะไม่เคยทราบว่าป้าคนนี้ทำงานนอกเวลาด้วย)
บางอย่างเมื่อข้าพเจ้าทำอะไร ติดขัด
ก็เหมือนมีความฝัน หรือลางสังหรณ์ช่วยชี้ทางให้ข้าพเจ้า
อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าเป็นคนใจบุญ และไม่เป็นคนละโมบด้วยกระมัง
เรื่องนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะเจอกับตัวข้าพเจ้าเองหลาย ๆ เรื่อง
เพราะฉะนั้น การทำความดี ไม่สูญเปล่า
หรือแม้การทำความเลว ก็ไม่สูญเปล่าเช่นกัน
ทำสิ่งใด มักได้สิ่งนั้นตอบแทน
ดุจเป็นเงาตามตัว บุคคลคนนั้นแล
และคืนก่อนก็ฝันว่า มีคนรักสิ่งของที่ข้าพเจ้าให้
มากกว่าตัวข้าพเจ้าเสียอีก
(สงสัยทำดีกับข้าพเจ้าเพื่อหวังผลตอบแทนนั่นเอง)
อันนี้เท็จจริงประการใด ...ครั้นจะไปบอกเจ้าตัวคงไม่ได้หรอก
ของแบบนี้ ต้องรู้ได้ด้วยใจของตนเอง :))
วันนี้ที่เขียนบทความนี้ ประมาณว่าแนะนำแก่ทุกท่านที่อ่าน
หากทำงานแล้วมีปัญหา หรือมีอุปสรรค
ลองทำตามความฝันดูบ้าง แล้วจะนึกไม่ถึง!!
(ต้องทำดีเสียก่อน แล้วฝันจึงจะแม่น)
บางคนอาจจะมีข้อโต้แย้ง เพราะจำความฝันตนเอง
ไม่ได้สักที ว่าคืนนึงฝันอะไรบ้าง เพราะตื่นขึ้นมาลืมหมด :))
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะจิตของแต่ละคน
จะว่าไป ก็เป็นพรสวรรค์อย่างนึงของแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกัน
ปล. บทความนี้ บางคนอาจจะเชื่่อ
หรือไม่เชื่อโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านก็แล้วกัน
คิดแล้วเขียน :)V
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
ช้า ๆ ได้พร้าเป็นสนิม :))
ช่วงนี้ยุ่งอยู่กับการจัดสถานที่ทั้งที่ทำงานและบ้าน
และวันเสาร์ก็ต้องไปสะสางบางส่วนที่ทำงานด้วย
ทั้งงานที่ทำงาน งานส่วนตัว และส่วนรวมของบ้าน
ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเข้า net การโพสรูปที่ไปเที่ยวมา
อาจทำให้ล่าช้ากว่าปรกติ (เริ่มลืมแล้วเหมือนกัน อิอิ ^_^)
ก็คงต้องแบ่งภาคในการแยกทำงานอ่ะนะ มีแค่ 2 มือ
กับหัวเดียว(กระเทียมลีบ) มานานแล้ว
ทำอะไรก็อาจดูอืดอาด ยืดยาดไม่ทันใจวัยโจ๋ซักเท่าไร
แต่อะไร ๆ ถ้าไม่เกินกำลังและความสามารถข้าพเจ้า
ก็ทำได้อยู่หรอก ไม่อยากเป็นประเภทเตี้ยแล้วยังอุ้มค่อมอีก
หลาย ๆ เรื่อง ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปเองบ้าง
ขืนทำหลาย ๆ อย่างเกินกำลังตนเองก็ไม่ดี
ทั้งสุขภาพกาย และใจด้วย
ช้า ๆ ได้พร้าเป็นสนิม อิอิ :))
ก็บอกแล้วไง ว่านี่คือ ตัวข้าพเจ้าเอง
ต้องอยู่กับคนใจเย็น
เพราะถ้าใจร้อน ก็คงไม่มีใครทนอยู่ข้าพเจ้าได้นานเหมือนกัน 555
ไปทำงานต่อและ ....
คิดแล้วเขียน :))V
และวันเสาร์ก็ต้องไปสะสางบางส่วนที่ทำงานด้วย
ทั้งงานที่ทำงาน งานส่วนตัว และส่วนรวมของบ้าน
ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเข้า net การโพสรูปที่ไปเที่ยวมา
อาจทำให้ล่าช้ากว่าปรกติ (เริ่มลืมแล้วเหมือนกัน อิอิ ^_^)
ก็คงต้องแบ่งภาคในการแยกทำงานอ่ะนะ มีแค่ 2 มือ
กับหัวเดียว(กระเทียมลีบ) มานานแล้ว
ทำอะไรก็อาจดูอืดอาด ยืดยาดไม่ทันใจวัยโจ๋ซักเท่าไร
แต่อะไร ๆ ถ้าไม่เกินกำลังและความสามารถข้าพเจ้า
ก็ทำได้อยู่หรอก ไม่อยากเป็นประเภทเตี้ยแล้วยังอุ้มค่อมอีก
หลาย ๆ เรื่อง ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปเองบ้าง
ขืนทำหลาย ๆ อย่างเกินกำลังตนเองก็ไม่ดี
ทั้งสุขภาพกาย และใจด้วย
ช้า ๆ ได้พร้าเป็นสนิม อิอิ :))
ก็บอกแล้วไง ว่านี่คือ ตัวข้าพเจ้าเอง
ต้องอยู่กับคนใจเย็น
เพราะถ้าใจร้อน ก็คงไม่มีใครทนอยู่ข้าพเจ้าได้นานเหมือนกัน 555
ไปทำงานต่อและ ....
คิดแล้วเขียน :))V
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
สวัสดีปีใหม่ผู้ใหญ่
วันนี้มีพี่มาชวนไปบ้านผู้ใหญ่
ที่เคยทำงานร่วมกันมาแต่เกษียณไปแล้ว
ช่วงหลังข้าพเจ้าไม่ได้ติดต่อกับพี่เขา
(นึกงัยมาชวนวันนี้?) และถ้าข้าพเจ้าไปคงไม่สนุก
(ทั้งเขาและเรา 555) เขาคงชวนตามมารยาท
ก็ปฏิเสธไปตามมารยาทเช่นกัน
ห่างมาตั้งนานแล้ว ต่อคงไม่ติดหรอก
อีกอย่างเบื่อสายตาหลาย ๆ คน มันคงมองด้วยสายตาว่า
อีนี่มาได้งัย ตรูไม่ได้เชิญ ...
(เคยโดน ตรูถึงได้ออกจากวงนั้นอย่างถาวรงัย)
^_^
ด้วยความที่ยังมีเชื้อผู้ดีอยู่ในตัว
หน้ายังไม่หนาพอ ที่จะทำตัวกลมกลืนไปกับเขา
ก็เลยขอตัว กินข้าวอยู่ที่ห้องตามปรกติ
และที่สำคัญ วันนี้เป็นวันที่พี่ที่ห้องทำงานข้าพเจ้าหลาย ๆ คน
นัดกันไปอวยพรปีใหม่ นายเก่า ที่ย้ายไปอยู่ตึกอื่น
นี่สิ สมควรจะไป ... เพราะนายคนนี้ ช่วยเหลือข้าพเจ้ามาตลอด
จนหลาย ๆ คน แบบอีพวกมือไม่พาย เอาปากจ่อบาทา
หาว่า กิ๊กกะนาย ซึ่งนายคนนี้ ถ้าไม่รู้จักจริง ๆ
เขาไม่ได้เจ้าชู้แบบ คลำไม่มีหาง
ของแบบนี้ อยู่ที่ใครจะเล่นกะแกด้วยหรือเปล่า?
บางคนซะอีก ดูเงียบ ๆ หงิม ๆ หรือดุร้าย
อีนี่แหล่ะ แอบย่องหาเมียชาวบ้าน
(ไม่ใช่เรื่องของเรา อย่าไปพูดถึงดีกว่า
เอาเป็นว่า ถ้าเรื่องไม่มาหาเรา
เราอย่าเอาตัวไปหาเรื่องดีม๊ะ!) ^__^
วันนี้บางคนก็ไป บางคนก็ไม่ไป อวยพรนายเก่า
หลาย ๆ คนที่มีอคติกับนายคนนี้ เขาก็ไม่ไป
ก็ยังมีอีพวกรู้ข่าว (คงรู้จากอีกาคาบไปบอก)
ไปคอยยืนจ่ออยู่แถวนั้น ดูว่าใครมาอวยพรนายบ้าง
เห้อ ๆ พวกนี้แหล่ะ ตัวหาข่าว ทำทีมาคุย แล้วมันก็เอาไปนินทา
สังคมมนุษย์เป็นแบบนี้ ใครจะอย่างไร ที่ไหน ขอตรูสู่รู้ไว้ก่อน
เดี๋ยวไม่มีเรื่่องเม้าท์ในกลุ่ม :)))
ข้าพเจ้านับถือนายคนนี้ เพราะนายเขามีน้ำใจแก่ลูกน้อง
ไม่คิดเอาเปรียบ หรือเป็นคนเห็นแก่ได้
หรือชอบแต่พวกประจบสอพลอ
ตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้าทำงานมา
นายคนนี้ช่วยเหลือข้าพเจ้ามาพอสมควร
ให้ข้าพเจ้าได้แสดงฝีมือในการทำงานตั้งแต่เริ่มเข้า
ตำแหน่งหน้าที่ที่มีเกียรติมาตลอด
จนเพื่อนรุ่นพี่ หลายคน อิจฉา รุ่นข้าพเจ้าที่เข้ามา
นายคนนี้ สร้างเด็กรุ่นใหม่ ๆ ได้เสมอ
กาลเวลา สามารถบ่งบอก
นิสัยใจคอของมนุษย์ได้เสมอ
คิดแล้วเขียน :)V
ที่เคยทำงานร่วมกันมาแต่เกษียณไปแล้ว
ช่วงหลังข้าพเจ้าไม่ได้ติดต่อกับพี่เขา
(นึกงัยมาชวนวันนี้?) และถ้าข้าพเจ้าไปคงไม่สนุก
(ทั้งเขาและเรา 555) เขาคงชวนตามมารยาท
ก็ปฏิเสธไปตามมารยาทเช่นกัน
ห่างมาตั้งนานแล้ว ต่อคงไม่ติดหรอก
อีกอย่างเบื่อสายตาหลาย ๆ คน มันคงมองด้วยสายตาว่า
อีนี่มาได้งัย ตรูไม่ได้เชิญ ...
(เคยโดน ตรูถึงได้ออกจากวงนั้นอย่างถาวรงัย)
^_^
ด้วยความที่ยังมีเชื้อผู้ดีอยู่ในตัว
หน้ายังไม่หนาพอ ที่จะทำตัวกลมกลืนไปกับเขา
ก็เลยขอตัว กินข้าวอยู่ที่ห้องตามปรกติ
และที่สำคัญ วันนี้เป็นวันที่พี่ที่ห้องทำงานข้าพเจ้าหลาย ๆ คน
นัดกันไปอวยพรปีใหม่ นายเก่า ที่ย้ายไปอยู่ตึกอื่น
นี่สิ สมควรจะไป ... เพราะนายคนนี้ ช่วยเหลือข้าพเจ้ามาตลอด
จนหลาย ๆ คน แบบอีพวกมือไม่พาย เอาปากจ่อบาทา
หาว่า กิ๊กกะนาย ซึ่งนายคนนี้ ถ้าไม่รู้จักจริง ๆ
เขาไม่ได้เจ้าชู้แบบ คลำไม่มีหาง
ของแบบนี้ อยู่ที่ใครจะเล่นกะแกด้วยหรือเปล่า?
บางคนซะอีก ดูเงียบ ๆ หงิม ๆ หรือดุร้าย
อีนี่แหล่ะ แอบย่องหาเมียชาวบ้าน
(ไม่ใช่เรื่องของเรา อย่าไปพูดถึงดีกว่า
เอาเป็นว่า ถ้าเรื่องไม่มาหาเรา
เราอย่าเอาตัวไปหาเรื่องดีม๊ะ!) ^__^
วันนี้บางคนก็ไป บางคนก็ไม่ไป อวยพรนายเก่า
หลาย ๆ คนที่มีอคติกับนายคนนี้ เขาก็ไม่ไป
ก็ยังมีอีพวกรู้ข่าว (คงรู้จากอีกาคาบไปบอก)
ไปคอยยืนจ่ออยู่แถวนั้น ดูว่าใครมาอวยพรนายบ้าง
เห้อ ๆ พวกนี้แหล่ะ ตัวหาข่าว ทำทีมาคุย แล้วมันก็เอาไปนินทา
สังคมมนุษย์เป็นแบบนี้ ใครจะอย่างไร ที่ไหน ขอตรูสู่รู้ไว้ก่อน
เดี๋ยวไม่มีเรื่่องเม้าท์ในกลุ่ม :)))
ข้าพเจ้านับถือนายคนนี้ เพราะนายเขามีน้ำใจแก่ลูกน้อง
ไม่คิดเอาเปรียบ หรือเป็นคนเห็นแก่ได้
หรือชอบแต่พวกประจบสอพลอ
ตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้าทำงานมา
นายคนนี้ช่วยเหลือข้าพเจ้ามาพอสมควร
ให้ข้าพเจ้าได้แสดงฝีมือในการทำงานตั้งแต่เริ่มเข้า
ตำแหน่งหน้าที่ที่มีเกียรติมาตลอด
จนเพื่อนรุ่นพี่ หลายคน อิจฉา รุ่นข้าพเจ้าที่เข้ามา
นายคนนี้ สร้างเด็กรุ่นใหม่ ๆ ได้เสมอ
กาลเวลา สามารถบ่งบอก
นิสัยใจคอของมนุษย์ได้เสมอ
คิดแล้วเขียน :)V
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
รู้สึกผิด
วันนี้ ด้วยความรีบร้อนและด้วยความตั้งใจดี
หยิบสลิปเงินสมาชิกสหกรณ์ของเพื่อนที่่นั่งใกล้ ๆ
และของตนเอง แต่ด้วยความที่เหมือนกันไม่ทันดูชื่อ
แกะของเพื่อน แทนที่จะเป็นของตนเอง
ตกใจเล็กน้อย ที่เห็นเงินในใบสลิป
ถูกหักเพราะการกู้ยืมวงเงินเป็นล้าน
กะว่าจะโทร.ไปต่อว่า สหกรณ์
ที่ไหนได้ ข้าพเจ้าสะเพร่าเอง
ดันมาเปิดของเพื่อน รีบขอโทษเขาใหญ่
ตกใจด้วย ตรูไม่เคยกู้เงินเป็นล้านสักหน่อย
มาได้ยังงัยเนี่ยะ ...เหลือบไปมองชื่อ
โล่งอก แต่ก็รู้สึกผิด เหมือนเป็นการเสียมารยาท
ที่ไปดูฐานะการเงินของคนอื่น ซึ่งเรื่องบางเรื่อง
เราต้องมีมารยาทไว้บ้าง ถ้าเจ้าของเขาไม่อนุญาต
อย่าได้ไปหยิบฉวย สิ่งของคนอื่นมาเป็นของตนเด็ดขาด
แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย เพราะสิ่งเหล่านี้
จะเพาะบ่มนิสัย ชอบเอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง
โดยไม่รู้ตัว หรือไม่เจตนา ผิดศีลข้อที่ 2 เชียวนะ
หากกระทำผิดเรื่อย ๆ จนเป็นนิสัย จะไม่รู้สึกละอายใจเลย
และต่อไปก็กล้าที่จะเอาแฟนของคนอื่นมาเป็นของตนเองได้เช่นกัน
เรื่องของศีล เป็นเรื่องละเอียด และสะอาด
อยากให้ตัวเองพ้นมลทิน หรือข้อครหาต่าง ๆ
ต้องหมั่นเตือนตัวเองบ่อย ๆ ว่า
สิ่งของ ของคนอื่น ที่เจ้าของเขาไม่รู้ เขาไม่อนุญาต
อย่าได้หยิบฉวยมาเชียว มิฉะนั้น ต่อไปในอนาคต
อาจจะมีใคร มาหยิบฉวย ของของเราที่เรารัก
หรือของที่เราหวงได้ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้ วันนี้ข้าพเจ้าเลยค่อนข้างรู้สึกละอายใจตนเอง
ที่ไม่ระมัดระวัง ด้วยความหวังดี แต่ก็เหมือนตนเองสะเพร่า
คนอื่นอาจจะคิดว่า เรามีเจตนาอยากจะดูของคนอื่นด้วยก็ได้
ก็ซวย 2 เด้ง! คือนอกจากตัวเองจะรู้สึกผิดในใจแล้ว
คนอื่นที่เขาไม่เข้าใจเรา เขาก็คิดว่า เรามีเจตนาอยากดูของคนอื่น
ด้วยเช่นกัน
คิดแล้วเขียน :)V
หยิบสลิปเงินสมาชิกสหกรณ์ของเพื่อนที่่นั่งใกล้ ๆ
และของตนเอง แต่ด้วยความที่เหมือนกันไม่ทันดูชื่อ
แกะของเพื่อน แทนที่จะเป็นของตนเอง
ตกใจเล็กน้อย ที่เห็นเงินในใบสลิป
ถูกหักเพราะการกู้ยืมวงเงินเป็นล้าน
กะว่าจะโทร.ไปต่อว่า สหกรณ์
ที่ไหนได้ ข้าพเจ้าสะเพร่าเอง
ดันมาเปิดของเพื่อน รีบขอโทษเขาใหญ่
ตกใจด้วย ตรูไม่เคยกู้เงินเป็นล้านสักหน่อย
มาได้ยังงัยเนี่ยะ ...เหลือบไปมองชื่อ
โล่งอก แต่ก็รู้สึกผิด เหมือนเป็นการเสียมารยาท
ที่ไปดูฐานะการเงินของคนอื่น ซึ่งเรื่องบางเรื่อง
เราต้องมีมารยาทไว้บ้าง ถ้าเจ้าของเขาไม่อนุญาต
อย่าได้ไปหยิบฉวย สิ่งของคนอื่นมาเป็นของตนเด็ดขาด
แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย เพราะสิ่งเหล่านี้
จะเพาะบ่มนิสัย ชอบเอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง
โดยไม่รู้ตัว หรือไม่เจตนา ผิดศีลข้อที่ 2 เชียวนะ
หากกระทำผิดเรื่อย ๆ จนเป็นนิสัย จะไม่รู้สึกละอายใจเลย
และต่อไปก็กล้าที่จะเอาแฟนของคนอื่นมาเป็นของตนเองได้เช่นกัน
เรื่องของศีล เป็นเรื่องละเอียด และสะอาด
อยากให้ตัวเองพ้นมลทิน หรือข้อครหาต่าง ๆ
ต้องหมั่นเตือนตัวเองบ่อย ๆ ว่า
สิ่งของ ของคนอื่น ที่เจ้าของเขาไม่รู้ เขาไม่อนุญาต
อย่าได้หยิบฉวยมาเชียว มิฉะนั้น ต่อไปในอนาคต
อาจจะมีใคร มาหยิบฉวย ของของเราที่เรารัก
หรือของที่เราหวงได้ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้ วันนี้ข้าพเจ้าเลยค่อนข้างรู้สึกละอายใจตนเอง
ที่ไม่ระมัดระวัง ด้วยความหวังดี แต่ก็เหมือนตนเองสะเพร่า
คนอื่นอาจจะคิดว่า เรามีเจตนาอยากจะดูของคนอื่นด้วยก็ได้
ก็ซวย 2 เด้ง! คือนอกจากตัวเองจะรู้สึกผิดในใจแล้ว
คนอื่นที่เขาไม่เข้าใจเรา เขาก็คิดว่า เรามีเจตนาอยากดูของคนอื่น
ด้วยเช่นกัน
คิดแล้วเขียน :)V
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ แสนเหนื่อย
ช่วงนี้เห็นงานบนโต๊ะ แล้วรู้สึกเบื่อ เหนื่อย ๆ
ทั้ง ๆ ที่เป็นวันจันทร์ คงเป็นเพราะเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา
ข้าพเจ้าได้เก็บของจัดบ้านไปบางส่วนบ้างแล้ว
หลังจากที่รกมานาน และผลัดไปหลายครั้ง
นี่ยังไม่เรียบร้อยดี ส่วนที่ทำงาน
หลังจากไปเที่ยว งานก็กองรอเคลียร์อยู่
ช่วงนี้เหนื่อยจริง ๆ วันนี้ยังไม่อยาก post
เล่าเรื่องที่ไปเที่ยว ...ยิ่งโตก็ยิ่งมีภาระมากขึ้น
แถมน้องญาติ ๆ ก็มาขอคำปรึกษาอยากหา
งานใหม่ทำ เพราะที่ทำอยู่ปัจจุบันเครียด
ลูกน้องไม่รับผิดชอบ เจ้าตัวเป็นหัวหน้า
มีอะไรก็ต้องรับภาระปัญหาของลูกน้องหมด
เลยอยากลาออก ... จริง ๆ แล้วเราก็ต้องมานั่งนึกดูนะว่า
การที่เราได้เงินเดือน หรือตำแหน่งสูง ๆ
เพราะเราต้องความรับผิดชอบที่เยอะขึ้น
จะให้ทำงานแบบสบาย ๆ แบบตอนเข้างานใหม่ ๆ ไม่ได้หรอก
สมัยนี้ บริษัทคงไม่โง่จ้างคนเงินเดือนเป็นหมื่น
มาทำงานแบบเสมียน สบาย ๆ หรอก
สู้จ้างเด็กฝึกงาน จบใหม่ ๆ ไม่ดีกว่าหรือ?
เงินเดือนถูกดี (แต่ที่ทำงานเราเป็นแห่ะ!)
วันนี้เราไม่เป็นหัวหน้า
ถ้าอีกหน่อยเราอาวุโสกว่าเขา
เขาก็ต้องให้เราเป็นอยู่ดี อยู่ที่ว่าเราจะบริหารงาน
และบริหารคนอย่างไร ให้เขาทำงานให้เราได้
ไม่ใช่เจอปัญหาก็วิ่งหนี พี่สาวมันเทศน์ให้ฟังซะยาว
(ทำอย่างกะว่าเป็นปัญหาเรางั้นแหล่ะ อิอิ ^_^)
ยิ่งสมัยนี้ คนยิ่งหางานกันทำ อะไรที่มีปัญหา
ก็ต้องแก้ไขให้ตรงจุด ลูกน้องไม่ทำงาน
ก็ต้องมีวิธีการจัดการซิ ไม่ใช่ลาออก
บางคนไม่ได้เป็น ก็ใช้วิธีการไซโคคนรอบข้าง
ทดสอบภูมิและปัญญาของเรา
เห็นไอ้นี่อ่อนหัด แหย่ ๆ มันก็ไหวแล้ว
ถ้าเราหงอ ลูกน้องมันก็ได้ใจ
การที่เราได้เป็นหัวหน้า แสดงว่าเราต้องมีส่วนดี
มีความสามารถที่คนอื่นไม่มี ความรับผิดชอบนั้นเป็นเงาตามตัว
ในเมื่อเราทำงานมาหลายปี เรามีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น
เพราะฉะนั้น อย่ากลัว และอย่าหนีปัญหา ให้แก้ที่ตรงจุด
ลูกน้องไม่ทำงาน ไม่ใช่เราไปทำงานแทนลูกน้อง
คุณก็เหนื่อยตลอดชีวิต การใช้คนอื่นทำ ต้องเผื่อใจไว้ด้วย
หากคุณไม่อยากเหนื่อย และหนักอยู่คนเดียว
ต้องกระจาย ภาระหน้าที่ให้แต่ละคนทำ
แต่อย่าไปหวังว่าคนอื่นจะทำได้เต็ม 100%
แค่ 80% นี่ ก็ถือว่าดีมากแล้ว
นำปัญหาของน้องคนนี้ไปเล่าให้พี่สาวฟัง
เสมือนหนึ่งได้ความรู้เพิ่มอีกด้านด้วย
(ก็พี่เรา เขาเป็นหัวหน้าคนมาเยอะแล้ว
ก็เจอหลายรูปแบบ นำมาเล่าแบ่ง ๆ กันฟัง :)))
บางที การที่เราเจออะไรยาก ๆ
ก็เป็นบททดสอบความสามารถของชีวิตเราได้ดีเหมือนกัน
แต่วันนี้เหนื่อยจริง ๆ
ไปอุ๊ก(นอน)ดีกว่า
คิดแล้วเขียน :)V
ทั้ง ๆ ที่เป็นวันจันทร์ คงเป็นเพราะเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา
ข้าพเจ้าได้เก็บของจัดบ้านไปบางส่วนบ้างแล้ว
หลังจากที่รกมานาน และผลัดไปหลายครั้ง
นี่ยังไม่เรียบร้อยดี ส่วนที่ทำงาน
หลังจากไปเที่ยว งานก็กองรอเคลียร์อยู่
ช่วงนี้เหนื่อยจริง ๆ วันนี้ยังไม่อยาก post
เล่าเรื่องที่ไปเที่ยว ...ยิ่งโตก็ยิ่งมีภาระมากขึ้น
แถมน้องญาติ ๆ ก็มาขอคำปรึกษาอยากหา
งานใหม่ทำ เพราะที่ทำอยู่ปัจจุบันเครียด
ลูกน้องไม่รับผิดชอบ เจ้าตัวเป็นหัวหน้า
มีอะไรก็ต้องรับภาระปัญหาของลูกน้องหมด
เลยอยากลาออก ... จริง ๆ แล้วเราก็ต้องมานั่งนึกดูนะว่า
การที่เราได้เงินเดือน หรือตำแหน่งสูง ๆ
เพราะเราต้องความรับผิดชอบที่เยอะขึ้น
จะให้ทำงานแบบสบาย ๆ แบบตอนเข้างานใหม่ ๆ ไม่ได้หรอก
สมัยนี้ บริษัทคงไม่โง่จ้างคนเงินเดือนเป็นหมื่น
มาทำงานแบบเสมียน สบาย ๆ หรอก
สู้จ้างเด็กฝึกงาน จบใหม่ ๆ ไม่ดีกว่าหรือ?
เงินเดือนถูกดี (แต่ที่ทำงานเราเป็นแห่ะ!)
วันนี้เราไม่เป็นหัวหน้า
ถ้าอีกหน่อยเราอาวุโสกว่าเขา
เขาก็ต้องให้เราเป็นอยู่ดี อยู่ที่ว่าเราจะบริหารงาน
และบริหารคนอย่างไร ให้เขาทำงานให้เราได้
ไม่ใช่เจอปัญหาก็วิ่งหนี พี่สาวมันเทศน์ให้ฟังซะยาว
(ทำอย่างกะว่าเป็นปัญหาเรางั้นแหล่ะ อิอิ ^_^)
ยิ่งสมัยนี้ คนยิ่งหางานกันทำ อะไรที่มีปัญหา
ก็ต้องแก้ไขให้ตรงจุด ลูกน้องไม่ทำงาน
ก็ต้องมีวิธีการจัดการซิ ไม่ใช่ลาออก
บางคนไม่ได้เป็น ก็ใช้วิธีการไซโคคนรอบข้าง
ทดสอบภูมิและปัญญาของเรา
เห็นไอ้นี่อ่อนหัด แหย่ ๆ มันก็ไหวแล้ว
ถ้าเราหงอ ลูกน้องมันก็ได้ใจ
การที่เราได้เป็นหัวหน้า แสดงว่าเราต้องมีส่วนดี
มีความสามารถที่คนอื่นไม่มี ความรับผิดชอบนั้นเป็นเงาตามตัว
ในเมื่อเราทำงานมาหลายปี เรามีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น
เพราะฉะนั้น อย่ากลัว และอย่าหนีปัญหา ให้แก้ที่ตรงจุด
ลูกน้องไม่ทำงาน ไม่ใช่เราไปทำงานแทนลูกน้อง
คุณก็เหนื่อยตลอดชีวิต การใช้คนอื่นทำ ต้องเผื่อใจไว้ด้วย
หากคุณไม่อยากเหนื่อย และหนักอยู่คนเดียว
ต้องกระจาย ภาระหน้าที่ให้แต่ละคนทำ
แต่อย่าไปหวังว่าคนอื่นจะทำได้เต็ม 100%
แค่ 80% นี่ ก็ถือว่าดีมากแล้ว
นำปัญหาของน้องคนนี้ไปเล่าให้พี่สาวฟัง
เสมือนหนึ่งได้ความรู้เพิ่มอีกด้านด้วย
(ก็พี่เรา เขาเป็นหัวหน้าคนมาเยอะแล้ว
ก็เจอหลายรูปแบบ นำมาเล่าแบ่ง ๆ กันฟัง :)))
บางที การที่เราเจออะไรยาก ๆ
ก็เป็นบททดสอบความสามารถของชีวิตเราได้ดีเหมือนกัน
แต่วันนี้เหนื่อยจริง ๆ
ไปอุ๊ก(นอน)ดีกว่า
คิดแล้วเขียน :)V
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553
หัวโขน - อารมณ์หญิง
วันนี้ ที่ทำงานข้าพเจ้าไปจัดเลี้ยงปีใหม่ตอนกลางวันที่ข้างนอก
วันนี้ พี่ ๆ หลายคนอารมณ์ไม่ดี เพราะเรื่องไร้สาระ
จัดคนลงรถไม่ลงตัวกัน
เลยพลอยให้ข้าพเจ้าเกือบถูกหางเลขไปด้วย
เพราะขับรถหาร้านไม่เจอ ด้วยความที่เจ้านายผู้หญิงหงุดหงิด
กับลูกน้อง และเพื่อน เลยไม่ได้ฟังว่า ทางไปร้านยังงัย
รีบจ้ำเดินออกไปทันที เอาล่ะทีนี้ ไปกันแค่ 2 คน
จำชื่อร้านก็ไม่ได้ ไม่รู้ทางอีกแน่ะ ก็ต้องโทร.หาเพื่อน
ที่อยู่รถคันอื่น ออกมาเป็นคันแรก แต่เกือบถึงทีหลัง
เพราะมัวแต่ทิฐิ อารมณ์โกรธนี่ ไม่เข้าใครออกใครเลย
ไม่ทันฟัง ก็เลยไม่รู้ และแต่ละคนก็โกรธ กระทบกัน
ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ...แต่โชคยังดีหน่อย
ที่ข้าพเจ้าไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับเขาด้วย
เพราะข้าพเจ้าควรจะอารมณ์เสียกับเรื่องงาน
ของตนเองที่มีปัญหามากกว่า ในเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกเช่นกัน
พอมาเจอเพื่อน ๆ มีอารมณ์ไม่ดีกระทบใส่กัน
ทำให้ลืมเรื่องของตนเองเสียสนิท
พวกผู้หญิงเวลาทำงานนี้ มักจะจุกจิก
ชอบเก็บเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นอารมณ์
บางคนตำแหน่งสูงกว่าอีกคน
ก็เก็บมาคิดแล้วว่า ทำไมชื่อฉันอยู่ล่างกว่าอีกคน
เรื่องไร้สาระไหมนี่!
และโทรมาต่อว่าข้าพเจ้า หน้าห้องเลขานาย
หาว่าหน่วยงานข้าพเจ้าแกล้งเขา
เอาชื่อเขามาอยู่ด้านล่างได้งัย
ทั้ง ๆ ที่เขาตำแหน่งสูงกว่าอีกคน
โอ๊ย! จะบ้าตาย! ทำงานกับคนหมู่มาก
จะมานั่ง check รายชื่อทุกคนได้อย่างไรว่า
ใครตำแหน่งใครสูงกว่า ใครจบปริญญา
ตาย...ถ้าทำแบบนั้น คงไม่ต้องทำงานกันแล้ว
นายเราก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย
งานเยอะจะตายอยู่แล้ว จะให้เรา check รายตัวได้งัย
มันอยู่ที่ต้นสังกัดหน่วยงานเขาเอง
ส่งเรื่องมาให้เราอีกที เรื่องภายในหน่วยงานตัวเอง
ยังจัดการไม่ได้ มีอะไร ๆ
ก็โยนเหมามาว่าทางหน่วยงานอื่นทำผิดได้ยังงัย
ถอดยศ ถอดตำแหน่งออก ก็เท่า ๆ กันแล้ว
คุณค่าของตนเอง อยู่ที่ผลงานมากกว่า
ไม่ใช่หัวโขนที่สวมอยู่
คนไทยยังติดนิสัย เจ้าขุนมูลนาย
เลือกชั้นวรรณะ จนไม่ต้องทำงาน
ประเทศไทย จึงต้องตามหลังฝรั่งอยู่
ก็คงเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั่นแหล่ะ
ไร้สาระจริง ๆ กับพวกผู้หญิง!
บางทีก็เบื่อ ๆ เหมือนกันนะ
ในเรื่องงาน น่าจะแบ่งแยกได้
แต่พวกคุณเธอ ก็ชอบเอาเรื่องไม่เป็นเรื่อง
มาเป็นสาระได้ตลอดเวลา ...จะบ้าตาย!
โชคดีหน่อย ที่ข้าพเจ้าจับฉลากได้รางวัลเป็นที่พอใจ
คือ ไดร์เป่าผม (สงสัยเตรียมตัวสำหรับงานยุ่งจนหัวบาน :))
แถมสีชมพู หวานแหว๋ว
และได้เหมือนพี่ที่ไปด้วยกันอีกต่างหาก
คู่เหมือนกันจริง ๆ ประมาณว่า มาด้วยกัน
ก็ได้เหมือนกัน
พักนี้ได้ของขวัญปีใหม่ เกี่ยวกับศีรษะ
สงสัยจะให้เราหัดแต่งตัวให้สวย ๆ มั้ง
คงสวยไม่พอ อิอิ ^__^
คิดแล้วเขียน :)V
วันนี้ พี่ ๆ หลายคนอารมณ์ไม่ดี เพราะเรื่องไร้สาระ
จัดคนลงรถไม่ลงตัวกัน
เลยพลอยให้ข้าพเจ้าเกือบถูกหางเลขไปด้วย
เพราะขับรถหาร้านไม่เจอ ด้วยความที่เจ้านายผู้หญิงหงุดหงิด
กับลูกน้อง และเพื่อน เลยไม่ได้ฟังว่า ทางไปร้านยังงัย
รีบจ้ำเดินออกไปทันที เอาล่ะทีนี้ ไปกันแค่ 2 คน
จำชื่อร้านก็ไม่ได้ ไม่รู้ทางอีกแน่ะ ก็ต้องโทร.หาเพื่อน
ที่อยู่รถคันอื่น ออกมาเป็นคันแรก แต่เกือบถึงทีหลัง
เพราะมัวแต่ทิฐิ อารมณ์โกรธนี่ ไม่เข้าใครออกใครเลย
ไม่ทันฟัง ก็เลยไม่รู้ และแต่ละคนก็โกรธ กระทบกัน
ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ...แต่โชคยังดีหน่อย
ที่ข้าพเจ้าไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับเขาด้วย
เพราะข้าพเจ้าควรจะอารมณ์เสียกับเรื่องงาน
ของตนเองที่มีปัญหามากกว่า ในเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกเช่นกัน
พอมาเจอเพื่อน ๆ มีอารมณ์ไม่ดีกระทบใส่กัน
ทำให้ลืมเรื่องของตนเองเสียสนิท
พวกผู้หญิงเวลาทำงานนี้ มักจะจุกจิก
ชอบเก็บเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นอารมณ์
บางคนตำแหน่งสูงกว่าอีกคน
ก็เก็บมาคิดแล้วว่า ทำไมชื่อฉันอยู่ล่างกว่าอีกคน
เรื่องไร้สาระไหมนี่!
และโทรมาต่อว่าข้าพเจ้า หน้าห้องเลขานาย
หาว่าหน่วยงานข้าพเจ้าแกล้งเขา
เอาชื่อเขามาอยู่ด้านล่างได้งัย
ทั้ง ๆ ที่เขาตำแหน่งสูงกว่าอีกคน
โอ๊ย! จะบ้าตาย! ทำงานกับคนหมู่มาก
จะมานั่ง check รายชื่อทุกคนได้อย่างไรว่า
ใครตำแหน่งใครสูงกว่า ใครจบปริญญา
ตาย...ถ้าทำแบบนั้น คงไม่ต้องทำงานกันแล้ว
นายเราก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย
งานเยอะจะตายอยู่แล้ว จะให้เรา check รายตัวได้งัย
มันอยู่ที่ต้นสังกัดหน่วยงานเขาเอง
ส่งเรื่องมาให้เราอีกที เรื่องภายในหน่วยงานตัวเอง
ยังจัดการไม่ได้ มีอะไร ๆ
ก็โยนเหมามาว่าทางหน่วยงานอื่นทำผิดได้ยังงัย
ถอดยศ ถอดตำแหน่งออก ก็เท่า ๆ กันแล้ว
คุณค่าของตนเอง อยู่ที่ผลงานมากกว่า
ไม่ใช่หัวโขนที่สวมอยู่
คนไทยยังติดนิสัย เจ้าขุนมูลนาย
เลือกชั้นวรรณะ จนไม่ต้องทำงาน
ประเทศไทย จึงต้องตามหลังฝรั่งอยู่
ก็คงเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั่นแหล่ะ
ไร้สาระจริง ๆ กับพวกผู้หญิง!
บางทีก็เบื่อ ๆ เหมือนกันนะ
ในเรื่องงาน น่าจะแบ่งแยกได้
แต่พวกคุณเธอ ก็ชอบเอาเรื่องไม่เป็นเรื่อง
มาเป็นสาระได้ตลอดเวลา ...จะบ้าตาย!
โชคดีหน่อย ที่ข้าพเจ้าจับฉลากได้รางวัลเป็นที่พอใจ
คือ ไดร์เป่าผม (สงสัยเตรียมตัวสำหรับงานยุ่งจนหัวบาน :))
แถมสีชมพู หวานแหว๋ว
และได้เหมือนพี่ที่ไปด้วยกันอีกต่างหาก
คู่เหมือนกันจริง ๆ ประมาณว่า มาด้วยกัน
ก็ได้เหมือนกัน
พักนี้ได้ของขวัญปีใหม่ เกี่ยวกับศีรษะ
สงสัยจะให้เราหัดแต่งตัวให้สวย ๆ มั้ง
คงสวยไม่พอ อิอิ ^__^
คิดแล้วเขียน :)V
วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553
สังคม
ช่วงปีใหม่ ชีพจรลงเท้า
นั่งติดที่ไม่ได้นาน ต้องลุกไปโน่นมานี่
ทำธุรกิจ ติดต่อประสานงา(น) กับบุคคลอื่น ๆ ตลอด
วันนี้ก็ไปอวยพรเจ้านายใหญ่
เดี๋ยวปีใหม่ก็จัดเลี้ยงนอกสถานที่อีก
ต้องเสียเงินคนละ 300 บาท ค่าจับของขวัญ
เดือนนี้ยิ่งจน ๆ อยู่ โบนัสออกก็ใช้หนี้หมด ^_^
เอ้อ! เท่าไรจึงจะพอ??
หาได้มากก็ใช้ได้มาก
คนเรามีเท่าไรก็ไม่พอจริง ๆ นะ
เมื่อก่อนเงินเดือนตอนทำงานใหม่ ๆ 5000 กว่าบาทเอง
ตอนนั้นทองยังไม่ถึงหลักหมื่น (ทำไมพอใช้นะ?)
คงเป็นเพราะ แรก ๆ ทำงาน สังคมยังไม่กว้าง
คนยังไม่รู้จัก พอมีสังคม รายจ่ายมันก็เพิ่มขึ้นตามตัว
เพราะฉะนั้น ลด ๆ สังคม และการรักษาหน้าลงบ้างก็ได้
เราจะได้เหนื่อยน้อยลง มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
ยิ่งโต หรือมีตำแหน่งสูงเท่าไร ก็ต้องมีสังคมที่กว้างขึ้น
เพราะเราต้องติดต่อผู้คนมากมาย
หากคนเราไม่รักหน้าตัวเองมากนัก
ชีวิตคนไทย คงอยู่ได้อย่างพอเพียงจริง ๆ :))
วันนี้เข้า web ภาพไม่ได้อีกแล้ว
สงสัยคงจะรอให้ภาพเสร็จตอนช่วงตรุษจีนมั้ง ^_^
คิดแล้วเขียน :)V
นั่งติดที่ไม่ได้นาน ต้องลุกไปโน่นมานี่
ทำธุรกิจ ติดต่อประสานงา(น) กับบุคคลอื่น ๆ ตลอด
วันนี้ก็ไปอวยพรเจ้านายใหญ่
เดี๋ยวปีใหม่ก็จัดเลี้ยงนอกสถานที่อีก
ต้องเสียเงินคนละ 300 บาท ค่าจับของขวัญ
เดือนนี้ยิ่งจน ๆ อยู่ โบนัสออกก็ใช้หนี้หมด ^_^
เอ้อ! เท่าไรจึงจะพอ??
หาได้มากก็ใช้ได้มาก
คนเรามีเท่าไรก็ไม่พอจริง ๆ นะ
เมื่อก่อนเงินเดือนตอนทำงานใหม่ ๆ 5000 กว่าบาทเอง
ตอนนั้นทองยังไม่ถึงหลักหมื่น (ทำไมพอใช้นะ?)
คงเป็นเพราะ แรก ๆ ทำงาน สังคมยังไม่กว้าง
คนยังไม่รู้จัก พอมีสังคม รายจ่ายมันก็เพิ่มขึ้นตามตัว
เพราะฉะนั้น ลด ๆ สังคม และการรักษาหน้าลงบ้างก็ได้
เราจะได้เหนื่อยน้อยลง มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
ยิ่งโต หรือมีตำแหน่งสูงเท่าไร ก็ต้องมีสังคมที่กว้างขึ้น
เพราะเราต้องติดต่อผู้คนมากมาย
หากคนเราไม่รักหน้าตัวเองมากนัก
ชีวิตคนไทย คงอยู่ได้อย่างพอเพียงจริง ๆ :))
วันนี้เข้า web ภาพไม่ได้อีกแล้ว
สงสัยคงจะรอให้ภาพเสร็จตอนช่วงตรุษจีนมั้ง ^_^
คิดแล้วเขียน :)V
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553
นี่แหล่ะตัวฉัน
ต้นปีใหม่มักจะมีคำทำนายของหมอดูยี่ห้อต่าง ๆ มาเสมอ
ซึ่งถ้าดี ก็ทำให้เรากระดี๋กระด้า ถ้าไม่ดี ก็ให้คิดได้มากเหมือนกัน
หมอดูนี่ ก็มีอิทธิพลต่อคนในประเทศไม่เบา
บางคนทักทายซะ จนไม่มีอะไรดีเลยหรือยังงัย?
ยิ่งเฉพาะเรื่องการเมือง เห็นทายแย่ทุกปี
บางครั้งอ่านหรือฟัง ก็ห่อเหี่ยว
เลยทำให้คิดว่า อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะนะ
หรือหมอดูทายว่า แฟนจะมีกิ๊ก วันทั้งวัน
ก็คอยตั้งหน้าตั้งตาจับผิดแฟนอยู่นั่นแหล่ะ!
บางคนก็หาเรื่องมาเป่าหูเข้าอีก
เห็นคนอื่นอยู่แบบสงบ ๆ ไม่ได้
รู้สึกมันจะขาดใจ เสียตรงนั้น :))
แต่ปีนี้ ราศีข้าพเจ้าหมอดูให้ระวังเรื่องปาก
ห้ามแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ
มิฉะนั้นอาจจะทะเลาะกับคนรอบข้างได้ง่าย
แต่ก่อนอดกลั้นได้ ระยะหลัง ๆ มันทนไม่ไหว
อะไรที่ไม่ใช่เรา มันทำไม่ได้ ขัดกับความรู้สึกตนเองไม่ได้
คิดอย่างไรก็พูดไปแบบนั้น คนรอบข้างบางคนรับไม่ได้ก็มี
คนบางคนก็ชอบให้เราจะเป็นใครก็ไม่รู้
ก็ตลกดีนะ มาเปรียบเทียบว่า ทำไมไม่ทำเหมือนคนนั้นล่ะ คนนี้ล่ะ
ก็ถ้ามันดีนัก มาคบกะตูทำไมฟร่ะ ก็ไปกับมันดิ!
(นี่แหล่ะ หมอดูถึงให้เตือนเรื่องระวังปากงัย อิอิ ^__^)
ข้าพเจ้ากับเพื่อนบางคน คิดเห็นไม่เหมือนกัน ก็ขัดแย้ง
ทะเลาะกันบ่อย ๆ ก็มี แต่ข้าพเจ้านี่ นิสัยไม่ดีอย่าง
ใครขัดใจอะไรแล้ว ชอบเก็บมาคิดหลายวัน และโกรธนาน
ทำไม่ได้หรอก อะไรที่ไม่ชอบ แล้วให้บอกว่าชอบน่ะ
แรก ๆ ก็พอทำได้หรอก แต่ถ้าบังคับมาก ๆ ก็ไม่ทำเลยเหมือนกัน
ยิ่งถ้าโมโหล่ะก็ อย่ามายุ่งกะข้านะ
เดี๋ยวได้มีฟาดหัวฟาดหางกันบ้างหรอก
นิสัยแบบนี้ เลยไม่ค่อยเป็นคนที่มีเสน่ห์น่ารัก
จ๊ะจ๋าหรอก ก็เป็นตัวของตัวเองแบบนี้มานาน
ราศีข้าพเจ้าเลยมีคู่ยากสักหน่อย
^__^ พูดง่าย ๆ ว่าดูภายนอกเรียบร้อย
แต่จริง ๆ แล้วเรียบไม่ร้อยน่ะซิ อิอิ
ก็ภูมิใจในตัวเองแน่ล่ะ เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด
ไปเที่ยวตามก้นคนอื่นเขา มันน่าภาคภูมิใจไหมล่ะ?
คิดแล้วเขียน :)V
ซึ่งถ้าดี ก็ทำให้เรากระดี๋กระด้า ถ้าไม่ดี ก็ให้คิดได้มากเหมือนกัน
หมอดูนี่ ก็มีอิทธิพลต่อคนในประเทศไม่เบา
บางคนทักทายซะ จนไม่มีอะไรดีเลยหรือยังงัย?
ยิ่งเฉพาะเรื่องการเมือง เห็นทายแย่ทุกปี
บางครั้งอ่านหรือฟัง ก็ห่อเหี่ยว
เลยทำให้คิดว่า อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะนะ
หรือหมอดูทายว่า แฟนจะมีกิ๊ก วันทั้งวัน
ก็คอยตั้งหน้าตั้งตาจับผิดแฟนอยู่นั่นแหล่ะ!
บางคนก็หาเรื่องมาเป่าหูเข้าอีก
เห็นคนอื่นอยู่แบบสงบ ๆ ไม่ได้
รู้สึกมันจะขาดใจ เสียตรงนั้น :))
แต่ปีนี้ ราศีข้าพเจ้าหมอดูให้ระวังเรื่องปาก
ห้ามแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ
มิฉะนั้นอาจจะทะเลาะกับคนรอบข้างได้ง่าย
แต่ก่อนอดกลั้นได้ ระยะหลัง ๆ มันทนไม่ไหว
อะไรที่ไม่ใช่เรา มันทำไม่ได้ ขัดกับความรู้สึกตนเองไม่ได้
คิดอย่างไรก็พูดไปแบบนั้น คนรอบข้างบางคนรับไม่ได้ก็มี
คนบางคนก็ชอบให้เราจะเป็นใครก็ไม่รู้
ก็ตลกดีนะ มาเปรียบเทียบว่า ทำไมไม่ทำเหมือนคนนั้นล่ะ คนนี้ล่ะ
ก็ถ้ามันดีนัก มาคบกะตูทำไมฟร่ะ ก็ไปกับมันดิ!
(นี่แหล่ะ หมอดูถึงให้เตือนเรื่องระวังปากงัย อิอิ ^__^)
ข้าพเจ้ากับเพื่อนบางคน คิดเห็นไม่เหมือนกัน ก็ขัดแย้ง
ทะเลาะกันบ่อย ๆ ก็มี แต่ข้าพเจ้านี่ นิสัยไม่ดีอย่าง
ใครขัดใจอะไรแล้ว ชอบเก็บมาคิดหลายวัน และโกรธนาน
ทำไม่ได้หรอก อะไรที่ไม่ชอบ แล้วให้บอกว่าชอบน่ะ
แรก ๆ ก็พอทำได้หรอก แต่ถ้าบังคับมาก ๆ ก็ไม่ทำเลยเหมือนกัน
ยิ่งถ้าโมโหล่ะก็ อย่ามายุ่งกะข้านะ
เดี๋ยวได้มีฟาดหัวฟาดหางกันบ้างหรอก
นิสัยแบบนี้ เลยไม่ค่อยเป็นคนที่มีเสน่ห์น่ารัก
จ๊ะจ๋าหรอก ก็เป็นตัวของตัวเองแบบนี้มานาน
ราศีข้าพเจ้าเลยมีคู่ยากสักหน่อย
^__^ พูดง่าย ๆ ว่าดูภายนอกเรียบร้อย
แต่จริง ๆ แล้วเรียบไม่ร้อยน่ะซิ อิอิ
ก็ภูมิใจในตัวเองแน่ล่ะ เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด
ไปเที่ยวตามก้นคนอื่นเขา มันน่าภาคภูมิใจไหมล่ะ?
คิดแล้วเขียน :)V
วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓ ต้อนรับปีขาล
เช้าวันนี้ ตื่นสายกว่าที่คิดไว้นิดหน่อยเนื่องจากเมื่อคืนรออยู่ count down ดึกไปหน่อย
แต่ตื่นเช้ามา ก็รีบไปตลาด ก่อนหน้านั้นก็ออกไปใส่บาตร
ที่ตลาดเขาก็มีงานเทศกาล ให้คนในอำเภอมาเข้าคิว
ใส่บาตรในตลาดนั้นเอง เราก็รีบไปรีบกลับ
ตั้งใจว่า อยากไปไหว้พระ พอดีอยากไปดูวัดที่แม่ชีทศพรบวช
เลยนั่งรถประจำทางไปวัดพิชัยญาติ แถวสี่แยกบ้านแขก
ก่อนหน้านั้นถามทางอาไว้แล้ว เลยไปได้ฉลุย
แต่รอรถเมล์นานมาก ๆ เพราะมีวิ่งอยู่แค่ 7 คัน
กระเป๋ารถบอก (ลาหยุดกันหมด)
ที่ข้าพเจ้าไปต้องผ่านท้องสนามหลวง
รถติด เพราะประชาชนต่างพากันมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน
คู่เมืองแถวนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระแม่ธรณีบีบมวยผม
ศาลหลักเมือง วัดพระแก้ว วัดชนะสงคราม วัดโพธิ์ ฯลฯ
ย่านนั้นรถติด แน่นขนัด เต็มไปด้วยผู้คนที่แห่แหนมาไหว้พระ
ต้อนรับปีใหม่กัน เราก็ได้ไหว้เหมือนกัน แต่ไหว้บนรถประจำทาง
^_^ ครบ 9 วัด แล้วมั้ง อิอิ ^__^
ไปวัดพิชัยญาติ มีพวกเหล่าคนถือศีลเดินจงกรม
ข้าพเจ้าก็ไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ
กะจะร่วมทำบุญหล่อพระสมปรารถนาสักหน่อย
เจ้าหน้าที่บอกว่า ปิดรับไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.52 แล้ว
เมื่อคืนมีพิธีสวดมนต์ข้ามปีด้วย
มิน่าล่ะ เห็นคนถือศีลหลายคนนอนเรียงราย หลับกัน
คนมาปฏิบัติธรรมเยอะจริง ๆ แต่ก็เงียบสงบดี
เรารีบทำบุญก็รีบกลับ
วันนี้ยังไม่ทำอะไรเลย
หมดไปอีก 1 วันแล้ว
คิดแล้วเขียน :)
วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ลาที ปีเก่า

วันนี้หยุดทำงาน ในวันที่ 31 ธ.ค.52
แถวบ้านเงียบสงบดี เพราะบรรดาญาติ ๆ เพื่อน ๆ
ต่างกันไปเที่ยวกัน ...ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ 555 (ชอบ)
พรุ่งนี้ปีใหม่ กะว่าจะออกไปใส่บาตรตอนเช้า
เอาฤกษ์เอาชัย วันนี้ ตอนกลางคืน มีเสียงเล่นดอกไม้ไฟ
ประปราย นั่งพิมพ์ com
post รูปเพิ่มเติม ตกใจเสียงพลุเหมือนกัน
เวลามันดังที ตกใจ ...คืนนี้ ตอนเที่ยงคืนเป้ง!
คงนอนฟังเสียงพลุเพลินเป็นแน่
ชวนพี่สาวจะไป count down ที่ Central world
พี่สาวกลัวไปเจอเหตุการณ์วางระเบิดเอา
เลยขออยู่บ้านดีกว่า อีกอย่างสมัยนี้ไปไหนมาไหน
ก็ต้องระวังมากขึ้น ไปอยู่ในกลุ่มคนมาก ๆ
ตายไม่รู้ตัวแบบ ซานติก้าผับ
บางคนไม่เคยเที่ยวกลางคืน
วันนั้นอยาก count down เลยเสียชีวิตเลย
คนมันถึงที่ตายน่ะ ทำอย่างไรก็ต้องตาย
กลัวแต่ว่า บางคนไม่ตาย แต่พิการให้พ่อแม่เลี้ยง
เดือดร้อนพ่อแม่ตอนท่านชราแล้วน่ะซิ
คืนนี้ก็ขอให้ใครที่ออกไปเที่ยวกลางคืน โปรดระมัดระวังตัวด้วย
ขอให้โชคดีปีใหม่ ถ้วนหน้ากันทุกคน
ถ้า ณ เวลาไทย
ตอนที่เขียน blog นี้เหลืออีกแค่ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ เอง
คง countdown แบบฝรั่งไม่ได้
ที่นั่นเหลือเวลาอีกตั้ง 9 กว่าชั่วโมง
ก็เปิด ทีวีดูก็แล้วกัน คงมีการถ่ายทอดการนับถอยหลังนั่นแหล่ะ ...
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓ ขอให้พบแต่สิ่งที่ดี ๆ ตลอดปีใหม่กันทุกคน
คิดแล้วเขียน :)V
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552
Merry x'mas 2009

วันนี้เป็นวันคริสมาต์ เทศกาลของฝรั่ง
แซนตี้ข้าพเจ้าวันนี้ยังไม่ทำงาน
เพราะยังไม่มีเวลาเลือกซื้อหาของขวัญ
ตามที่ตนเองต้องการ ที่ถูกใจเงินในกระเป๋าของผู้ให้
แต่อาจไม่ถูกใจผู้รับ อิอิ ^_^
ปีนี้ตอนแรกไม่อยากแจกของ กะจะใช้เศรษฐกิจพอเพียง
แต่รู้สึกว่า เพื่อนหลาย ๆ คน อยากจะให้มีแซนดี้แจกจัง
เพราะหลายคนให้ล่วงหน้าก่อนหน้านี้ไว้แล้ว ... เอ่อ
ยังไม่หายเหนื่อยเลยนะเนี่ยะ!
แจกกันอีกแล้วหรือ?!
งั้นใครจะเป็นแซนต้าไปก่อนก็ไม่ว่ากัน
แซนดี้ ขอตัวไปหาของขวัญก่อน
อ้อ! วันนี้ตอนไปเดินหาของขวัญแถวเมืองทอง
ขากลับขึ้นรถเมล์ มีสาวไทยมานั่งข้าง ๆ
คุยโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ
สงสัยจะเป็นกิ๊กฝรั่ง
merry chirstmas to ฝรั่งคนนั้นใหญ่เลย
คงคล้ายเทศกาลปีใหม่ฝรั่งที่ส่งคำอวยพร
ทางโทรศัพท์ ....
เทศกาลแห่งการแลกเปลี่ยนของขวัญกันจริง ๆ
(พ่อค้า แม่ค้ารวย ก็ช่วงนี้แหล่ะ ^__^)
Merry x'mas to U
คิดแล้วเขียน :)V
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552
รับน้อง ผีเข้า
วันนี้ พี่สาวกลับจากไปรับน้องนักศึกษารามคำแหง รถบัส 2 คัน
ที่จังหวัดนครนายก พี่สาวไปกับเพื่อนสนิทที่แฟนเขาเป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น
เขาเอาครอบครัวเขาไปด้วย พี่สาวเลยติดสอยห้อยตามไป
พี่สาวบอกว่า เห็นเด็กรามฯ นึกว่ามีแต่พวกเด็กต่างจังหวัดจน ๆ
(เอ๊ะ! ยังงัย?)
ที่ไหนได้ ลูกคนมีกะตังค์ ขับรถเก๋งก็มี
โดยเฉพาะพวกเด็กที่พ่อแม่สปอยด์ เรียนที่อื่นไม่ได้
เลยต้องมาเรียนที่นี่ ... ปรากฎว่า ตั้งวงเหล้าดึกดื่น ตี 2-3
ไม่หลับไม่นอน เลยเจอดี ผู้หญิงถูกผีเข้า ด่าว่าเด็กพวกนั้น
ว่าไม่เคารพสถานที่ ....
ก่อนหน้านั้น ตอนไปถึงใหม่ ๆ
ลูกน้องคนขับก็ลงไปชัก ต้องหามส่งรพ.
พี่สาวเล่าคร่าว ๆ ให้ฟัง
ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่เพื่อนอาจารย์มาเล่าให้ฟังอีกที
เพราะเป็นผู้ดูแลนักศึกษากลุ่มนั้น
เรื่องนี้ เราก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าไร เพราะไม่รู้ว่าเด็กมันแกล้งทำหรือเปล่า
ประมาณว่า ดูหนังผีจากโรงภาพยนตร์มากไปหน่อย
เลยจินตนาการหลอกเพื่อนได้เหมือนกัน
แต่พี่สาวก็บอกว่า Resort แห่งนี้ ไม่ค่อยมีคนมาพัก
เพราะติดกับเขา ข้างหน้าทางเข้ามีศาลเจ้าอยู่ด้วยเหมือนกัน
แต่ห้องพักเขาสะอาดดี เพียงแต่สถานที่เงียบ ๆ ไม่ผลุกผล่าน
คนไม่เยอะ ไอ้เจ้านักศึกษา ตอนกลางคืนมันคงไม่รู้จะทำอะไร
เพราะห่างไกลจากแสงสี ขนาดร้านขายของยังไม่มีเลย
ก็เลยตั้งวงเหล้า เปิดคาราโอเกะร้องกัน
อุตส่าห์ขับรถออกไปซื้อเบียร์มากิน ....เลยเจอดีซะเลย...
เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร? ข้าพเจ้าก็ฟังหูไว้หู
งั้น ๆ ...แต่ถ้าข้าพเจ้าอยู่ในเหตุการณ์ ก็ไม่แน่
อาจเล่าได้ตื่นเต้นกว่านี้ก็เป็นได้ อิอิ ^_______^
ที่จังหวัดนครนายก พี่สาวไปกับเพื่อนสนิทที่แฟนเขาเป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น
เขาเอาครอบครัวเขาไปด้วย พี่สาวเลยติดสอยห้อยตามไป
พี่สาวบอกว่า เห็นเด็กรามฯ นึกว่ามีแต่พวกเด็กต่างจังหวัดจน ๆ
(เอ๊ะ! ยังงัย?)
ที่ไหนได้ ลูกคนมีกะตังค์ ขับรถเก๋งก็มี
โดยเฉพาะพวกเด็กที่พ่อแม่สปอยด์ เรียนที่อื่นไม่ได้
เลยต้องมาเรียนที่นี่ ... ปรากฎว่า ตั้งวงเหล้าดึกดื่น ตี 2-3
ไม่หลับไม่นอน เลยเจอดี ผู้หญิงถูกผีเข้า ด่าว่าเด็กพวกนั้น
ว่าไม่เคารพสถานที่ ....
ก่อนหน้านั้น ตอนไปถึงใหม่ ๆ
ลูกน้องคนขับก็ลงไปชัก ต้องหามส่งรพ.
พี่สาวเล่าคร่าว ๆ ให้ฟัง
ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่เพื่อนอาจารย์มาเล่าให้ฟังอีกที
เพราะเป็นผู้ดูแลนักศึกษากลุ่มนั้น
เรื่องนี้ เราก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าไร เพราะไม่รู้ว่าเด็กมันแกล้งทำหรือเปล่า
ประมาณว่า ดูหนังผีจากโรงภาพยนตร์มากไปหน่อย
เลยจินตนาการหลอกเพื่อนได้เหมือนกัน
แต่พี่สาวก็บอกว่า Resort แห่งนี้ ไม่ค่อยมีคนมาพัก
เพราะติดกับเขา ข้างหน้าทางเข้ามีศาลเจ้าอยู่ด้วยเหมือนกัน
แต่ห้องพักเขาสะอาดดี เพียงแต่สถานที่เงียบ ๆ ไม่ผลุกผล่าน
คนไม่เยอะ ไอ้เจ้านักศึกษา ตอนกลางคืนมันคงไม่รู้จะทำอะไร
เพราะห่างไกลจากแสงสี ขนาดร้านขายของยังไม่มีเลย
ก็เลยตั้งวงเหล้า เปิดคาราโอเกะร้องกัน
อุตส่าห์ขับรถออกไปซื้อเบียร์มากิน ....เลยเจอดีซะเลย...
เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร? ข้าพเจ้าก็ฟังหูไว้หู
งั้น ๆ ...แต่ถ้าข้าพเจ้าอยู่ในเหตุการณ์ ก็ไม่แน่
อาจเล่าได้ตื่นเต้นกว่านี้ก็เป็นได้ อิอิ ^_______^
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เซ็งเป็ด
2-3 วันนี้ net เป็นอะไรอีกก็ไม่รู้ น่าเบื่อจังเลย
สงสัยต้องได้ล้างเครื่องอีกแล้วมั้งเนี่ยะ!
ฝากไว้ สำหรับคนพาล
ถ้ากิเลสของใครบางคน มันหนามาก!
ต้องการเอาชนะคนอื่นตลอดเวลาล่ะก็
(ทำได้ทุกวิถีทาง)
ก็หัดใช้ธรรมะ กะเทาะสิ่งไม่ดีที่อยู่ในใจ
ที่มันพอกพูน ออกจากใจเสียบ้าง
เผื่อชีวิต หรืออะไร ๆ มันจะดีขึ้น
บางทีการที่เราแพ้คนอื่นไม่เป็น
อาจทำให้ชีวิตคนนั้นพังได้เหมือนกัน!
คิดแล้วเขียน :(
เซ็งเป็ด!
สงสัยต้องได้ล้างเครื่องอีกแล้วมั้งเนี่ยะ!
ฝากไว้ สำหรับคนพาล
ถ้ากิเลสของใครบางคน มันหนามาก!
ต้องการเอาชนะคนอื่นตลอดเวลาล่ะก็
(ทำได้ทุกวิถีทาง)
ก็หัดใช้ธรรมะ กะเทาะสิ่งไม่ดีที่อยู่ในใจ
ที่มันพอกพูน ออกจากใจเสียบ้าง
เผื่อชีวิต หรืออะไร ๆ มันจะดีขึ้น
บางทีการที่เราแพ้คนอื่นไม่เป็น
อาจทำให้ชีวิตคนนั้นพังได้เหมือนกัน!
คิดแล้วเขียน :(
เซ็งเป็ด!
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
web multiply ล่ม
ช่างบังเอิญเสียจริงเลย
web ฝากภาพล่ม ...คงอีกหลายอาทิตย์
ก็ดีเหมือนกันเพราะรู้สึกว่า ไปเที่ยวมา
แล้วกลับมาทำงาน
ต้องมาเคลียร์อะไรหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน
รู้สึกเหนื่อยกว่าเดิมอีก
เอ้าน่ะ! สงสัยช่วงปีใหม่คงจะเข้า web ได้
วันนี้ก็ยังรู้สึกเพลีย ๆ ยังงัยไม่รู้
พรุ่งนี้ต้องไปอบรมต่อ
พักก็เหมือนไม่ได้พัก
แค่นี้ก่อนดีกว่า รู้สึกเหนื่อยจริง ๆ
คิดแล้วเขียน :)V
web ฝากภาพล่ม ...คงอีกหลายอาทิตย์
ก็ดีเหมือนกันเพราะรู้สึกว่า ไปเที่ยวมา
แล้วกลับมาทำงาน
ต้องมาเคลียร์อะไรหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน
รู้สึกเหนื่อยกว่าเดิมอีก
เอ้าน่ะ! สงสัยช่วงปีใหม่คงจะเข้า web ได้
วันนี้ก็ยังรู้สึกเพลีย ๆ ยังงัยไม่รู้
พรุ่งนี้ต้องไปอบรมต่อ
พักก็เหมือนไม่ได้พัก
แค่นี้ก่อนดีกว่า รู้สึกเหนื่อยจริง ๆ
คิดแล้วเขียน :)V
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กลับมาแล้ว
หลังจากที่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศประเทศจีนในวันที่ 7 ธ.ค. และเดินทางกลับในวันที่ 13 ธ.ค.นี้
การเดินทาง trip นี้ เป็น trip ที่ประทับใจหลาย ๆ อย่าง
โดยเฉพาะประทับใจกับธรรมชาติวิวของประเทศจีน
อากาศ และภูมิประเทศของเขา (ในส่วนที่ดี)
แถมเที่ยวไปได้รับประทานอาหารบนท้องฟ้า
ใกล้หน้าต่างเครื่องบิน ซึ่งท้องฟ้าในวันนั้นสวยมาก ๆ
ฟ้าเป็นสีฟ้า เมฆเป็นสีขาว ......รู้สึกว่าตัวเองออกจะหรูเลิศ
เป็นพิเศษในวันนั้น .... เก็บภาพต่าง ๆ เยอะมาพอสมควร
แต่ก็มีภาพไหวเยอะเหมือนกันเพราะวิวที่ถ่ายภาพมา
ส่วนใหญ่จะเป็นบนรถบัสระหว่างทาง สุดยอดประทับใจ
กับภูเขาหิมะมังกรหยก .... นึกว่าจะต้องใช้ออกซิเจนกระป๋องซะแล้ว
ทริปนี้ ผู้สูงวัยไปเยอะก็จริง แต่ทุกคนแข็งแรงกันดี
ไม่มีใครเป็นอะไรเลย ไกด์จีนก็น่ารักพูดไทยคล่อง
และรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนเยอะ
อธิบายได้คล่องแคล่ว ถามอะไรก็ตอบเป็นภาษาไทยได้หมด
(จำไม่ค่อยได้หมด เพราะไกด์อธิบายเล่าเรื่องเยอะ)
นับว่าเจอไกด์จีนเก่งคนนึงทีเดียว
ส่วนภาพที่ถ่ายมา คงต้องใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกลง web
เพราะเยอะจริง ๆ ^__^
ตอนนี้เพิ่งกลับมา ต้องขอระยะเวลาในการปรับตัว 1 วัน
เพราะเมืองไทยกลับมาร้อนกว่าเมืองจีนมาก
แต่ข้าพเจ้าก็คิดว่าการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้
คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
เดินทางทั้งไปและกลับถึงบ้านโดยปลอดภัยทุกคน
โดย คิดแล้วเขียน :)V
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กิจกรรมในวันพ่อ
วันนี้วันที่ 5 ธ.ค.52 หรือในวันสำคัญ ๆ เป็นประจำทุกปี
หากครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
ก็จะชวนกันไปรับประทานอาหารนอกบ้าน
เพราะสะดวกกว่า ถึงแม้ในแต่ละมื้อจะจ่ายแพง
แต่คิดว่า ให้พ่อกับแม่สบาย และได้ลองชิมรสชาติอาหารแปลก ๆ
ซึ่งไม่ต้องมานั่งทำและนั่งเก็บล้าง ซึ่งเมื่อก่อน
แม่จะเหนื่อยมาก ช่วงหลัง ๆ พอลูกทุกคนทำงาน
มีเงินเดือนใช้เป็นของตนเอง และไม่ลำบาก
ก็จะใช้เงินตรงนี้ซื้อความสุขให้พ่อกับแม่
วันนี้ดูพ่อรู้สึกสดชื่น พี่สาวชวนไปรับประทานอาหารญี่ปุ่น
ที่ห้างฯ ใจกลางเมืองกรุง ซึ่งพ่อกับแม่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปบ่อยนัก
ประจวบกับได้ทดลองใช้โทรศัพท์ 3G โชว์พี่สาวและพ่อแม่
โทร.หาพี่ที่ทำงาน ซึ่งข้าพเจ้าให้เขาไปทดลองใช้ล่วงหน้าก่อน
เพราะพี่สาวยังไม่ได้ซื้อเครื่องใหม่ (ซึ่งข้าพเจ้าได้ซิมฟรีมา 2 ซิม)
ใกล้ ๆ กันที่ข้าพเจ้าไปรับประทานอาหารญี่ปุ่น
ชั้นล่างก็มีบูท TOT เปิดตัว 3G ด้วย
ซึ่งก็เป็นการโปรโมทที่ใหญ่พอสมควร (ลงทุนเยอะเลยนะเนี่ยะ!)
มีบริษัทขายมือถือ อุปกรณ์ที่ใช้กับระบบ 3G air card ฯลฯ หลายบริษัท
ถ้ามีเวลาอาจจะได้เดินดูนานหน่อย แต่ต้องรีบกลับบ้าน
เพื่อมาเตรียม pack สิ่งของลงกระเป๋าเดินทาง
แล้วเจอกันหลังวันที่ 13 ธ.ค.52 นะคะ ^___^
อี ฮุ่ยเออรฺ เจี้ยน (ภาษาจีนกลาง)
แปลว่า ไว้พบกันใหม่
คิดแล้วเขียน :)V
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เทศกาลดูไฟประดับ
อากาศช่วงนี้กำลังสบาย
ใกล้วันเฉลิมพระชนม์พระพรรษาของพระเจ้าอยู่หัว
มักจะมีแสงสีเสียง ประดับประดาตามสถานที่ต่าง ๆ
ข้าพเจ้าคนนึงล่ะ ชอบอากาศแบบนี้ ถ้าได้เดินดูไฟประดับสวย ๆ
คงเก็บภาพถ่ายได้เยอะ
จำได้ว่าปีที่แล้วไปถ่ายพระเมรุสมเด็จพระพี่นางฯ
อากาศค่อนข้างเย็นสบาย (1 ปีไวจริง ๆ)
ถ้าเดินแล้วเหงื่อไม่ออกมาก ก็น่าเดินเที่ยวอีก
ปีนี้อยากจะไปชมบรรยากาศแบบนั้นอีก เห็นเพื่อนที่ทำงานหลายคน
จะไปกัน แต่ติดตรงที่ข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวเดินทางไปคุนหมิง
ในเช้าวันจันทร์ที่ 7 ธ.ค.52 นี้
(เสียดายเหมือนกัน เพราะนาน ๆ จะมีเพื่อนไปเดินเที่ยว)
ช่วงนี้ข้าพเจ้าต้องถนอมสุขภาพก่อนไปผจญความหนาวที่จีน
เดี๋ยวจะเกิดอาการ ไข้หวัดถามหาก่อนไป
เพราะเมื่อวานตอนหัวค่ำและเช้าวันนี้จามไม่หยุด
น้ำมูกไหล ตกบ่ายร้อน ๆ หนาว ๆ ....ปวดศีรษะนิดหน่อย
ไม่ใช่ไปจีนครั้งนี้ไปรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 มาล่ะแย่เลย
ยิ่งเป็นคนขี้แพ้ เพราะภูมิคุ้มกันไวต่อสิ่งต่าง ๆ อยู่ด้วย
จริง ๆ แล้วเดินทางไปครั้งนี้ ต้องกลับค่ำวันที่ 13 ธ.ค.52
แต่เนื่องจากเดินทางท่องเที่ยวมาหลายวัน ขืนมาลุยงานต่อ
สงสัยจะไม่ได้งาน แต่จะได้อาการป่วยมากกว่า
ใครว่าไปเที่ยวเป็นการพักผ่อน เหนื่อยต่างหากซิไม่ว่า
ต้องเตรียมตัวทั้งก่อนและหลังเดินทาง
อยู่บ้านเฉย ๆ น่ะ สบายกว่าเยอะ
แต่การท่องเที่ยวก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ตนเอง
ซึ่งสมัยนี้ ไม่จำเป็นต้องไปทุกที่ก็ได้
แค่ท่อง internet อยากรู้ อยากเห็นอะไร
ก็หาได้จาก พี่ google ได้ตลอด ไม่เปลืองตังค์ด้วย
แต่เปลืองตังค์ค่า net กับค่ายารักษาโรคอ้วน ^__^
คนสมัยนี้เลยเป็นโรคอ้วนกันเยอะ (รวมข้าพเจ้าด้วย อิอิ :))
เพราะวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายไปไหน
อยู่ที่ทำงานก็นั่งจุ้มปุ๊กตรงโต๊ะทำงาน กับโต๊ะ com
บางคนแค่กินข้าว ยังไม่เดินไปซื้อเองเลย
แล้วแบบนี้ ถ้าป่วย หรืออ้วน ก็ไม่ต้องโทษใครแล้วล่ะ
โทษตัวเองดีกว่า ที่รักสบายเกินไป
ขี้เกียจมาก โรคก็ถามหา ... ^__^
คิดแล้วเขียน :)V
ใกล้วันเฉลิมพระชนม์พระพรรษาของพระเจ้าอยู่หัว
มักจะมีแสงสีเสียง ประดับประดาตามสถานที่ต่าง ๆ
ข้าพเจ้าคนนึงล่ะ ชอบอากาศแบบนี้ ถ้าได้เดินดูไฟประดับสวย ๆ
คงเก็บภาพถ่ายได้เยอะ
จำได้ว่าปีที่แล้วไปถ่ายพระเมรุสมเด็จพระพี่นางฯ
อากาศค่อนข้างเย็นสบาย (1 ปีไวจริง ๆ)
ถ้าเดินแล้วเหงื่อไม่ออกมาก ก็น่าเดินเที่ยวอีก
ปีนี้อยากจะไปชมบรรยากาศแบบนั้นอีก เห็นเพื่อนที่ทำงานหลายคน
จะไปกัน แต่ติดตรงที่ข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวเดินทางไปคุนหมิง
ในเช้าวันจันทร์ที่ 7 ธ.ค.52 นี้
(เสียดายเหมือนกัน เพราะนาน ๆ จะมีเพื่อนไปเดินเที่ยว)
ช่วงนี้ข้าพเจ้าต้องถนอมสุขภาพก่อนไปผจญความหนาวที่จีน
เดี๋ยวจะเกิดอาการ ไข้หวัดถามหาก่อนไป
เพราะเมื่อวานตอนหัวค่ำและเช้าวันนี้จามไม่หยุด
น้ำมูกไหล ตกบ่ายร้อน ๆ หนาว ๆ ....ปวดศีรษะนิดหน่อย
ไม่ใช่ไปจีนครั้งนี้ไปรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 มาล่ะแย่เลย
ยิ่งเป็นคนขี้แพ้ เพราะภูมิคุ้มกันไวต่อสิ่งต่าง ๆ อยู่ด้วย
จริง ๆ แล้วเดินทางไปครั้งนี้ ต้องกลับค่ำวันที่ 13 ธ.ค.52
แต่เนื่องจากเดินทางท่องเที่ยวมาหลายวัน ขืนมาลุยงานต่อ
สงสัยจะไม่ได้งาน แต่จะได้อาการป่วยมากกว่า
ใครว่าไปเที่ยวเป็นการพักผ่อน เหนื่อยต่างหากซิไม่ว่า
ต้องเตรียมตัวทั้งก่อนและหลังเดินทาง
อยู่บ้านเฉย ๆ น่ะ สบายกว่าเยอะ
แต่การท่องเที่ยวก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ตนเอง
ซึ่งสมัยนี้ ไม่จำเป็นต้องไปทุกที่ก็ได้
แค่ท่อง internet อยากรู้ อยากเห็นอะไร
ก็หาได้จาก พี่ google ได้ตลอด ไม่เปลืองตังค์ด้วย
แต่เปลืองตังค์ค่า net กับค่ายารักษาโรคอ้วน ^__^
คนสมัยนี้เลยเป็นโรคอ้วนกันเยอะ (รวมข้าพเจ้าด้วย อิอิ :))
เพราะวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายไปไหน
อยู่ที่ทำงานก็นั่งจุ้มปุ๊กตรงโต๊ะทำงาน กับโต๊ะ com
บางคนแค่กินข้าว ยังไม่เดินไปซื้อเองเลย
แล้วแบบนี้ ถ้าป่วย หรืออ้วน ก็ไม่ต้องโทษใครแล้วล่ะ
โทษตัวเองดีกว่า ที่รักสบายเกินไป
ขี้เกียจมาก โรคก็ถามหา ... ^__^
คิดแล้วเขียน :)V
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ความรัก ความกลัว ความพลัดพราก
วันนี้อ่านข่าว ในข่าวบอกว่าชายชาวต่างชาตินอนกอดศพภรรยาทุกคืน
สงสารชาวบ้านเขาเหมือนกันนะ เพราะต้องหวาดผวา
ต่อให้รักขนาดไหน ข้าพเจ้าก็ไม่ขออยู่ร่วมกับศพหรอก
ความรักนี่สารพัดบันดาลให้คนเราสามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง
ดีก็ได้ ชั่วก็ได้ เพื่อบูชาความรัก ....
แต่ถ้ามีความรักแล้ว ไม่ทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน
ก็คงไม่มีใครเขาว่าหรอก ....
บางครั้งจะไม่แคร์สังคมก็ไม่ใช่
เพราะโลกใบนี้ ไม่ได้มีแค่ 2 คนคู่รักอย่างเดียว
มันมีปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่าง
ที่สามารถส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์นั้นได้
แต่ถ้าแคร์สังคมรอบข้างมากไป
ใครพูดอะไร ก็เก็บเอามาคิดฟุ้งซ่าน
แบบนั้นคงไม่มีความสุขหรอก
เพราะมีคนพูดให้ดีก็ได้ ให้ร้ายก็ได้ตลอดเวลา
ทางที่ดี เดินสายกลางดีกว่า
อย่าทำอะไรที่ผิดแผก แหวกแนวเดิมมากนัก
พูดถึงความกลัว
ข้าพเจ้าคิดว่า คนเรามักจะมีสิ่งที่กลัวในใจกันทุกคน
บ้างก็กลัวงู กลัวสัตว์มีพิษ ฯลฯ
แต่ข้าพเจ้าเป็นคนที่กลัวผีมาตั้งแต่เด็ก
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน? ^_^
แบบนี้แหล่ะที่ข้าพเจ้าไม่อยากนั่งวิปัสสนา
กลัวไปเจอกับสิ่งที่ไม่อยากเห็น
จริง ๆ แล้ว ตอนเด็ก ๆ พ่อก็คอยสอนอยู่เสมอว่า
ไม่ให้กลัวในสิ่งที่ยังไม่เห็น ...
สมัยก่อนยายชอบเปิดละครทีวีผี ๆ ดู
ก็เลยทำให้ติดนิสัยไม่ชอบดูหนังผีมาตั้งแต่เด็ก ...
ยิ่งโตมา ได้อ่านได้ศึกษาธรรมะ เรื่องสภาวะของจิต
เรื่องลี้ลับ อ่านไปก็กลัวไปนะ ^__^
แต่ด้วยความอยากรู้ ตอนหลัง ๆ กลัวน้อยลงหน่อย
เชื่อในความดีที่ทำไว้ ถ้าผีมาหลอก เขาก็บาปเอง
สมัยเด็ก ๆ นั่งเล่นอยู่คนเดียวบนบ้าน พี่สาวย่อง
มาจากไหนไม่รู้ มาจ๊ะเอ๋ เท่านั้นแหล่ะ
ข้าพเจ้าขวัญผวาเลย รู้เลยว่าใจมันแป๋วเป็นอย่างไร?
ใจมันผวาหวืดไปเลยง่ะ พี่เล่นแรง....เลยไม่ชอบให้ใครมาทำอะไรแบบนี้
ก็จะด่าเปิงไปเลย ...^_^.....ดี ไม่ดีอะไรจะลอยไปใส่กะบาลด้วย อิอิ ^_^
พูดถึงความตาย และการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
คนเราก็ต้องตายกันทุกคน
ควรหมั่นนึกถึงการพลัดพรากบ่อย ๆ
ก็จะไม่ทำให้ทุกข์มากนัก เมื่อเวลานั้นมาถึง
อย่างน้อยเมื่อถึงเวลาก็สามารถทำใจเร็ว
ให้ยอมรับในสิ่งที่ต้องจากกันในท้ายที่สุดของชีวิตไว้
จะได้ไม่เป็นเหมือนชายคนนี้ที่รักและผูกพันภรรยามากเหลือเกิน
ซึ่งก็ดีอยู่หรอกที่ผู้ชายจะรักและซื่อสัตย์ต่อภรรยาคนเดียว
หาผู้ชายแบบนี้น้อยมากแล้วในสมัยนี้
แต่ก็สงสารชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นด้วยเหมือนกัน
คิดแล้วเขียน :)V
สงสารชาวบ้านเขาเหมือนกันนะ เพราะต้องหวาดผวา
ต่อให้รักขนาดไหน ข้าพเจ้าก็ไม่ขออยู่ร่วมกับศพหรอก
ความรักนี่สารพัดบันดาลให้คนเราสามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง
ดีก็ได้ ชั่วก็ได้ เพื่อบูชาความรัก ....
แต่ถ้ามีความรักแล้ว ไม่ทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน
ก็คงไม่มีใครเขาว่าหรอก ....
บางครั้งจะไม่แคร์สังคมก็ไม่ใช่
เพราะโลกใบนี้ ไม่ได้มีแค่ 2 คนคู่รักอย่างเดียว
มันมีปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่าง
ที่สามารถส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์นั้นได้
แต่ถ้าแคร์สังคมรอบข้างมากไป
ใครพูดอะไร ก็เก็บเอามาคิดฟุ้งซ่าน
แบบนั้นคงไม่มีความสุขหรอก
เพราะมีคนพูดให้ดีก็ได้ ให้ร้ายก็ได้ตลอดเวลา
ทางที่ดี เดินสายกลางดีกว่า
อย่าทำอะไรที่ผิดแผก แหวกแนวเดิมมากนัก
พูดถึงความกลัว
ข้าพเจ้าคิดว่า คนเรามักจะมีสิ่งที่กลัวในใจกันทุกคน
บ้างก็กลัวงู กลัวสัตว์มีพิษ ฯลฯ
แต่ข้าพเจ้าเป็นคนที่กลัวผีมาตั้งแต่เด็ก
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน? ^_^
แบบนี้แหล่ะที่ข้าพเจ้าไม่อยากนั่งวิปัสสนา
กลัวไปเจอกับสิ่งที่ไม่อยากเห็น
จริง ๆ แล้ว ตอนเด็ก ๆ พ่อก็คอยสอนอยู่เสมอว่า
ไม่ให้กลัวในสิ่งที่ยังไม่เห็น ...
สมัยก่อนยายชอบเปิดละครทีวีผี ๆ ดู
ก็เลยทำให้ติดนิสัยไม่ชอบดูหนังผีมาตั้งแต่เด็ก ...
ยิ่งโตมา ได้อ่านได้ศึกษาธรรมะ เรื่องสภาวะของจิต
เรื่องลี้ลับ อ่านไปก็กลัวไปนะ ^__^
แต่ด้วยความอยากรู้ ตอนหลัง ๆ กลัวน้อยลงหน่อย
เชื่อในความดีที่ทำไว้ ถ้าผีมาหลอก เขาก็บาปเอง
สมัยเด็ก ๆ นั่งเล่นอยู่คนเดียวบนบ้าน พี่สาวย่อง
มาจากไหนไม่รู้ มาจ๊ะเอ๋ เท่านั้นแหล่ะ
ข้าพเจ้าขวัญผวาเลย รู้เลยว่าใจมันแป๋วเป็นอย่างไร?
ใจมันผวาหวืดไปเลยง่ะ พี่เล่นแรง....เลยไม่ชอบให้ใครมาทำอะไรแบบนี้
ก็จะด่าเปิงไปเลย ...^_^.....ดี ไม่ดีอะไรจะลอยไปใส่กะบาลด้วย อิอิ ^_^
พูดถึงความตาย และการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
คนเราก็ต้องตายกันทุกคน
ควรหมั่นนึกถึงการพลัดพรากบ่อย ๆ
ก็จะไม่ทำให้ทุกข์มากนัก เมื่อเวลานั้นมาถึง
อย่างน้อยเมื่อถึงเวลาก็สามารถทำใจเร็ว
ให้ยอมรับในสิ่งที่ต้องจากกันในท้ายที่สุดของชีวิตไว้
จะได้ไม่เป็นเหมือนชายคนนี้ที่รักและผูกพันภรรยามากเหลือเกิน
ซึ่งก็ดีอยู่หรอกที่ผู้ชายจะรักและซื่อสัตย์ต่อภรรยาคนเดียว
หาผู้ชายแบบนี้น้อยมากแล้วในสมัยนี้
แต่ก็สงสารชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นด้วยเหมือนกัน
คิดแล้วเขียน :)V
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ฟ้าลั่น สนั่นกรุง

พรุ่งนี้เปิดตัวระบบโทรศัพท์ 3G ของ TOT
เลยนำรูปโฉมโทรศัพท์ที่ได้ซิมพร้อมเครื่องฟรีมาอวด
ไม่รู้ว่าระบบนี้จะ work แค่ไหน
แต่ที่แน่ ๆ ได้ยินมากับหู
พวกผู้ชายหลายคนไม่ชอบระบบนี้
บอกว่า อันตราย! คนร้ายสามารถตามเจอตัวได้
คนร้ายในที่นี้ หมายถึง แฟน หรือภรรยาตามเจอตัวต่างหาก
^_^
เพราะระบบนี้รองรับ VDO Call
ใครมีกิ๊กล่ะก็ หนาว ๆ ร้อน ๆ
เพราะผู้ส่งและผู้รับ ถ้าใช้ระบบเดียวกัน
และมีกล้อง 2 ตัว (ด้านหน้าและหลัง)
สามารถเห็นหน้ากันสด ๆ จะ ๆ ได้ขณะนั้นเลย
โทรศัพท์ใกล้เหมือนเลดาร์ให้ผู้ร้ายใช้โจมตีได้
เขาว่ามาอย่างนั้น เพราะมี GPRS ติดตามตัวได้ตลอด
ไปไหน ทำอะไร อยู่กับใคร โกหกได้ลำบากขึ้น
แฟนแกล้งลืมทิ้งโทรศัพท์ตนเองไว้ในรถ
ก็รู้แล้วว่า แฟนตนเองขับรถไปที่ไหน?
โอ้! ทันสมัย Hi tec แบบนี้
พวกกะล่อนจะหาวิธีหลบยังงัยกันล่ะเนี่ยะ!
เจอแต่พวกเพื่อนหัวงูก็ดีไปอย่างนะ
เจอมุกของแต่ละคนนี่ สุดยอดทั้งนั้น!
แค่คิด บางคนก็ไม่กล้าใช้แล้ว
แล้วระบบนี้ จะไปรอดไหมล่ะเนี่ยะ! ^__^
คิดแล้วเขียน :)V
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
กฎแห่งกาม กฎแห่งกรรม
เก็บมาฝาก : ธรรมะจากนิตยสาร The secret
ตอบโดย ท่าน ว.วชิระเมธี
จดหมายทางบ้าน :
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนค่ะว่า
หนูเป็นกระเทย และเท่าที่ทราบ
คนที่เกิดมาเป็นแบบหนูเป็นเพราะทำผิดศีลข้อ 3
หนูจึงอยากกราบเรียน
ถามพระอาจารย์ เกี่ยวกับศีลข้อนี้โดยเฉพาะ
เพราะว่าพวกหนูมีโอกาสทำผิด
ศีลข้อ 3 นั้นมากว่าคนปกติ คำถามคือ
Q : การมีอะไรกับคนโสดด้วยกัน ด้วยความเต็มใจทั้งสองฝ่าย
หรือ Free sex กับคนโสด ถือว่าผิดศีลข้อ 3 ไหมคะ
A : ถ้าดูตามเจตนารมณ์ของศีลข้อ 3 ก็น่าจะผิด
เพราะแม้คนโสดจะถือว่า
ยังไม่มีคู่ครอง แต่คนโสดก็ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย
ในศีลข้อ 3 นั้น ท่านอธิบายว่า คนโสดที่แท้ที่จริงก็เป็นคน
"มีเจ้าของ" ด้วยเหมือนกันนั่นคือ ยังมีพ่อแม่ ผู้ปกครอง
พี่น้อง เป็นเจ้าของชีวิตร่วมอยู่ด้วย
ดังนั้น แม้ไม่มีเจ้าของที่หมายถึง คู่สมรส
แต่ก็มีเจ้าของที่หมายถึง ผู้ให้ชีวิต
อย่างพ่อแม่ หรือผู้ร่วมสายโลหิต
เช่น ญาติพี่น้อง เป็นต้น
เจตนารมณ์ของศีลข้อ 3 ก็เพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ที่
"ขาดความรับผิดชอบ"ทั้งต่อตัวเองและต่อคู่สมรส
เมื่อพิจารณาในแง่นี้ การมีเพศสัมพันธ์กับคนโสด
ในลักษณะมีความ"สัมพันธ์" แต่ "ไม่ผูกพัน" นั้น
พิจารณาให้ดีก็จะเห็นว่า ความสัมพันธ์อย่างนี้
ค่อนไปทางปรัชญาของการมีกิ๊กที่งานวิจัยระบุว่า
"กิ๊กไม่ใช่ชู้ แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก" คือ
สัมพันธ์กันสนุก ๆ ขำ ๆ แต่เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา
ปัญหานั้นมักเป็นปัญหาจริง ๆ
ที่โดยมากมักขำไม่ออกกันทั้งนั้น
Q : การดูสื่อลามกแล้วช่วยตัวเอง
ผิดศีลข้อ 3 ด้วยหรือเปล่า?
A : หากการช่วยตัวเองนั้นเป็นไปในลักษณะไม่หมกมุ่น
ก็น่าจะเป็นเรื่องที่พอยอมรับได้ คือ ไม่ผิดศีลข้อที่ 3 นั่นเอง
Q : การที่เราไปไล่จีบแฟนชาวบ้าน
(เขายังไม่ได้แต่งงานกัน)
ถ้าไม่สำเร็จจะถือว่าผิดศีลข้อ 3 ไหมคะ
แล้วถ้าสำเร็จจะเป็นกรรมหนัก
เท่ากับการผิดลูกผิดเมียคนที่แต่งงานแล้วหรือไม่คะ
A : ถ้าไม่สำเร็จก็อันตราย เพราะเป็น"ฉายาแห่งการละเมิด"
(ศัพท์ทางวินัย) หมายความว่า แม้ไม่สำเร็จ
แต่ก็เป็นเค้าลางแห่งการละเมิด
จริยธรรมทางเพศที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว
จึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
ส่วนถ้าทำสำเร็จก็เท่ากับละเมิดศีลข้อ 3 โดยสมบูรณ์
ผลในปัจจุบันก็คือ ทำตัวเองเดือดเนื้อร้อนใจ
หากถูกจับได้ก็ครอบครัวแตกแยก
ผลในอนาคตที่จัดเป็นวิบากก็คือ
อาจมีชีวิตที่ต้องทนทุกข์เพราะเรื่องทางเพศ
เป็นเหตุ เช่น อาจเกิดในเพศบัณเฑาะก์
อาจถูกรุมกระทำชำเรา อาจมีปัญหา
ฮอร์โมนทางเพศผิดปกติ
จนทำให้มีจิตใจและพฤติกรรม
ทางเพศเบี่ยงเบนผิดปกติ
จนทำให้มีความทุกข์กลุ้มรุมสุมทรวง
หรือไม่สามารถมีสถาบันครอบครัว
ที่อบอุ่นเหมือนอย่างคนอื่นเขา เป็นต้น
Q: คนที่รักเพศเดียวกันแล้วมีอะไรกับเพศเดียวกัน
แต่ไม่นอกใจกัน และทำให้ชีวิตคู่เหมือนชายหญิงทั่วไป
ในกรณีนี้ถือว่าผิดศีลหรือเปล่าคะ
A: ถ้าเป็นความรักแท้ของคนทั้้งสองคน
โดยไม่มีพฤติกรรมละเมิดจริยธรรม
ทางเพศ คือ รักเดียวใจเดียว
เหมือนคู่สมรสปกติทั่วไป ก็ไม่น่าจะผิด
------------------------------------------------------
เก็บมาฝาก สำหรับคนที่คิดว่า คนโสด คือบุคคลสาธารณะ
สามารถทำอะไรก็ได้ .....โดยไม่ผิดศีล
นี่คือความละเอียดอ่อนของศีลข้อ 3 ซึ่งหลาย ๆ คน
กำลังละเมิดผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
คิดแล้วเขียน :)V
ตอบโดย ท่าน ว.วชิระเมธี
จดหมายทางบ้าน :
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนค่ะว่า
หนูเป็นกระเทย และเท่าที่ทราบ
คนที่เกิดมาเป็นแบบหนูเป็นเพราะทำผิดศีลข้อ 3
หนูจึงอยากกราบเรียน
ถามพระอาจารย์ เกี่ยวกับศีลข้อนี้โดยเฉพาะ
เพราะว่าพวกหนูมีโอกาสทำผิด
ศีลข้อ 3 นั้นมากว่าคนปกติ คำถามคือ
Q : การมีอะไรกับคนโสดด้วยกัน ด้วยความเต็มใจทั้งสองฝ่าย
หรือ Free sex กับคนโสด ถือว่าผิดศีลข้อ 3 ไหมคะ
A : ถ้าดูตามเจตนารมณ์ของศีลข้อ 3 ก็น่าจะผิด
เพราะแม้คนโสดจะถือว่า
ยังไม่มีคู่ครอง แต่คนโสดก็ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย
ในศีลข้อ 3 นั้น ท่านอธิบายว่า คนโสดที่แท้ที่จริงก็เป็นคน
"มีเจ้าของ" ด้วยเหมือนกันนั่นคือ ยังมีพ่อแม่ ผู้ปกครอง
พี่น้อง เป็นเจ้าของชีวิตร่วมอยู่ด้วย
ดังนั้น แม้ไม่มีเจ้าของที่หมายถึง คู่สมรส
แต่ก็มีเจ้าของที่หมายถึง ผู้ให้ชีวิต
อย่างพ่อแม่ หรือผู้ร่วมสายโลหิต
เช่น ญาติพี่น้อง เป็นต้น
เจตนารมณ์ของศีลข้อ 3 ก็เพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ที่
"ขาดความรับผิดชอบ"ทั้งต่อตัวเองและต่อคู่สมรส
เมื่อพิจารณาในแง่นี้ การมีเพศสัมพันธ์กับคนโสด
ในลักษณะมีความ"สัมพันธ์" แต่ "ไม่ผูกพัน" นั้น
พิจารณาให้ดีก็จะเห็นว่า ความสัมพันธ์อย่างนี้
ค่อนไปทางปรัชญาของการมีกิ๊กที่งานวิจัยระบุว่า
"กิ๊กไม่ใช่ชู้ แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก" คือ
สัมพันธ์กันสนุก ๆ ขำ ๆ แต่เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา
ปัญหานั้นมักเป็นปัญหาจริง ๆ
ที่โดยมากมักขำไม่ออกกันทั้งนั้น
Q : การดูสื่อลามกแล้วช่วยตัวเอง
ผิดศีลข้อ 3 ด้วยหรือเปล่า?
A : หากการช่วยตัวเองนั้นเป็นไปในลักษณะไม่หมกมุ่น
ก็น่าจะเป็นเรื่องที่พอยอมรับได้ คือ ไม่ผิดศีลข้อที่ 3 นั่นเอง
Q : การที่เราไปไล่จีบแฟนชาวบ้าน
(เขายังไม่ได้แต่งงานกัน)
ถ้าไม่สำเร็จจะถือว่าผิดศีลข้อ 3 ไหมคะ
แล้วถ้าสำเร็จจะเป็นกรรมหนัก
เท่ากับการผิดลูกผิดเมียคนที่แต่งงานแล้วหรือไม่คะ
A : ถ้าไม่สำเร็จก็อันตราย เพราะเป็น"ฉายาแห่งการละเมิด"
(ศัพท์ทางวินัย) หมายความว่า แม้ไม่สำเร็จ
แต่ก็เป็นเค้าลางแห่งการละเมิด
จริยธรรมทางเพศที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว
จึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
ส่วนถ้าทำสำเร็จก็เท่ากับละเมิดศีลข้อ 3 โดยสมบูรณ์
ผลในปัจจุบันก็คือ ทำตัวเองเดือดเนื้อร้อนใจ
หากถูกจับได้ก็ครอบครัวแตกแยก
ผลในอนาคตที่จัดเป็นวิบากก็คือ
อาจมีชีวิตที่ต้องทนทุกข์เพราะเรื่องทางเพศ
เป็นเหตุ เช่น อาจเกิดในเพศบัณเฑาะก์
อาจถูกรุมกระทำชำเรา อาจมีปัญหา
ฮอร์โมนทางเพศผิดปกติ
จนทำให้มีจิตใจและพฤติกรรม
ทางเพศเบี่ยงเบนผิดปกติ
จนทำให้มีความทุกข์กลุ้มรุมสุมทรวง
หรือไม่สามารถมีสถาบันครอบครัว
ที่อบอุ่นเหมือนอย่างคนอื่นเขา เป็นต้น
Q: คนที่รักเพศเดียวกันแล้วมีอะไรกับเพศเดียวกัน
แต่ไม่นอกใจกัน และทำให้ชีวิตคู่เหมือนชายหญิงทั่วไป
ในกรณีนี้ถือว่าผิดศีลหรือเปล่าคะ
A: ถ้าเป็นความรักแท้ของคนทั้้งสองคน
โดยไม่มีพฤติกรรมละเมิดจริยธรรม
ทางเพศ คือ รักเดียวใจเดียว
เหมือนคู่สมรสปกติทั่วไป ก็ไม่น่าจะผิด
------------------------------------------------------
เก็บมาฝาก สำหรับคนที่คิดว่า คนโสด คือบุคคลสาธารณะ
สามารถทำอะไรก็ได้ .....โดยไม่ผิดศีล
นี่คือความละเอียดอ่อนของศีลข้อ 3 ซึ่งหลาย ๆ คน
กำลังละเมิดผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
คิดแล้วเขียน :)V
ป้ายกำกับ:
กาเม,
ตอบ,
ถาม,
ท่าน ว.วชิระเมธี,
ศีลข้อ 3
มากับดวง
คุณเคยเชื่อเรื่องดวงชะตาไหม?
ข้าพเจ้าเป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงชะตาเหมือนกัน
50/50 เพราะดวงนั้น เป็นสถิติของชีวิตมนุษย์
เป็นศาสตร์ที่พอจะเชื่อได้ แต่ก็อยู่กรรมปัจจุบันของคนนั้นด้วย
ถ้ากรรมปัจจุบันดี ก็จะมีแรงช่วยสนับสนุนให้เราดี
ถ้ากรรมปัจจุบันไม่ดี มันก็ช่วยลดทอนความดีที่เราสะสมมา
ในเรื่องของดวงชะตาก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
เป็นบุญที่สะสมมาแต่ชาติปางก่อน(ข้าพเจ้าเชื่อการเวียนว่ายตายเกิด)
บางคนมีพรสวรรค์ที่ดีติดตัวมา ก็อยู่ที่บุญเก่า
หากวันนี้เรากินแต่บุญเก่า บุญใหม่ไม่เคยทำ ไม่เคยสะสมไว้เลย
ชาติหน้าก็ต้องไปลำบากอีก ....ที่พูดมาทั้งหมดวันนี้ก็เพราะว่า
พี่สาวข้าพเจ้าคุยเรื่อง ดาราบางคน มาพร้อมดวงจริง ๆ
บางคนหน้าตาสวย หุ่นดี คือดีทุกอย่าง แต่ไม่ดัง
ได้เล่นเป็นแค่ตัวรอง หรือตัวประกอบ
ดาราบางคนหน้าตาก็ไม่สวยเท่าไร แต่ดังระดับนางเอก
เล่นเป็นนางเอกได้ทุกเรื่อง ...ก็เรียกว่า
เกิดมาเป็นดารานั้น เป็นดวงของเขาจริง ๆ
ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า คงอยู่ที่การทำความดีของดาราด้วยนั่นแหล่ะ
ถ้าคนเรารู้จักกตัญญู เดี๋ยวอะไร ๆ ก็ดีเอง
คนเราไม่ได้เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่
เราเริ่มต้นมาอย่างไร แต่ถ้าไม่หันกลับไปมอง
ต้นตอของเรา พูดง่าย ๆ ว่าลืมตัว
คนคนนั้น ไปได้ไม่ไกลหรอก
เคยเห็นไหม คนที่เนรคุณคนน่ะ
ผลลัพธ์คือ ไม่อยากมีใครคบด้วย
ไม่มีใครอยากให้งานทำ
หรือสนับสนุนให้เป็นใหญ่เป็นโต
ก็เพราะคำว่า "ขาดความกตัญญู"
พอดังแล้วถีบตัวออกห่าง
ใช้คนอื่นเป็นบันไดให้ตัวเองก้าวขึ้นไป
ดาราบางคน พอดังแล้ว ก็ลืมตัว
ลืมว่าตัวเองมาจากที่ใด
จากการที่ดังไปแล้ว
พอเขาเห็นนิสัยไม่ดี เขาก็ไม่สนับสนุนให้งาน
มีออกเยอะแยะไป จะว่าเป็นดวงของดาราคนนั้นก็ไม่เชิงหรอก
แต่เป็นที่นิสัยของดาราคนนั้นมากกว่า
ว่าเขาสามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้นานแค่ไหน
ก็อยู่ที่ความประพฤติของเขาเหล่านั้น
วันนี้มากับดวง
พูดคุยเรื่องดาราบางคน ..
อยากเด่น อยากดัง พอดังแล้วก็ลืมตัว!!
ข้าพเจ้าเลยไม่อยากเป็นดารางัย
เพราะกลัวลืม ต.
กลัวว่าจะเดินแบบธรรมดาไม่ได้ อิอิ :)
คิดแล้วเขียน :)V
ข้าพเจ้าเป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงชะตาเหมือนกัน
50/50 เพราะดวงนั้น เป็นสถิติของชีวิตมนุษย์
เป็นศาสตร์ที่พอจะเชื่อได้ แต่ก็อยู่กรรมปัจจุบันของคนนั้นด้วย
ถ้ากรรมปัจจุบันดี ก็จะมีแรงช่วยสนับสนุนให้เราดี
ถ้ากรรมปัจจุบันไม่ดี มันก็ช่วยลดทอนความดีที่เราสะสมมา
ในเรื่องของดวงชะตาก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
เป็นบุญที่สะสมมาแต่ชาติปางก่อน(ข้าพเจ้าเชื่อการเวียนว่ายตายเกิด)
บางคนมีพรสวรรค์ที่ดีติดตัวมา ก็อยู่ที่บุญเก่า
หากวันนี้เรากินแต่บุญเก่า บุญใหม่ไม่เคยทำ ไม่เคยสะสมไว้เลย
ชาติหน้าก็ต้องไปลำบากอีก ....ที่พูดมาทั้งหมดวันนี้ก็เพราะว่า
พี่สาวข้าพเจ้าคุยเรื่อง ดาราบางคน มาพร้อมดวงจริง ๆ
บางคนหน้าตาสวย หุ่นดี คือดีทุกอย่าง แต่ไม่ดัง
ได้เล่นเป็นแค่ตัวรอง หรือตัวประกอบ
ดาราบางคนหน้าตาก็ไม่สวยเท่าไร แต่ดังระดับนางเอก
เล่นเป็นนางเอกได้ทุกเรื่อง ...ก็เรียกว่า
เกิดมาเป็นดารานั้น เป็นดวงของเขาจริง ๆ
ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า คงอยู่ที่การทำความดีของดาราด้วยนั่นแหล่ะ
ถ้าคนเรารู้จักกตัญญู เดี๋ยวอะไร ๆ ก็ดีเอง
คนเราไม่ได้เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่
เราเริ่มต้นมาอย่างไร แต่ถ้าไม่หันกลับไปมอง
ต้นตอของเรา พูดง่าย ๆ ว่าลืมตัว
คนคนนั้น ไปได้ไม่ไกลหรอก
เคยเห็นไหม คนที่เนรคุณคนน่ะ
ผลลัพธ์คือ ไม่อยากมีใครคบด้วย
ไม่มีใครอยากให้งานทำ
หรือสนับสนุนให้เป็นใหญ่เป็นโต
ก็เพราะคำว่า "ขาดความกตัญญู"
พอดังแล้วถีบตัวออกห่าง
ใช้คนอื่นเป็นบันไดให้ตัวเองก้าวขึ้นไป
ดาราบางคน พอดังแล้ว ก็ลืมตัว
ลืมว่าตัวเองมาจากที่ใด
จากการที่ดังไปแล้ว
พอเขาเห็นนิสัยไม่ดี เขาก็ไม่สนับสนุนให้งาน
มีออกเยอะแยะไป จะว่าเป็นดวงของดาราคนนั้นก็ไม่เชิงหรอก
แต่เป็นที่นิสัยของดาราคนนั้นมากกว่า
ว่าเขาสามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้นานแค่ไหน
ก็อยู่ที่ความประพฤติของเขาเหล่านั้น
วันนี้มากับดวง
พูดคุยเรื่องดาราบางคน ..
อยากเด่น อยากดัง พอดังแล้วก็ลืมตัว!!
ข้าพเจ้าเลยไม่อยากเป็นดารางัย
เพราะกลัวลืม ต.
กลัวว่าจะเดินแบบธรรมดาไม่ได้ อิอิ :)
คิดแล้วเขียน :)V
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
เรื่องหนัก ๆ
หลายวันก่อน เถียงกับเพื่อนเรื่องไร้สาระ
ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว บางทีเรื่องไม่เป็นเรื่อง
แต่โดนคนทำให้อารมณ์เสีย
ก็เลยมีอารมณ์ค้างนิดหน่อย
เวลาอารมณ์ไม่ดี ไม่อยากเขียน diary
กลัวปากตัวเองเหมือนกัน
ถ้าหลุดคำแรง ๆ ออกมา
รู้ตัวว่าไม่ค่อยน่ารัก
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี . .แต่แก้นิสัยนี้ไม่หาย
เพราะข้าพเจ้ายังเป็นปุถุชน
ยังต้องอยู่ในสังคมที่มาจากหลากหลายครอบครัว
เพื่อนดีต่อเรา เราก็พูดดี ๆ ได้ด้วย
แต่ถ้าเพื่อนพูดจา กระทบกระเทียบไม่ดีกับเรา
แล้วจะให้ข้าพเจ้าดีด้วยได้อย่างไร?
เพื่อนหลาย ๆ คนคงเห็นข้าพเจ้าพูดจาขัด
กับเพื่อนคนนี้บ่อย ๆ จริงบ้าง เล่นบ้าง
ซึ่งเขาเป็นพี่ แต่มีนิสัยชอบข่มข้าพเจ้าอยู่เรื่อย!
เพื่อนเลยเปลี่ยนชวนคุยเรื่องอื่นแทน ....
เพื่อนชี้ให้เห็นว่า ตอนที่ข้าพเจ้าไปเดินเทิดพระเกียรติ
ในวันที่ 12 ส.ค.52 ที่ผ่านมา
มีรูปข้าพเจ้าลงในนิตยสารของที่ทำงาน (ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่เห็น)
เพื่อน หลาย ๆ คนก็คิดว่า ....เออ! ช่างภาพก็ตาถึงเหมือนกันนะเนี่ยะ!
5555 ....เปล่าหรอก พอดีตากล้องรู้จักสนิทกับเพื่อนที่ไปด้วย
ข้าพเจ้าเลยได้ลงรูปในนิตยสารฉบับนั้นหรอก!
เห็นรูปตัวเองแล้ว ไม่น่าเชื่อ ว่าจะบวมได้ขนาดนี้ อิอิ :))
ด้วยความที่ไม่ค่อยเห็นตัวเองในรูปถ่าย เพราะไม่มีใครถ่ายรูปให้
มัวแต่ไปถ่ายคนอื่น ....
ก็เลยกินเอา ๆ ๆ พอมาเจอรูปตัวเองจริง ๆ
ทำไมมันอ้วนจัง! ....ลืมตัวเองทุกทีว่า
ยังเหมือนเดิม! ...
(ใจน่ะยังเหมือนเดิม แต่สังขารซิไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว อิอิ :P)
วันนี้มา เรื่องหนัก ๆ เกี่ยวกับน้ำหนักที่ไม่เบา
คิดแล้วเขียน :)V
ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว บางทีเรื่องไม่เป็นเรื่อง
แต่โดนคนทำให้อารมณ์เสีย
ก็เลยมีอารมณ์ค้างนิดหน่อย
เวลาอารมณ์ไม่ดี ไม่อยากเขียน diary
กลัวปากตัวเองเหมือนกัน
ถ้าหลุดคำแรง ๆ ออกมา
รู้ตัวว่าไม่ค่อยน่ารัก
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี . .แต่แก้นิสัยนี้ไม่หาย
เพราะข้าพเจ้ายังเป็นปุถุชน
ยังต้องอยู่ในสังคมที่มาจากหลากหลายครอบครัว
เพื่อนดีต่อเรา เราก็พูดดี ๆ ได้ด้วย
แต่ถ้าเพื่อนพูดจา กระทบกระเทียบไม่ดีกับเรา
แล้วจะให้ข้าพเจ้าดีด้วยได้อย่างไร?
เพื่อนหลาย ๆ คนคงเห็นข้าพเจ้าพูดจาขัด
กับเพื่อนคนนี้บ่อย ๆ จริงบ้าง เล่นบ้าง
ซึ่งเขาเป็นพี่ แต่มีนิสัยชอบข่มข้าพเจ้าอยู่เรื่อย!
เพื่อนเลยเปลี่ยนชวนคุยเรื่องอื่นแทน ....
เพื่อนชี้ให้เห็นว่า ตอนที่ข้าพเจ้าไปเดินเทิดพระเกียรติ
ในวันที่ 12 ส.ค.52 ที่ผ่านมา
มีรูปข้าพเจ้าลงในนิตยสารของที่ทำงาน (ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่เห็น)
เพื่อน หลาย ๆ คนก็คิดว่า ....เออ! ช่างภาพก็ตาถึงเหมือนกันนะเนี่ยะ!
5555 ....เปล่าหรอก พอดีตากล้องรู้จักสนิทกับเพื่อนที่ไปด้วย
ข้าพเจ้าเลยได้ลงรูปในนิตยสารฉบับนั้นหรอก!
เห็นรูปตัวเองแล้ว ไม่น่าเชื่อ ว่าจะบวมได้ขนาดนี้ อิอิ :))
ด้วยความที่ไม่ค่อยเห็นตัวเองในรูปถ่าย เพราะไม่มีใครถ่ายรูปให้
มัวแต่ไปถ่ายคนอื่น ....
ก็เลยกินเอา ๆ ๆ พอมาเจอรูปตัวเองจริง ๆ
ทำไมมันอ้วนจัง! ....ลืมตัวเองทุกทีว่า
ยังเหมือนเดิม! ...
(ใจน่ะยังเหมือนเดิม แต่สังขารซิไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว อิอิ :P)
วันนี้มา เรื่องหนัก ๆ เกี่ยวกับน้ำหนักที่ไม่เบา
คิดแล้วเขียน :)V
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
เก็บมาเล่า
วันนี้ช่วงกลางวันได้ไปฟังพระเทศน์
(หลวงปู่เณรคำฯ) มาแสดงพระธรรม
ให้คนที่ทำงานของข้าพเจ้าฟัง
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกนะว่า web นี้
จะมีใครเข้ามาอ่าน แต่รู้สึกว่าเพื่อนที่ทำงาน
ของข้าพเจ้าหลายคน เหมือนจะรู้เรื่องราวที่ข้าพเจ้าเขียน
บน web ....ไม่ได้หวงห้าม...แต่...
เมื่อเห็นคนอื่นเขาทำดี ก็ควรจะชื่นชมเขา
ไม่ใช่มานั่งจับผิด ...หรือแบบปากว่าตาขยิบน่ะ!
ถ้าสนใจธรรมะจริง ๆ น่ะ ไม่ว่าหรอก!
ใครทำดี ก็ได้ดีกับตัวเอง ใครคิดไม่ดี คนนั้นก็รับไปก็แล้วกัน
เกลียดมากเลย ไอ้พวกที่คิดว่าตัวเองรู้ดี รู้แล้ว กว่าคนอื่นน่ะ
แต่การกระทำกลับตรงข้าม ปากยังนั่งนินทาคนนั้น คนนี้ที
นั่งเม้าท์เรื่องชาวบ้านอยู่เลย!
(ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ว่า ตนเองจะวิเศษกว่าคนอื่นหรอก
แต่ก็คิดว่า ตนเองมีศีลกว่าอีกหลาย ๆ คน)
...วันนี้ได้ฟังธรรมะหลวงปู่เณรคำ ท่านก็บรรยายประวัติท่าน
ตอนที่ท่านปฏิบัติธรรม ว่าเจออะไรมาบ้าง
ท่านบอกว่า ให้เชื่อเรื่องภพภูมิ นรก สวรรค์ เทพพรหม มีจริง
ตายแล้วไม่สูญ ... บางคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ ...อาจจะเห็นว่า
เป็นเรื่องงมงาย ....มีสิ่งลี้ลับเกิดขึ้นกับท่าน มีพญานาคจริง!
ฯลฯ เหมือนกับพระไตรปิฎกที่ได้เขียนกล่าวไว้
ท่านเล่าคร่าว ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่หลวงปู่ประสบเจอตอนปฏิบัติธรรม
เพื่อสอนให้คนไม่ดำรงอยู่ในความไม่ประมาท
ท่านเป็นพระป่าสายปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐาน ...ศิษย์หลวงปู่มั่น ปุริทัตโต
ตอนนี้ได้มีโครงการจะสร้างพระแก้วมรกต
จำลององค์ที่ใหญ่ที่สุดไว้ที่วัดป่า บ้านท่าน
ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะร่วมทำบุญสร้างพระแก้วมรกตจำลองนี้ด้วย
ธรรมะของท่านวันนี้ เป็นธรรมะพื้นฐาน
กล่าวถึงเรื่องการปฎิบัติธรรมของท่าน
ดูท่าว่า หลวงปู่คงจะมาที่นี่อีกหลายครั้งนะ เห็นท่านกล่าวว่า
ครั้งหน้าจะเทศน์ธรรมะให้ถูกจริตกับคนฟังในอีกระดับหนึ่งด้วย
และขอเป็นช่วงบ่ายตอนท้องว่าง ๆ
เพราะท่านอิ่มจากฉันเพลแล้วเทศน์
เวลาพูดทำให้มีลมในกะเพาะท่านอึดอัด
โดยปกติ ท่านฉันแล้วมักจะเดินจงกลม
ทำให้ธาตุไฟทำงานได้ปกติ
แต่ฉันแล้วนั่ง ทำให้ท้องท่านอืด พระท่านว่าอย่างนั้น
ท่านกล่าวว่า มีเทพอัญเชิญท่านออกจากป่า
ให้มาแสดงธรรมกับพุทธศาสนิกชน
ท่านเลยต้องมาทำหน้าที่เผยแพร่ธรรมะนี้ด้วย
ซึ่งตรงกับใจข้าพเจ้าที่อยากจะทราบเรื่องราว
แบบนี้ด้วย เพราะข้าพเจ้าเองไม่ได้ออกบวช
ไม่ได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นโดยตรง ก็เลยอยากรู้
ได้ฟังธรรมะจากพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
และเป็นธรรมะในสายที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติโดยตรง...
รู้สึกถูกจริตข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ยอมอดอาหารกลางวัน
เพื่อไปฟังธรรมะท่านก่อน ....
สรุปสุดท้าย ....พระท่านมาช่วยเผยแพร่บอกพุทธศาสนิกชนว่า
ภพภูมิตามที่เราได้ศึกษาจากพระธรรมคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้านั้นมีจริง!
คิดแล้วเขียน :)V
(หลวงปู่เณรคำฯ) มาแสดงพระธรรม
ให้คนที่ทำงานของข้าพเจ้าฟัง
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกนะว่า web นี้
จะมีใครเข้ามาอ่าน แต่รู้สึกว่าเพื่อนที่ทำงาน
ของข้าพเจ้าหลายคน เหมือนจะรู้เรื่องราวที่ข้าพเจ้าเขียน
บน web ....ไม่ได้หวงห้าม...แต่...
เมื่อเห็นคนอื่นเขาทำดี ก็ควรจะชื่นชมเขา
ไม่ใช่มานั่งจับผิด ...หรือแบบปากว่าตาขยิบน่ะ!
ถ้าสนใจธรรมะจริง ๆ น่ะ ไม่ว่าหรอก!
ใครทำดี ก็ได้ดีกับตัวเอง ใครคิดไม่ดี คนนั้นก็รับไปก็แล้วกัน
เกลียดมากเลย ไอ้พวกที่คิดว่าตัวเองรู้ดี รู้แล้ว กว่าคนอื่นน่ะ
แต่การกระทำกลับตรงข้าม ปากยังนั่งนินทาคนนั้น คนนี้ที
นั่งเม้าท์เรื่องชาวบ้านอยู่เลย!
(ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ว่า ตนเองจะวิเศษกว่าคนอื่นหรอก
แต่ก็คิดว่า ตนเองมีศีลกว่าอีกหลาย ๆ คน)
...วันนี้ได้ฟังธรรมะหลวงปู่เณรคำ ท่านก็บรรยายประวัติท่าน
ตอนที่ท่านปฏิบัติธรรม ว่าเจออะไรมาบ้าง
ท่านบอกว่า ให้เชื่อเรื่องภพภูมิ นรก สวรรค์ เทพพรหม มีจริง
ตายแล้วไม่สูญ ... บางคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ ...อาจจะเห็นว่า
เป็นเรื่องงมงาย ....มีสิ่งลี้ลับเกิดขึ้นกับท่าน มีพญานาคจริง!
ฯลฯ เหมือนกับพระไตรปิฎกที่ได้เขียนกล่าวไว้
ท่านเล่าคร่าว ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่หลวงปู่ประสบเจอตอนปฏิบัติธรรม
เพื่อสอนให้คนไม่ดำรงอยู่ในความไม่ประมาท
ท่านเป็นพระป่าสายปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐาน ...ศิษย์หลวงปู่มั่น ปุริทัตโต
ตอนนี้ได้มีโครงการจะสร้างพระแก้วมรกต
จำลององค์ที่ใหญ่ที่สุดไว้ที่วัดป่า บ้านท่าน
ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะร่วมทำบุญสร้างพระแก้วมรกตจำลองนี้ด้วย
ธรรมะของท่านวันนี้ เป็นธรรมะพื้นฐาน
กล่าวถึงเรื่องการปฎิบัติธรรมของท่าน
ดูท่าว่า หลวงปู่คงจะมาที่นี่อีกหลายครั้งนะ เห็นท่านกล่าวว่า
ครั้งหน้าจะเทศน์ธรรมะให้ถูกจริตกับคนฟังในอีกระดับหนึ่งด้วย
และขอเป็นช่วงบ่ายตอนท้องว่าง ๆ
เพราะท่านอิ่มจากฉันเพลแล้วเทศน์
เวลาพูดทำให้มีลมในกะเพาะท่านอึดอัด
โดยปกติ ท่านฉันแล้วมักจะเดินจงกลม
ทำให้ธาตุไฟทำงานได้ปกติ
แต่ฉันแล้วนั่ง ทำให้ท้องท่านอืด พระท่านว่าอย่างนั้น
ท่านกล่าวว่า มีเทพอัญเชิญท่านออกจากป่า
ให้มาแสดงธรรมกับพุทธศาสนิกชน
ท่านเลยต้องมาทำหน้าที่เผยแพร่ธรรมะนี้ด้วย
ซึ่งตรงกับใจข้าพเจ้าที่อยากจะทราบเรื่องราว
แบบนี้ด้วย เพราะข้าพเจ้าเองไม่ได้ออกบวช
ไม่ได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นโดยตรง ก็เลยอยากรู้
ได้ฟังธรรมะจากพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
และเป็นธรรมะในสายที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติโดยตรง...
รู้สึกถูกจริตข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ยอมอดอาหารกลางวัน
เพื่อไปฟังธรรมะท่านก่อน ....
สรุปสุดท้าย ....พระท่านมาช่วยเผยแพร่บอกพุทธศาสนิกชนว่า
ภพภูมิตามที่เราได้ศึกษาจากพระธรรมคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้านั้นมีจริง!
คิดแล้วเขียน :)V
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
แข็งนอก อ่อนใน
จั่วหัวเรื่องนี้ขึ้นมา
หลายคนอาจจะงงนิดหน่อย
เมื่อวานได้ข่าว
อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช
ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยโรคมะเร็ง
ช่วงเวลาไม่นานเลย
ที่คุณสมัครได้ลงจากต่ำแหน่ง
จากนั้นไม่นาน ก็ได้ข่าวว่าเข้ารับการรักษาตัว
ด้วยโรคมะเร็ง
โรคมะเร็งน่ะ ใครเป็นแล้วต้องทำใจว่าตายทุกราย
เพียงแต่จะตายเร็วหรือตายช้า
หากตายเร็ว ก็ไม่ต้องรับการรักษาอะไรมาก
หากอยากอยู่ยาว ๆ ก็พยายามหาหนทางรักษาสุดชีวิต
ในความคิดของข้าพเจ้า คิดว่าคุณสมัครเป็นคนที่แข็งนอก
แต่อ่อนข้างใน เมื่อมีสิ่งใดมากระทบใจ ก็พาลป่วยอาการหนัก
ไม่คิดว่าแกจะไปไวขนาดนี้
แต่ด้วยความที่แกเป็นคนค่อนข้างปากเก่ง
และไม่ยอมใคร หรือด้วยทิฐิ
อาการของโรคก็เลยรุนแรง
ดูจากประวัติ แกก็เล่นการเมืองมาโดยตลอด
มาเสียตอนช่วงรับตำแหน่งนายกฯ นี่แหล่ะ
อย่างไรซะ ข้าพเจ้าก็ขออโหสิกรรม
แก่อดีตท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ด้วย
หากเคยล่วงเกินมโนกรรม วจีกรรม กับท่านมาก่อน
เพราะข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยชอบคำพูดของท่าน เวลาตอบนักข่าว
หรือเวลาโต้ในสภา
คนเราก็มีทั้งดี และไม่ดี
ข้าพเจ้าก็จะพยายามเลือกจำในสิ่งที่ดีของท่านที่ทำไว้
ข้าพเจ้าก็คิดเหมือนกันนะว่า
ถ้าทำความดีมาตลอดชีวิต
แต่มาเสียตรงคบคนพาล
อาจทำให้เสียใจตลอดชีวิตได้เหมือนกัน
เวลาทำบุญอธิษฐาน ก็ขอให้ห่างไกลจากคนพาลพวกนี้
ขอให้มีปัญญา มีสัมมาทิฐิ
ไม่อย่างนั้น
หากวันนึงเราทำพลาดไป
อาจเสียใจจนตาย
แบบท่านสมัคร ก็ได้
ขออโหสิกรรม ...แด่ท่าน...สมัคร...สุนทรเวช
คิดแล้วเขียน :(
หลายคนอาจจะงงนิดหน่อย
เมื่อวานได้ข่าว
อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช
ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยโรคมะเร็ง
ช่วงเวลาไม่นานเลย
ที่คุณสมัครได้ลงจากต่ำแหน่ง
จากนั้นไม่นาน ก็ได้ข่าวว่าเข้ารับการรักษาตัว
ด้วยโรคมะเร็ง
โรคมะเร็งน่ะ ใครเป็นแล้วต้องทำใจว่าตายทุกราย
เพียงแต่จะตายเร็วหรือตายช้า
หากตายเร็ว ก็ไม่ต้องรับการรักษาอะไรมาก
หากอยากอยู่ยาว ๆ ก็พยายามหาหนทางรักษาสุดชีวิต
ในความคิดของข้าพเจ้า คิดว่าคุณสมัครเป็นคนที่แข็งนอก
แต่อ่อนข้างใน เมื่อมีสิ่งใดมากระทบใจ ก็พาลป่วยอาการหนัก
ไม่คิดว่าแกจะไปไวขนาดนี้
แต่ด้วยความที่แกเป็นคนค่อนข้างปากเก่ง
และไม่ยอมใคร หรือด้วยทิฐิ
อาการของโรคก็เลยรุนแรง
ดูจากประวัติ แกก็เล่นการเมืองมาโดยตลอด
มาเสียตอนช่วงรับตำแหน่งนายกฯ นี่แหล่ะ
อย่างไรซะ ข้าพเจ้าก็ขออโหสิกรรม
แก่อดีตท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ด้วย
หากเคยล่วงเกินมโนกรรม วจีกรรม กับท่านมาก่อน
เพราะข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยชอบคำพูดของท่าน เวลาตอบนักข่าว
หรือเวลาโต้ในสภา
คนเราก็มีทั้งดี และไม่ดี
ข้าพเจ้าก็จะพยายามเลือกจำในสิ่งที่ดีของท่านที่ทำไว้
ข้าพเจ้าก็คิดเหมือนกันนะว่า
ถ้าทำความดีมาตลอดชีวิต
แต่มาเสียตรงคบคนพาล
อาจทำให้เสียใจตลอดชีวิตได้เหมือนกัน
เวลาทำบุญอธิษฐาน ก็ขอให้ห่างไกลจากคนพาลพวกนี้
ขอให้มีปัญญา มีสัมมาทิฐิ
ไม่อย่างนั้น
หากวันนึงเราทำพลาดไป
อาจเสียใจจนตาย
แบบท่านสมัคร ก็ได้
ขออโหสิกรรม ...แด่ท่าน...สมัคร...สุนทรเวช
คิดแล้วเขียน :(
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
อากาศเริ่มเย็น
ปีนี้ความเย็นมาช้ากว่ากำหนดมาก
ปกติวันลอยกระทงอากาศก็จะเริ่มเย็น
และฝนไม่มีแล้ว ปีนี้หลังลอยกระทง
ฝนยังตกอยู่ทุกเย็น
มีแค่ 2 วันมานี้ที่อากาศเย็นแล้วจริง ๆ
วันนี้ข้าพเจ้าเตรียมจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปจีน
และหาข้อมูลพอสมควร ...ไปจีนครั้งนี้
อากาศคงหนาวสุดขั้ว ...ไปต่างประเทศทั้งที
ต้องไปดูในสิ่งที่วัฒนธรรมแตกต่างจากเรา
นั้นถือว่าคุ้มค่า ... อยากไปเจอหิมะเหมือนกัน
แต่อย่าเลย สงสารพ่อกับแม่ และตัวเองด้วย
หากหนาวเกินไป ก็คงหยิบจับอะไรไม่สะดวก
ครั้งนี้ เตรียมตัวเรื่องภาษาจีนไม่ทัน
คงใช้ภาษาใบ้ก็แล้วกัน อิอิ
...กลับมาคงเมื่อยน่าดู....^_^
.....ช่วงนี้ net ติด ๆ หลุด ๆ อีกแล้ว น่าเบื่อ...
ไม่แน่ใจว่า สาเหตุเกิดจากการทดลองใช้ระบบ 3G กันด้วยหรือเปล่า?
อยู่ช่วงระหว่างทดลองระบบ ก็เลยทำให้ net พิการไปด้วย
หลุด ๆ ติด ๆ ....จะรอดไหมเนี่ยะ!....
เอาเป็นว่า อากาศเย็นทำให้ใจข้าพเจ้าไม่ค่อยร้อนเท่าไร
ชอบอากาศเย็นสบายแบบนี้นี่แหล่ะ....
คิดแล้วเขียน :PV
ปกติวันลอยกระทงอากาศก็จะเริ่มเย็น
และฝนไม่มีแล้ว ปีนี้หลังลอยกระทง
ฝนยังตกอยู่ทุกเย็น
มีแค่ 2 วันมานี้ที่อากาศเย็นแล้วจริง ๆ
วันนี้ข้าพเจ้าเตรียมจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปจีน
และหาข้อมูลพอสมควร ...ไปจีนครั้งนี้
อากาศคงหนาวสุดขั้ว ...ไปต่างประเทศทั้งที
ต้องไปดูในสิ่งที่วัฒนธรรมแตกต่างจากเรา
นั้นถือว่าคุ้มค่า ... อยากไปเจอหิมะเหมือนกัน
แต่อย่าเลย สงสารพ่อกับแม่ และตัวเองด้วย
หากหนาวเกินไป ก็คงหยิบจับอะไรไม่สะดวก
ครั้งนี้ เตรียมตัวเรื่องภาษาจีนไม่ทัน
คงใช้ภาษาใบ้ก็แล้วกัน อิอิ
...กลับมาคงเมื่อยน่าดู....^_^
.....ช่วงนี้ net ติด ๆ หลุด ๆ อีกแล้ว น่าเบื่อ...
ไม่แน่ใจว่า สาเหตุเกิดจากการทดลองใช้ระบบ 3G กันด้วยหรือเปล่า?
อยู่ช่วงระหว่างทดลองระบบ ก็เลยทำให้ net พิการไปด้วย
หลุด ๆ ติด ๆ ....จะรอดไหมเนี่ยะ!....
เอาเป็นว่า อากาศเย็นทำให้ใจข้าพเจ้าไม่ค่อยร้อนเท่าไร
ชอบอากาศเย็นสบายแบบนี้นี่แหล่ะ....
คิดแล้วเขียน :PV
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
การเปล่งวาจาที่ควรกล่าว
จากการที่ข้าพเจ้าฟังธรรมของแม่ชีทศพร
ที่ผ่านมาก็หลายตอนอยู่ กล่าวถึงกรรมของแต่ละคนที่มาหาแม่ชี
เพื่อแก้กรรม จริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าไม่เน้นสอนให้แก้กรรม
เน้นให้ละความชั่ว เพื่อทำความดีให้ถึงพร้อม
หากความดีพร้อมแล้ว วิบากกรรมเก่าไม่ตัดรอน
ผลแห่งความดีนั้น ก็จะปรากฎออกมาเอง
ที่แม่ชีช่วยเหลือบุคคลที่มีความทุกข์เหล่านั้น
โดยชี้ให้เห็นกรรมของแต่ละคน
ว่าทำอย่างไรมา ถึงได้มีผลเป็นแบบนั้น
ชี้ให้รู้ถึงเหตุที่เกิดทุกข์ ...ซึ่งจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงนั้น
เราไม่สามารถทราบด้วยตนเอง เพียงแต่ผู้ทรงศีลเป็นผู้กล่าว
โดยดูจากเหตุปัจจุบันสามารถมองย้อนไปในอดีตได้
แสดงว่าจิตของคนเรา เป็นตัวสะสม Memory ทุกเรื่องราว
ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ....บางครั้งเศษกรรมของอดีต
สามารถส่งผลให้เราเป็นไปในปัจจุบัน
ซึ่งการแก้กรรมของแม่ชีนั้น ส่วนมากจะให้เจ้าตัวที่มีความทุกข์
กล่าวหรือเปล่งวาจาออกมา ขออโหสิกรรม บางครั้งก็ให้สมมติ
เล่นเป็นเจ้ากรรมนายเวรคนนั้น ๆ ในชาติก่อน
ซึ่งการเปล่งวาจาแบบนี้ เป็นตัวปลดปล่อยจิตตัวเดิมนั่นเอง
ไม่เช่นนั้น เราคงจะต้องวนเวียนในเรื่องเดิม ๆ
จริง ๆ แล้วเจ้ากรรมนายเวร ข้าพเจ้าเชื่อว่า
คือ สิ่งที่เราสั่งสมทุกอย่างไว้ในจิต
หากเป็นกรรมไม่ดี ก็ทำให้เราทุกข์
กรรมดีก็ทำให้เราสุข และเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของเราได้
ก็คือ ตัวจิต ของเรานั้นเอง
คิดดี พูดดี ทำดี ล้วนแต่ส่งผลต่อชะตากรรมของเราทั้งสิ้น
การเปล่งวาจา หรือการอธิษฐานวาจาออกมาขออโหสิกรรม
นั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากทุกข์ที่เราประสบอยู่
ที่มักจะวนเวียนกลับมาหาเราเสมอ เสมือนเป็นกงกรรมกงเกวียน
บางคนล้มเหลวชีวิตครอบครัว ก็มักจะประสบปัญหาแบบนั้นตลอด
ข้าพเจ้าก็สันนิษฐาน ว่าคนที่เคยคิดฆ่าตัวตายครั้งนึงได้
ชาติต่อไปก็จะมีเหตุที่ทำให้เขาคิดฆ่าตัวตายแบบนั้นอีก
จนกว่าจะหลุดถอนออกจากวงเวียนของจิตแบบนั้น
และการปฏิบัติกรรมฐานวิปัสสนา ก็เป็นสิ่งที่แก้กรรมได้ดีที่สุด
เหมือนเป็นเครื่องล้าง memory ขยะในใจที่สะสมมาหลายภพหลายชาติ
และจากการที่ข้าพเจ้าอ่าน และฟังธรรมะ อย่างองคุลิมาล
สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ โดยกรรมจากการที่ฆ่าคนเป็นร้อย ๆ
ก็ไม่สามารถตามมาทันได้ ด้วยอานิสงค์ของการปฎิบัติและเจริญกรรมฐานนี่เอง
ข้าพเจ้าเห็นคนที่ปฏิบัติธรรมแล้ว บางคนก็ยังไม่หลุดพ้น
บางคนก็ยังเข้า ๆ ออกวัดอยู่ เหมือนการสอบเป็นขั้น ๆ ไป
แล้วแต่บารมีที่สั่งสมด้วย
ช่วงอายุขัยมนุษย์นั้น สั้นนัก ชาติภพเดียว
คงไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฎฎสงสารได้หรอก
เพราะมันมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกด้วยเสมอ
อาจจะเป็นกรรมดี หรือไม่ดี ....พระพุทธเจ้าจึงสั่งสอนให้เรา
ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต ให้รีบสะสมความดี ละความชั่ว
เพื่อจิตของเราได้ผ่องใส
ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนจักไม่คลายหายไปได้ง่าย ๆ
ก็เหมือนกินยาแก้โรคความทุกข์ แต่ก็ยังไม่หายขาดสักที
กินยาธรรมะ เพื่อประคองชีวิตไปชาตินึง ชาตินึง
เกิดมาภพใหม่ ชาติใหม่ ก็เสมือนเริ่มต้นเรียนรู้ นับหนึ่งกันใหม่
หากใครพอมีทุนความดีของเดิม ก็เกิดมาอยู่ในชาติตระกูลดี
ไม่อดอยาก ลำบากมากนัก ...
นอกจากที่จะมีความเพียร ตั้งหน้าปฏิบัติธรรม ตั้งมั่นเอาจริงเอาจัง
เพื่อหลุดพ้นกองทุกข์แห่งนั้นจริง ๆ ติดต่อกันหลายชาติ
อย่างเช่น พระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้และปรินิพพานได้
ท่านได้สั่งสมบารมี มีความเพียรในการทำความดี
ยาวนานมาถึง 10 ชาติ แน่ะ
แล้วเราล่ะ วันนี้พอจะมีความดีที่เกิดในใจตนเองบ้างหรือยัง?
ถ้ายังก็คงต้องรีบทำแล้วล่ะ เพราะเหลือเวลาอยู่บนโลกมนุษย์อีกไม่นานนัก
20-30 ปี นี่ไม่นานเลยนะ ก็คงเหมือน
หนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ของดังตฤณ
ที่พยายามสอนวัยรุ่น ให้รู้จักธรรมะนั่นเอง ....
คิดแล้วเขียน :)V
ที่ผ่านมาก็หลายตอนอยู่ กล่าวถึงกรรมของแต่ละคนที่มาหาแม่ชี
เพื่อแก้กรรม จริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าไม่เน้นสอนให้แก้กรรม
เน้นให้ละความชั่ว เพื่อทำความดีให้ถึงพร้อม
หากความดีพร้อมแล้ว วิบากกรรมเก่าไม่ตัดรอน
ผลแห่งความดีนั้น ก็จะปรากฎออกมาเอง
ที่แม่ชีช่วยเหลือบุคคลที่มีความทุกข์เหล่านั้น
โดยชี้ให้เห็นกรรมของแต่ละคน
ว่าทำอย่างไรมา ถึงได้มีผลเป็นแบบนั้น
ชี้ให้รู้ถึงเหตุที่เกิดทุกข์ ...ซึ่งจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงนั้น
เราไม่สามารถทราบด้วยตนเอง เพียงแต่ผู้ทรงศีลเป็นผู้กล่าว
โดยดูจากเหตุปัจจุบันสามารถมองย้อนไปในอดีตได้
แสดงว่าจิตของคนเรา เป็นตัวสะสม Memory ทุกเรื่องราว
ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ....บางครั้งเศษกรรมของอดีต
สามารถส่งผลให้เราเป็นไปในปัจจุบัน
ซึ่งการแก้กรรมของแม่ชีนั้น ส่วนมากจะให้เจ้าตัวที่มีความทุกข์
กล่าวหรือเปล่งวาจาออกมา ขออโหสิกรรม บางครั้งก็ให้สมมติ
เล่นเป็นเจ้ากรรมนายเวรคนนั้น ๆ ในชาติก่อน
ซึ่งการเปล่งวาจาแบบนี้ เป็นตัวปลดปล่อยจิตตัวเดิมนั่นเอง
ไม่เช่นนั้น เราคงจะต้องวนเวียนในเรื่องเดิม ๆ
จริง ๆ แล้วเจ้ากรรมนายเวร ข้าพเจ้าเชื่อว่า
คือ สิ่งที่เราสั่งสมทุกอย่างไว้ในจิต
หากเป็นกรรมไม่ดี ก็ทำให้เราทุกข์
กรรมดีก็ทำให้เราสุข และเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของเราได้
ก็คือ ตัวจิต ของเรานั้นเอง
คิดดี พูดดี ทำดี ล้วนแต่ส่งผลต่อชะตากรรมของเราทั้งสิ้น
การเปล่งวาจา หรือการอธิษฐานวาจาออกมาขออโหสิกรรม
นั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากทุกข์ที่เราประสบอยู่
ที่มักจะวนเวียนกลับมาหาเราเสมอ เสมือนเป็นกงกรรมกงเกวียน
บางคนล้มเหลวชีวิตครอบครัว ก็มักจะประสบปัญหาแบบนั้นตลอด
ข้าพเจ้าก็สันนิษฐาน ว่าคนที่เคยคิดฆ่าตัวตายครั้งนึงได้
ชาติต่อไปก็จะมีเหตุที่ทำให้เขาคิดฆ่าตัวตายแบบนั้นอีก
จนกว่าจะหลุดถอนออกจากวงเวียนของจิตแบบนั้น
และการปฏิบัติกรรมฐานวิปัสสนา ก็เป็นสิ่งที่แก้กรรมได้ดีที่สุด
เหมือนเป็นเครื่องล้าง memory ขยะในใจที่สะสมมาหลายภพหลายชาติ
และจากการที่ข้าพเจ้าอ่าน และฟังธรรมะ อย่างองคุลิมาล
สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ โดยกรรมจากการที่ฆ่าคนเป็นร้อย ๆ
ก็ไม่สามารถตามมาทันได้ ด้วยอานิสงค์ของการปฎิบัติและเจริญกรรมฐานนี่เอง
ข้าพเจ้าเห็นคนที่ปฏิบัติธรรมแล้ว บางคนก็ยังไม่หลุดพ้น
บางคนก็ยังเข้า ๆ ออกวัดอยู่ เหมือนการสอบเป็นขั้น ๆ ไป
แล้วแต่บารมีที่สั่งสมด้วย
ช่วงอายุขัยมนุษย์นั้น สั้นนัก ชาติภพเดียว
คงไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฎฎสงสารได้หรอก
เพราะมันมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกด้วยเสมอ
อาจจะเป็นกรรมดี หรือไม่ดี ....พระพุทธเจ้าจึงสั่งสอนให้เรา
ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต ให้รีบสะสมความดี ละความชั่ว
เพื่อจิตของเราได้ผ่องใส
ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนจักไม่คลายหายไปได้ง่าย ๆ
ก็เหมือนกินยาแก้โรคความทุกข์ แต่ก็ยังไม่หายขาดสักที
กินยาธรรมะ เพื่อประคองชีวิตไปชาตินึง ชาตินึง
เกิดมาภพใหม่ ชาติใหม่ ก็เสมือนเริ่มต้นเรียนรู้ นับหนึ่งกันใหม่
หากใครพอมีทุนความดีของเดิม ก็เกิดมาอยู่ในชาติตระกูลดี
ไม่อดอยาก ลำบากมากนัก ...
นอกจากที่จะมีความเพียร ตั้งหน้าปฏิบัติธรรม ตั้งมั่นเอาจริงเอาจัง
เพื่อหลุดพ้นกองทุกข์แห่งนั้นจริง ๆ ติดต่อกันหลายชาติ
อย่างเช่น พระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้และปรินิพพานได้
ท่านได้สั่งสมบารมี มีความเพียรในการทำความดี
ยาวนานมาถึง 10 ชาติ แน่ะ
แล้วเราล่ะ วันนี้พอจะมีความดีที่เกิดในใจตนเองบ้างหรือยัง?
ถ้ายังก็คงต้องรีบทำแล้วล่ะ เพราะเหลือเวลาอยู่บนโลกมนุษย์อีกไม่นานนัก
20-30 ปี นี่ไม่นานเลยนะ ก็คงเหมือน
หนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ของดังตฤณ
ที่พยายามสอนวัยรุ่น ให้รู้จักธรรมะนั่นเอง ....
คิดแล้วเขียน :)V
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)